"ฉันถูกผู้ชายหลายสิบปฏิเสธแต่งงาน เพียงเพราะไม่จ่ายสินสอด"

Gunjan Tiwari

ที่มาของภาพ, Gunjan Tiwari

คำบรรยายภาพ, กุนจัน ทิวารี ระบุว่า หากมีเรื่องสินสอดมาเกี่ยวข้อง เธอจะไม่แต่งงาน
    • Author, กีตา ปันเดย์
    • Role, บีบีซีนิวส์ กรุงนิวเดลี
  • Published

สินสอดเป็นเรื่องผิดกฎหมายในอินเดีย ตั้งแต่ปี 1961 แต่ฝ่ายเจ้าบ่าวส่วนใหญ่ยังคาดหวังว่า ครอบครัวเจ้าสาวต้องมอบสินสอด เสื้อผ้า หรือเครื่องเพชรให้ แลกกับการให้ผู้ชายแต่งเจ้าสาวเข้าบ้าน

แต่ตอนนี้ อาจารย์วัย 27 ปี ในเมืองโภปาล ทางตอนกลางของอินเดีย ได้ยื่นอุทธรณ์เรียกร้องให้ทางการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาสังเกตการณ์บริเวณพื้นที่การขอแต่งงาน สถานที่จัดงานสมรส รวมถึงบุกค้นงานวิวาห์ที่ยังมีการเรียกสินสอด เพื่อยุติ “ความชั่วร้ายทางสังคม” นี้เสียที

ผู้หญิงที่กำลังต่อสู้กับประเพณีที่ฝังรากลึกในอินเดียนี้ คือ กุนจัน ทิวารี (ไม่ใช่ชื่อจริง) เธอบอกกับบีบีซีว่า การยื่นอุทธรณ์ของเธอ มีสาเหตุมาจากประสบการณ์อันเลวร้ายของเธอเอง ที่ถูกผู้ชายหลายสิบคนปฏิเสธไม่ยอมแต่งงานด้วย เพียงเพราะสินสอดไม่มากพอ

เหตุการณ์ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือน ก.พ. 2023 เมื่อบิดาของเธอได้เชิญชายหนุ่มและครอบครัวของเขามาที่บ้าน เพื่อหวังจะดูตัวและสู่ขอฝ่ายชายให้มาแต่งงานกับเธอ

หลังพ่อแม่ของเธอทักทาย ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกับแขกแล้ว กุนจัน ก็เดินเข้ามาในห้องรับแขก ถือถาดวางแก้วชาร้อน และของทานเล่นสำหรับแขก

เธออธิบายว่า ช่วงเวลานั้นมัน “น่าตื่นตกใจมาก”

“ทุกคนจ้องมองคุณ กำลังประเมินตัวคุณอยู่” เธอบอกกับบีบีซีผ่านการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ จากในบ้านของเธอเอง

ทางครอบครัวของเธอวางแผนมาอย่างละเอียดว่า เธอควรจะเข้ามาในห้องและปรากฎตัวต่อหน้าแขกเวลาไหน แม่ของเธอยังเลือกชุดสีเขียวให้ใส่ เพราะคิดว่าจะทำให้บุตรสาวดูดีขึ้น แม่ยังแนะนำเธอไม่ให้หัวเราะ เพราะจะทำให้แขกเห็นฟันที่ซ้อนเกของเธอ

กุนจันคุ้นชินกระบวนการเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะทำมา 6 ครั้งแล้วในช่วงหลายปีมานี้ คำถามที่ครอบครัวฝ่ายชายถามเธอยังเหมือนเดิม นั่นคือ การศึกษา การงาน และเธอทำอาหารได้ไหม

ก่อนจะเข้าไปในห้อง เธอได้ยินพ่อแม่ของเธอถามพ่อของฝ่ายว่าที่เจ้าบ่าวว่า คาดหวังสินสอดเท่าไหร่

“เราได้ยินว่า ทางนั้นต้องการเงิน 2.1-2.5 ล้านบาท... พ่อของฝ่ายชายยังพูดติดตลกว่า ถ้าลูกสาวคุณสวย เราจะให้ส่วนลด”

เมื่อบทสนทนาดำเนินไป กุนจัน รู้ดีว่าครอบครัวเธอจะไม่ได้รับส่วนลดนั้น เพราะแขกถามเธอถึงเรื่องฟันซ้อนเก และไฝที่หน้าผาก

A young girl wearing a traditional bridal outfit at the Desert Festival on 29th January 2018 in Jaisalmer, Rajasthan, India.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แม้สินสอดจะผิดกฎหมายมาหลายสิบปี แต่ประเพณีนี้ก็ยังดำรงอยู่อย่างกว้างขวางในอินเดีย

