วิเคราะห์: เมื่อทรัมป์-เนทันยาฮู ต้องการเปลี่ยนโฉมตะวันออกกลาง แต่ตอนนี้พวกเขาเสี่ยงจะเผชิญวิกฤตที่ไม่สิ้นสุด

    • Author, เจเรมี โบเวน
    • Role, บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ บีบีซีนิวส์
  • Published
  • เวลาอ่าน: 7 นาที

ทั้งโดนัลด์ ทรัมป์ และเบนจามิน เนทันยาฮู เคยเชื่อว่าชัยชนะเหนืออิหร่านจะเปลี่ยนโฉมตะวันออกกลางได้

จริงอยู่ที่ภูมิภาคนี้ถูกแปลงโฉมไปแล้ว ทว่ามันไม่ได้เป็นไปตามที่ผู้นำทั้งสองคาดหวังไว้ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านยังไม่ถูกทำให้พ่ายแพ้ ความเสี่ยงตอนนี้คือภาวะวิกฤตอย่างไม่สิ้นสุดที่บั่นทอนและกินระยะเวลายาวนาน ซึ่งจะปะทุเป็นสงครามเต็มรูปแบบเป็นครั้งคราวก็เป็นได้

ระบอบอิหร่านพิสูจน์แล้วว่าพวกเขาถูกบดขยี้ได้ยากกว่าที่ทรัมป์และเนทันยาฮูประเมินไว้ในตอนแรก การตัดสินใจของพวกเขาผิดพลาด และทั้งสองผู้นำก็สูญเสียความสามารถในการควบคุมผลลัพธ์ไปแล้ว

เหตุการณ์ล่าสุดที่สะท้อนแนวทางข้างต้นคือกรณีที่อิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์อาปาเชของสหรัฐฯ ตก เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจอีกครั้งว่า ผู้ปกครองของอิหร่านยังคงมีศักยภาพที่จะสร้างความเสียหายให้ฝ่ายอเมริกันได้ และจะไม่ยอมถอยจากความมุ่งมั่นที่จะเป็นฝ่ายได้เปรียบเมื่อสงครามครั้งนี้สิ้นสุดลง

สำหรับอิหร่านแล้ว ชัยชนะหมายถึงการอยู่รอดและการป้องปรามที่เข้มแข็งขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ปรากฏออกมาในรูปของการที่มีการยอมรับว่าอิหร่านคือผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่สุดของโลก

แม้ประธานาธิบดีทรัมป์และบรรดานายพลของเขาจะพยายามตอบโต้ต่อการสูญเสียเฮลิคอปเตอร์ลำนี้แบบที่คำนวณมาแล้วอย่างดีเพื่อแสดงให้เห็นอย่างหนักแน่นไม่แพ้กันว่าสหรัฐฯ ไม่ใช่ฝ่ายที่ใครจะมารังแกได้ แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องรักษากระบวนการทางการทูตที่เชื่องช้าและยังไม่เห็นผลใด ๆ เอาไว้ด้วย ในเหตุการณ์ยิงเฮลิคอปเตอร์อาปาเช ลูกเรือของ ฮ.ลำนี้รอดชีวิตมาได้ ทว่าหากลูกเรือไม่รอดชีวิตในเหตุครั้งนี้ สหรัฐฯ ก็คงเลี่ยงการโจมตีตอบโต้ที่รุนแรงได้ยาก

ทรัมป์ตั้งความหวังไว้มากกับการบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และได้ตกลงในเงื่อนไขสำหรับการเจรจาระยะยาวในประเด็นใหญ่ ๆ โดยเริ่มจากคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน ไปจนถึงแผนการด้านนิวเคลียร์ในภาพรวม

สงครามครั้งนี้ไม่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวอเมริกัน และทรัมป์ต้องการทางออกที่เขาสามารถใช้แสดงได้ได้ว่ามันคือชัยชนะ แต่สถานการณ์ตอนนี้กำลังพิสูจน์ว่านั่นเป็นเรื่องยาก

ทั้งทรัมป์และเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กำลังเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต

นับตั้งแต่ที่มนุษย์ค้นพบศิลปะและคำสาปแห่งสงคราม เหล่าผู้นำต่างค้นพบว่าการเริ่มสงครามเป็นเรื่องง่ายกว่าการจบสงครามที่มีผู้ชนะชัดเจน

