You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ส.ว.กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ พร้อมโหวตเพื่อไทยเป็นนายกฯ ดีกว่าก้าวไกล เพื่อประเทศเดินต่อได้
“ถ้าคุณพิธาเป็นนายกฯ สถานการณ์บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ”
นี่คือคำตอบที่ กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย ส.ว. ผู้นี้ถือเป็นคนแรก ๆ ที่ออกมาประกาศความชัดเจนว่า จะไม่ยกมือโหวตให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30
แม้พรรคก้าวไกลจะชนะที่นั่ง ส.ส. เป็นอันดับ 1 ด้วยคะแนนมหาชนกว่า 14 ล้านเสียง ซึ่งตามมารยาททางการเมืองจะได้สิทธิเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และเสนอชื่อบุคคลนั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ ส.ว. ผู้สำเร็จการศึกษาสูงสุดคือมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 เพราะเรียนไม่จบปริญญาตรี ยืนยันกับบีบีซีไทยว่า ไม่ว่า ส.ว. คนอื่นจะคิดเห็นอย่างไร สังคมจะวิพากษ์วิจารณ์เขาแค่ไหน แต่ “ผมจะไม่โหวตให้คุณพิธา”
กิตติศักดิ์ อธิบายถึงเหตุผลมากมาย ที่ทำให้เขาคิดว่าพรรคก้าวไกลไม่ควรเป็นรัฐบาล และพิธา ไม่มีคุณสมบัติเป็นนายกฯ ตลอดการสัมภาษณ์นานกว่า 1 ชั่วโมง ที่บ้านพักใน จ.พิจิตร ของเขา แต่เหตุผลสำคัญ คือ การที่พรรคก้าวไกลมีนโยบาย “แก้ไข-ยกเลิก” ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
นายพิธา และพรรคก้าวไกล เสนอนโยบายแก้ไขมาตรา 112 เป็น “วาระเฉพาะ” ที่ทางพรรคจะเดินหน้าต่อไป แม้จะไม่ได้บรรจุอยู่ในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน หรือ MOU ของพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค
จุดยืนต่อ ม.112 ของพรรคก้าวไกล ตามที่ประกาศในหน้าเว็บไซต์ และอธิบายออกสื่อ คือ “แก้ไข” ด้วยการลดอัตราโทษ และกำหนดให้สำนักพระราชวังเท่านั้นมีสิทธิเป็นผู้ร้องทุกข์ ไม่ใช่การ “ยกเลิก”
แต่สำหรับ กิตติศักดิ์ แล้ว เพียงการพยายามไปแก้ไขมาตรา 112 ก็ถือว่า ทำให้ พิธา ขาดคุณสมบัติเหมาะสมต่อการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คือ “รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์”
ไม่รักชาติ เพราะ “มุ่งปฏิรูปกองทัพ ลดงบประมาณ ลดกำลังทหาร” และไม่รักสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะมีนโยบาย “ยกเลิกมาตรา 112”
ดังนั้น ในฐานะเกษตรกร ผู้ได้รับ “โอกาสอันสูงสุด” ด้วยการได้รับโปรดเกล้าฯ จากพระมหากษัตริย์ไทย จึงขอตอบแทนแผ่นดินและพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 บทเฉพาะกาล “ไม่โหวต” ให้พิธา เป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากพรรคก้าวไกลได้คะแนนสนับสนุนถึง 376 เสียง เขาก็พร้อมยอมรับ
แต่เมื่อบีบีซีไทยถามต่อว่า แล้วเขาจะโหวตให้ใคร นายกิตติศักดิ์ ระบุว่า “ผมมองแล้วว่าพรรคเพื่อไทยมีนักการเมืองที่เป็นมืออาชีพกว่าพรรคก้าวไกล”
“เทียบคุณพิธา กับแคนดิเดตนายกฯ ของเพื่อไทย (ไม่ระบุชื่อ) สถานการณ์บ้านเมืองมันจะซอฟต์ (เบา) กว่า แล้วก็จะเดินไปได้” ส.ว. วัย 64 ปี กล่าว
ดังนั้น “ถ้าเป็นอย่างนี้จริง ๆ ผมโหวตให้เพื่อไทย”
จากแกนนำชาวนาสู่ สนช. และ ส.ว.
กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า เขาจบการศึกษาแค่ชั้นมัธยมฯ 6 มีโอกาสศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย แต่ด้วยต้องทำงาน ทำให้เรียนไม่จบ
ในวัยเด็กเขามีความฝันว่าอยากที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ เพราะอยากสร้างเครื่องบินเพื่อเดินทางไปรอบโลก รวมถึงเดินทางไปยังอวกาศ แต่ด้วยการที่ครอบครัวมีสวนไร่ ทำให้สุดท้ายแล้ว เขาเลือกที่จะเดินตามรอยครอบครัว ทำสวนทำไร่แทน
ส่วนสาเหตุที่ทำให้มีความสำนึกในพระคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ เขาเล่าว่าเพราะมีพ่อเป็นทหารเสนารักษ์ บวกกับตอนเป็นวัยรุ่น เขาก็เคยเป็นครูฝึกเพื่อสอนให้กับ ทสปช. หรือ ไทยอาสาป้องกันชาติ ในช่วงที่คอมมิวนิสต์กำลังระบาดในไทย จนได้มีโอกาสเข้าเฝ้าในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อรับมอบธง
หลังจากนั้นได้ผันตัวเข้าสู่การเมืองท้องถิ่นด้วยการเป็น อบต. และเป็นแกนนำชาวนาเพื่อทวงเงินจำนำข้าวในยุคของรัฐบาลยิ่งลักษณ์
โดยได้พามวลชนชาวนามาชุมนุมที่หน้ากระทรวงพาณิชย์ แต่พอเกิดการรัฐประหารขึ้นโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันที่ 22 พ.ค. 2557 ก็ได้พามวลชนกลับไป หลังจากนั้นทาง คสช. ก็ได้โทรศัพท์มาเพื่อขอให้เขาเข้าร่วมเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
เมื่อถามว่าเหตุใดเขาจึงได้รับการคัดเลือกเข้ามาเป็น สนช. ทาง ส.ว.กิตติศักดิ์ ตอบกลับว่า อาจเป็นเพราะบทบาทที่เขาเป็นแกนนำชาวนา
หลังจากอยู่เป็น สนช. มาจนครบวาระ เขาก็ได้สมัครเป็น ส.ว. ก่อนที่จะได้รับการคัดเลือกและอยู่ในตำแหน่งมาจนถึงปัจจุบัน