หลังดื่มน้ำชาแล้ว กุนจันได้มีโอกาสพูดคุยกับว่าที่เจ้าบ่าวเป็นการส่วนตัวเป็นเวลาสองสามนาที โดยเธอบอกกับเขาว่า เธอจะไม่แต่งงานหากต้องจ่ายสินสอดให้ฝ่ายชาย

“เขาเห็นด้วยว่า มันเป็นความชั่วร้ายทางสังคม” เธอกล่าว และเสริมว่าเธอคิดว่า ว่าที่เจ้าบ่าวคนนี้แตกต่างจากคนอื่นที่เคยเจอมา

แต่ท้ายสุด ครอบครัวทิวารีก็ได้ทราบว่า กุนจันถูกครอบครัวฝ่ายชายปฏิเสธ

“แม่โทษว่า เป็นเพราะจุดยืนต่อต้านสินสอดของฉัน เธอโกรธฉัน และไม่ยอมคุยกับฉันนานกว่า 2 สัปดาห์”

ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา กุนจันระบุว่า พ่อของเธอติดต่อครอบครัวของชายโสด “100-150 ครอบครัว” และได้พบกับครอบครัวฝ่ายชายมากกว่า 24 ครอบครัวแล้ว

ส่วนกุนจันเองได้พบกับครอบครัวว่าที่เจ้าบ่าว 6 ครั้ง และเกือบทุกครั้ง การเจรจาสู่ขอล้มเหลว เพราะเรื่องสินสอด

“การถูกปฏิเสธเหล่านี้ ทำให้ฉันหมดความมั่นใจ” กุนจันกล่าว โดยเธอศึกษาจบปริญญาโท สาขาคณิตศาสตร์ และกำลังเรียนออนไลน์ในวิชาอื่น ๆ ด้วย

“พอคิดดูดี ๆ ฉันทราบดีว่า ไม่ใช่ว่าฉันขาดตกบกพร่อง แต่ปัญหามาจากคนที่ต้องการสินสอด และฉันมักรู้สึกว่า ตัวเองเป็นภาระของครอบครัว”

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์เมื่อไม่นานมานี้ระบุว่า แม้สินสอด (ไม่ว่าจะเป็นการให้หรือรับสินสอด) ได้กลายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในอินเดียมานานกว่า 60 ปีแล้ว แต่การสมรสถึง 90% ในอินเดีย ล้วนมีเรื่องสินสอดเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยจำนวนสินสอดที่มีการจ่ายให้กับครอบครัวของอีกฝ่ายในช่วงปี 1950-1999 รวมกันแล้วคิดเป็นเงินกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 8.7 ล้านล้านบาท

เป็นที่ทราบกันดีในอินเดียว่า ครอบครัวฝ่ายหญิงมักจะต้องกู้เงินมหาศาล หรือไม่ก็ขายที่ดินและบ้าน เพื่อนำมาจ่ายสินสอดให้ครอบครัวฝ่ายชาย และถึงแม้จะทำถึงขนาดนี้ ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่า เจ้าสาวจะมีชีวิตคู่ที่เป็นสุข

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติอาชญากรรมแห่งชาติ พบว่า เจ้าสาวถึง 35,493 คนถูกฆาตกรรมในอินเดียในช่วงปี 2017-2022 หรือเฉลี่ยประมาณ 20 คนต่อวัน ด้วยเหตุผลเพียงเพราะจ่ายสินสอดไม่มากพอ

นักเคลื่อนไหวระบุว่า สินสอดยังเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้สัดส่วนเพศของประชากรเหลื่อมล้ำอย่างมีนัยสำคัญ โดยองค์การสหประชาชาติประเมินว่า มีการทำแท้งทารกในครรภ์ที่เป็นเพศหญิงเกือบ 400,000 ครั้งในทุก ๆ ปี ด้วยการตรวจสอบเพศของบุตรในครรภ์ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะครอบครัวกังวลว่า ถ้ามีลูกสาว จะทำให้ต้องเสียเงินสินสอดเป็นจำนวนมาก

ในการยื่นอุทธรณ์ต่อ ฮารินารายัน ชารี มิชรา ผู้บัญชาการตำรวจประจำเมืองโภปาล กุนจันระบุว่า หนทางเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ คือการให้ตำรวจบุกตรวจค้นสถานที่จัดงานแต่งงาน และจับกุมบุคคลที่มอบหรือรับเงินสินสอด

Gunjan Tiwari with Bhopal police commissioner Harinarayan Chari Mishra

ที่มาของภาพ, Gunjan Tiwari

คำบรรยายภาพ, กุนจัน พบกับผู้บัญชาการตำรวจเมืองโภปาล เพื่อระดมเสียงสนับสนุนการต่อสู้ต้านสินสอดของเธอ