ตอนที่ผู้นำทั้งสองพาประเทศเข้าสู่สงครามกับอิหร่าน ณ วันสิ้นสุดเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา พวกเขาเผยแพร่แถลงการณ์ผ่านวิดีโอ เลือกใช้คำที่สะท้อนสมมติฐานว่า ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงระดับประวัติศาสตร์กำลังจะมาถึง ระบอบที่ปกครองอิหร่านมาตั้งแต่ยุคสมัยแห่งการโค่นล้มพระเจ้าชาห์ในปี 1979 กำลังจะถึงจุดจบ

ในช่วงเช้ามืดที่ รีสอร์ตมาร์-อา-ลาโก ในรัฐฟลอริดา ทรัมป์หยิบยกคำมั่นที่เคยให้ไว้กับฝ่ายต่อต้านระบอบอิหร่านเมื่อเดือน ม.ค. ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งเขาได้พูดไว้ว่า "ความช่วยเหลือกำลังมา"

"ถึงประชาชนชาวอิหร่านผู้ยิ่งใหญ่และภาคภูมิ คืนนี้ผมขอบอกว่าโมงยามแห่งอิสรภาพของพวกคุณใกล้เข้ามาแล้ว จงหลบอยู่ในที่กำบัง อย่าออกจากบ้าน ข้างนอกอันตรายมาก ระเบิดจะถล่มลงมาทุกหนแห่ง เมื่อเราเสร็จภารกิจ จงเข้ายึดรัฐบาลของพวกคุณ มันจะเป็นของพวกคุณ นี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวในรอบหลายชั่วอายุคน"

ในเช้าวันรุ่งขึ้น เนทันยาฮูยืนกลางแสงแดดบนดาดฟ้าของ "เคียร์ยา" ซึ่งเป็นอาคารสูงที่ทำการกระทรวงกลาโหมอิสราเอลใจกลางกรุงเทลอาวีฟ เพื่อบันทึกเทปแถลงการณ์ของเขา เช่นเดียวกับทรัมป์ เนทันยาฮูพูดราวกับว่าชัยชนะเป็นสิ่งที่แน่นอนแล้ว

"แนวร่วมกองกำลังชุดนี้ทำให้เราสามารถทำในสิ่งที่ผมใฝ่ฝันมาตลอด 40 ปี นั่นคือบดขยี้ระบอบก่อการร้ายให้ราบคาบ นี่คือสิ่งที่ผมเคยสัญญาไว้ และนี่คือสิ่งที่เราจะทำ"

ตลอดทั้งชีวิตการเมืองของเนทันยาฮู เขายืนกรานมาตลอดว่าภัยคุกคามที่แท้จริงของอิสราเอลมาจากอิหร่าน ไม่ใช่จากชาวปาเลสไตน์หรือเหล่าเพื่อนบ้านประเทศอาหรับ ที่ผ่านมาเขาล้มเหลวในการชักจูงประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่น ๆ ให้มาร่วมกับเขาในการโจมตีอิหร่าน แต่ทรัมป์ต่างออกไป

เป็นเวลามากกว่า 2 ปี นับตั้งแต่ที่ฮามาสโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023 เนทันยาฮูพร่ำบอกกับชาวอิสราเอลว่าความแข็งแกร่งของกองทัพของพวกเขาที่ได้รับการสนับสนุนโดยสหรัฐฯ จะพิชิตศัตรูและนำพาอนาคตที่มั่งคั่งและปลอดภัยกว่าเดิมมาให้ และคำตอบของเรื่องนี้ก็คือการใช้กำลัง ไม่ใช่การทูต

ตอนนั้นเนทันยาฮูมีอากัปกิริยาของผู้ที่ช่วงเวลาของเขามาถึงแล้ว ทว่าภาพกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตอนที่เขาปรากฏตัวต่อหน้ากล้องหลังจากทรัมป์สั่งให้ยกเลิกแผนโจมตีกรุงเบรุตเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (8 มิ.ย.) เบน คาสปิต คอลัมนิสต์ชื่อดังของหนังสือพิมพ์ชั้นนำอิสราเอลบรรยายว่า เขาดูเหมือนลูกโป่งที่แฟบตัวลง

