ทารกแรกเกิดนอนรอความช่วยเหลือข้างถนน หลังแผ่นดินไหวถล่มโมร็อกโก

    • Author, คารีน ทอร์บี และนูรา มัจดูบ
    • Role, บีบีซีนิวส์ รายงานจากเมืองแอสนี โมร็อกโก
  • Published

คาดิจายังไม่ทันได้ตั้งชื่อลูกสาวที่เพิ่งเกิดมา เพราะไม่นานหลังจากที่ทารกน้อยลืมตาดูโลก ลูกของเธอกลับต้องมีบ้านหลังแรกเป็นเต็นท์พักพิงชั่วคราวข้างถนนไปเสียแล้ว

เหตุแผ่นดินไหวถล่มโมร็อกโกที่เกิดขึ้นหลังคาดิจาคลอดลูกได้ไม่กี่นาที ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องไร้ที่อยู่อาศัย พวกเขายังคงเฝ้ารอคอยความช่วยเหลือจากทางการที่มาไม่ถึงเสียที

ลูกสาวของคาดิจาเกิดเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 8 ก.ย. แม้ทั้งเธอและลูกจะไม่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุแผ่นดินไหว แต่โรงพยาบาลที่เธอไปคลอดลูกในเมืองมาร์ราเคช เมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโมร็อกโก มีคำสั่งให้อพยพบุคลากรและคนไข้ทั้งหมดออกไปโดยด่วน

คาดิจาบอกว่า “พวกเขาสั่งให้เราออกไป เพราะเกรงว่าจะเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมา” ทั้งแม่และลูกจึงต้องออกจากโรงพยาบาล หลังทารกน้อยลืมตาดูโลกได้เพียงสามชั่วโมง พวกเธอได้รับการตรวจร่างกายเล็กน้อยจากแพทย์ในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น

คาดิจากับลูกและสามีจำต้องออกไปเรียกรถแท็กซี่ในช่วงเช้าตรู่ของวันเสาร์ เพื่อเดินทางกลับบ้านซึ่งอยู่ห่างออกไป 65 กิโลเมตร ที่เมืองทัดดาร์ตในเทือกเขาแอตลาส

แต่โชคร้ายที่เส้นทางกลับบ้านของพวกเขาถูกปิดกั้นด้วยดินถล่ม คาดิจากับครอบครัวจึงต้องลงจากรถที่หมู่บ้านแอสนี และเข้าปักหลักอาศัยในเต็นท์ซึ่งเป็นที่พักพิงชั่วคราวข้างถนนมาตั้งแต่นั้น

“ฉันยังไม่ได้รับความช่วยเหลือใด ๆ จากทางการเลย เราต้องขอผ้าห่มจากชาวบ้านแถวนี้ เพื่อให้มีอะไรไว้พอห่มคลุมกายบ้าง” คาดิจากล่าวขณะอุ้มลูกแนบอก พวกเธอต้องหลบแดดร้อนอยู่ใต้ผืนผ้าใบกันน้ำที่บางเฉียบ ซึ่งเป็นเพดานของเต็นท์ที่พวกเขาทำขึ้นเองตามมีตามเกิด ลูกสาวของเธอมีเสื้อผ้าสำหรับเด็กอยู่เพียงชุดเดียว

“เรามีแค่พระเจ้า” คาดิจากล่าว เธอยังบอกว่าคนบ้านเดียวกันได้มาแจ้งให้ทราบว่า บ้านของเธอที่ทัดดาร์ตเสียหายอย่างหนักจากเหตุแผ่นดินไหว ข่าวร้ายนี้ทำให้เธอจนปัญญา ไม่รู้ว่าจะไปอาศัยอยู่ที่ไหนได้หลังจากนี้