“ความกลัวถูกลงโทษ” จะช่วย “ยับยั้งการกระทำอันโหดร้ายนี้” โดยเมื่อไม่นานมานี้ เธอได้พบกับ มิชรา เพื่อขอให้ทางตำรวจร่วมต่อสู้ไปกับเธอด้วย

“สินสอดเป็นความชั่วร้ายของสังคม และเรามุ่งมั่นจะยุติมันเสีย ผมเรียกร้องให้สถานีตำรวจทุกแห่ง ให้ความช่วยเหลือผู้หญิงทุกคนที่เข้าหาพวกเขาเพื่อขอความช่วยเหลือ” มิชรา ผู้บัญชาการตำรวจเมืองโภปาล บอกกับบีบีซี

แต่เขาก็ยอมรับว่า “ตำรวจเองก็มีข้อจำกัด ไม่สามารถอยู่ทุกหนทุกแห่งได้ เราจึงต้องสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องนี้ ต้องเปลี่ยนทัศนคติ”

นักเคลื่อนไหวสิทธิสตรี กาวิตา ศรีวัสเทวา ระบุว่า ตำรวจสามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าประเด็นเรื่องสินสอดเป็นเรื่องที่ซับซ้อน

“อินเดียไม่ใช่รัฐตำรวจ แต่มีการออกกฎหมายห้ามสินสอด และเราจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายให้ดีขึ้น”

เธอยังเสริมว่า การจ่ายเงินค่าสินสอดอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว เพราะหลายครั้งที่ครอบครัวฝ่ายชายที่โลภมาก มักจะเรียกร้องขอเงินเพิ่มเติมอีก แม้จะผ่านการแต่งงานไปแล้ว “เพราะมันเป็นเงินที่ได้มาง่าย ๆ เป็นวิธีที่จะรวยได้ง่าย”

นางศรีวัสเทวา ยกตัวอย่างผู้หญิงหลายคนที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัว และต้องถูกขับไล่ออกจากบ้านของสามี เพียงเพราะไม่สามารถทำตามข้อเรียกร้องของครอบครัวสามีได้ รวมถึงการส่งเงินสินสอดเพิ่มเติมให้

สำหรับเธอนั้น หายนะที่เกิดจากสินสอดจะขจัดให้หมดไปได้ หากชายหนุ่มและหญิงสาวยืนหยัด และไม่ยอมมอบหรือรับสินสอด ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใด

กุนจันระบุว่า เธอต้องการแต่งงาน เพราะ “ชีวิตมันแสนยาวนาน ฉันใช้ชีวิตคนเดียวไม่ได้” แต่เธอก็ยืนกรานเช่นกันว่า จะไม่จ่ายเงินค่าสินสอดเด็ดขาด

แต่เวลาก็บีบคั้นเช่นกัน เพราะครอบครัวของเธอยังดิ้นรนจะหาว่าที่คู่ครองให้เธอเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

“ในหมู่ญาติ ๆ ของฉันในหมู่บ้านที่ฉันเกิด ในเขตอีตาวาห์ รัฐอุตตรประเทศ อายุ 25 ปีก็ถือว่าแก่แล้ว ในตลาดการสมรส”

พ่อของเธอจึงพยายามตรวจสอบคอลัมน์การแต่งงานตามหนังสือพิมพ์ หรือขอให้ญาติ ๆ ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ แล้วให้แจ้งเขาทันที หากพบผู้ชายที่เหมาะสม เขายังได้เข้ากลุ่มวอตส์แอปที่มีสมาชิกในวรรณะเดียวกับเขา 2,000 คน เป็นกลุ่มที่พ่อแม่จะนำประวัติย่อของบุตรหลานมาแชร์

“ส่วนใหญ่ฝ่ายชายอยากให้จัดงานแต่งงานที่หรูหราที่ต้องใช้เงินกว่า 2 ล้านบาท หรือมากกว่านั้น แต่พ่อของฉันจ่ายได้แค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น” เธอกล่าว พร้อมยอมรับว่าการที่เธอยืนกรานจะแต่งงานโดยไม่มีสินสอด ทำให้ชีวิตพ่อแม่ของเธอยากลำบาก

“พ่อของฉันกล่าวว่า นี่ก็ 6 ปีแล้ว นับแต่เริ่มหาเจ้าบ่าวให้ฉัน แต่ถ้ายังยืนกรานไม่จ่ายสินสอด พ่อบอกว่าคงหาคู่ครองให้ฉันไม่ได้ แม้จะหาต่อไปนาน 60 ปี”