คาสปิตเป็นหนึ่งในนักวิจารณ์ที่โจมตีนายกรัฐมนตรีผู้นี้ที่มีเสียงดังที่สุด แต่สิ่งที่ชัดเจนก็คือ ยุทธศาสตร์ของเนทันยาฮูที่เน้นใช้กำลังบีบให้ทั้งภูมิภาคยอมสยบต่อความต้องการของเขานั้น ได้ล้มเหลวลงแล้ว

ทรัมป์คาดหวังชัยชนะที่รวดเร็ว เขาเฝ้ามองอย่างปลื้มปริ่มตอนที่กองทัพสหรัฐฯ เข้าไปลักพาตัวประธานาธิบดีแห่งเวเนซุเอลาและสตรีหมายเลขหนึ่ง ก่อนจะส่งทั้งสองเข้าสู่คุกในนิวยอร์กและแต่งตั้งผู้สืบทอดที่เชื่อฟังเข้าสู่อำนาจในกรุงการากัส

ทรัมป์เชื่อว่านี่คือการเปลี่ยนระบอบตามตำราเป๊ะ ๆ ซึ่งดีกว่าสงครามที่ยืดเยื้อที่บรรดาผู้นำรุ่นก่อนของเขาเคยติดหล่มในอิรักและอัฟกานิสถานอย่างเทียบกันไม่ได้ และอิหร่านจะเป็นรายต่อไปในบัญชี

ผู้นำทั้งสองคงกำลังครุ่นคิดว่าอะไรกันที่ผิดพลาดไป สหรัฐฯ มีกองทัพที่ทรงแสนยานุภาพที่สุดในโลก ส่วนอิสราเอลก็คืออภิมหาอำนาจแห่งตะวันออกกลาง

ทรัมป์และเนทันยาฮูมองในตอนนั้นว่าระบอบในกรุงเตหะรานกำลังซวนเซจากวิกฤตเศรษฐกิจ อันเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตร การบริหารที่ผิดพลาด และการทุจริต อีกทั้งอิสราเอลได้ทุบทำลายพันธมิตรของอิหร่านอย่างหนักหน่วง ทั้งฮามาสในกาซาและฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ขณะที่พันธมิตรสำคัญอีกราย บาชาร์ อัล-อัสซาด ก็ถูกโค่นจากตำแหน่งประธานาธิบดีซีเรียและหลบหนีไปมอสโก ขณะที่ในเดือน ม.ค. ระบอบอิหร่านก็เพิ่งปราบปรามการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ด้วยการสังหารพลเมืองอิหร่านไปอีกหลายพันคน

ทว่าทั้งสองประเมินความทรหด ความโหดเหี้ยม และความเจ้าเล่ห์ของระบอบอิสลามอิหร่านต่ำเกินไป พวกเขาเชื่อว่าการสังหารผู้นำสูงสุดและบรรดามือขวาคนสนิทจะทำให้ระบอบล่มสลายจากภายใน

สหรัฐฯ และอิสราเอลยังประเมินประสิทธิภาพของกำลังทหารสูงเกินไป เมื่อต้องเผชิญกับระบอบอิหร่านที่เผชิญกับการถูกข่มขู่คุกคามซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาเกือบ 50 ปี และยังเป็นระบอบที่ออกแบบโครงสร้างตัวเองมาเพื่อให้อยู่รอดจากการถูกโจมตี และได้ขบคิดมาแล้วอย่างหนักถึงแนวทางความมั่นคงแห่งชาติที่มีความเชื่อทางศาสนาและอุดมการณ์เป็นแรงหนุน

บรรดาประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ และในกรณีของยูเออีกับบาห์เรนที่เป็นพันธมิตรของอิสราเอล ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก ความเสียหายไม่ใช่แค่รายได้ที่สูญไปจากปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องอย่างปุ๋ยเท่านั้น แต่ประเทศเหล่านี้ได้วางอนาคตทั้งหมดไว้กับการสร้างอ่าวเปอร์เซียให้เป็นโอเอซิสแห่งเสถียรภาพและธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ทว่านักลงทุนและนักท่องเที่ยวกำลังมองว่าสงครามได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์นั้นให้กลายเป็นเพียงภาพลวงตา