ความโกรธแค้นของประชาชนกำลังคุกรุ่น

ไม่ห่างจากเต็นท์ของคาดิจามากนัก ผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังแสดงความไม่พอใจและรู้สึกโกรธเคืองกันมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังมีความช่วยเหลือจากทางการเข้าถึงพื้นที่ชนบท ซึ่งเป็นเทือกเขาทางตอนใต้ของเมืองมาร์ราเกชน้อยมาก แม้ว่าหมู่บ้านแอสนีจะอยู่ห่างจากเมืองใหญ่ดังกล่าวเพียง 50 กิโลเมตรเท่านั้น

ฝูงชนที่โกรธเกรี้ยวเข้ารุมล้อมนักข่าวท้องถิ่น พากันตะโกนถ้อยคำระบายความคับข้องใจเข้าใส่ ชายผู้หนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนามบอกกับบีบีซีว่า “พวกเราไม่มีอาหาร ไม่มีขนมปัง ไม่มีผัก ไม่มีอะไรเลย ไม่มีใครมาหาเรา และเราไม่มีอะไรทั้งนั้น มีแต่พระเจ้ากับสมเด็จพระราชาธิบดี”

ชายผู้นี้ยังบอกว่า หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวเขากับลูก 4 คน ต้องมาอาศัยอยู่ข้างถนน โดยไม่กล้าจะกลับเข้าไปอยู่ในบ้านที่ผนังทุกด้านแตกร้าวอย่างหนัก จนน่ากลัวว่าจะพังถล่มลงมา ก่อนหน้านี้เขาเสี่ยงชีวิตกลับเข้าไปเอาผ้าห่มในบ้านออกมาได้ ทำให้มันเป็นเครื่องนอนชนิดเดียวที่พวกเขามีอยู่ตอนนี้

เมื่อมีรถบรรทุกแล่นผ่าน ฝูงชนที่อาศัยอยู่ข้างถนนจะพยายามโบกให้รถจอด ด้วยความหวังว่าอาจมีเสบียงอาหารแบ่งปันให้กันบ้าง แต่รถทุกคันก็แล่นผ่านเลยไป โดยมีผู้คนส่งเสียงโห่ร้องด้วยความไม่พอใจไล่หลัง

ในที่สุดตำรวจได้พาตัวผู้สื่อข่าวท้องถิ่นที่ถูกฝูงชนรุมล้อมออกจากพื้นที่ แต่ก็ยังมีชาวบ้านบางส่วนเดินตามเพื่อแสดงความโกรธแค้นต่อไปอีก บางคนบอกว่าได้รับแจกเต็นท์พักพิงจากทางการ แต่มันก็มีไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประสบภัยจำนวนมาก

มบาร์กาเป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องรอความช่วยเหลืออยู่ในเต็นท์ข้างถนน เธอพาผู้สื่อข่าวบีบีซีไปดูบ้านซึ่งตอนนี้เสียหายหนักจนไม่อาจเข้าไปอยู่อาศัยได้

“ฉันไม่รู้ว่าจะสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ได้ยังไง ไม่รู้ด้วยว่าวันข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้น แต่ตอนนี้มีแค่คนในท้องถิ่นที่คอยช่วยเหลือเรา” มบาร์กากล่าว

ตอนนี้เธออยู่กับครอบครัวซึ่งได้แก่ลูกสาว 2 คน, ลูกเขย, และหลานอีก 3 คน ในตอนที่เกิดแผ่นดินไหวและตัวบ้านเริ่มสั่นสะเทือน พวกเขาพากันรีบวิ่งหนีออกมา แต่ก็เกือบจะถูกบ้านหลังใหญ่กว่าที่ตั้งอยู่บนเนินสูงไหลลงมาทับ โชคดีที่พวกเขาหลบได้ทัน

อับเดลฮาดี ลูกเขยของมบาร์กาบอกว่า “เราได้แต่หวังว่ารัฐบาลจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แต่ในแถบนี้ก็มีหมู่บ้านอยู่หนาแน่นถึง 120 แห่งเลยทีเดียว”