ระบอบอิหร่านเชื่อว่า การที่ตนอยู่รอดมาได้บวกกับความง่ายดายในการบีบคั้นเศรษฐกิจโลกด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซและโจมตีเพื่อนบ้านในอ่าว ล้วนสามารถแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจป้องปรามระยะยาวต่อสหรัฐฯ และอิสราเอลได้

ขณะที่บรรดาผู้นำรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมาแทนที่ผู้นำรุ่นเก่าซึ่งถูกอิสราเอลและสหรัฐฯ สังหารไปนั้น ก็ยึดมั่นในอุดมการณ์ไม่แพ้รุ่นก่อน ทว่าพวกเขาพร้อมเสี่ยงมากกว่าอย่างเห็นได้ชัดในสิ่งที่มองว่าเป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของระบอบ พวกเขาเชื่อว่าลำพังคำพูดไม่อาจหยุดยั้งการโจมตีจากสหรัฐฯ หรืออิสราเอลในอนาคตได้ สิ่งที่ต้องทำคือแสดงให้เห็นว่า การโจมตีอิหร่านครั้งต่อไปจะนำมาซึ่งผลลัพธ์อันเจ็บปวด

หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ของอิหร่านคือการผูกโยงสงครามในเลบานอนเข้ากับสงครามในอ่าวเปอร์เซีย สารที่ระบอบเตหะรานส่งถึงทรัมป์ก็คือ ทรัมป์ไม่มีทางหวังจะบรรลุข้อตกลงใด ๆ ได้เลย หากอิสราเอลยังคงทิ้งระเบิดใส่เลบานอนและพยายามทำลายฮิซบอลเลาะห์ กองกำลังติดอาวุธและขบวนการการเมืองที่อิหร่านฟูมฟักมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ในฐานะแนวป้องกันด่านหน้าที่ใช้ต่อกรกับอิสราเอล

การที่ทรัมป์เบรกแผนโจมตีกรุงเบรุตของอิสราเอล โดยอ้างว่าข้อตกลงใกล้บรรลุแล้ว (ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างที่เขาเคยพูดมาก่อนและผิด) เท่ากับแสดงโดยนัยว่า ทรัมป์ยอมรับความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นในเลบานอนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซีย

เมื่อวันจันทร์ (8 มิ.ย.) เนทันยาฮูประกาศว่าเขาจะไม่ยอมรับการโยงเรื่องดังกล่าว โดยบอกว่ามันเป็นเรื่อง "เหลือทน และยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง" แต่ปัญหาของเขาก็คือ ทรัมป์จะเอาผลประโยชน์ของตัวเองและความต้องการยุติสงครามมาก่อนความมุ่งมั่นของเนทันยาฮูที่อยากให้สงครามดำเนินต่อไป จนกว่าเขาจะสามารถประกาศได้ว่าระบอบอิสลามในเตหะรานถูกบดขยี้จนพิกลพิการแล้ว

เนทันยาฮูยกเลิกแผนโจมตีกรุงเบรุตก็จริง แต่นับจากนั้นกองทัพอิสราเอลหรือไอดีเอฟ (IDF) ก็ยังคงถล่มเลบานอนตอนใต้อย่างหนักหน่วงต่อเนื่อง

ย้อนกลับไปตอนที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดในเดือน มี.ค. มีคำเตือนอันน่าวิตกว่าเศรษฐกิจโลกจะเผชิญผลกระทบร้ายแรง หากช่องแคบยังคงปิดอยู่จนถึงเดือน มิ.ย.

มาวันนี้ ไม่เพียงแต่เส้นทางเดินเรือสำคัญยิ่งเส้นทางนี้จะยังคงปิดอยู่เท่านั้น ซึ่งมันเคยเปิดใช้งานตามปกติจนกระทั่งสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน แต่หากปราศจากความก้าวหน้าทางการทูตครั้งใหญ่ชนิดพลิกสถานการณ์ ก็ยากที่จะมองเห็นว่าช่องแคบแห่งนี้จะกลับมาเปิดได้อีกครั้งในเร็ววัน