อุปกิต ปาจรียางกูร ชี้แจงทั้งน้ำตา ตกเป็น “เหยื่อทางการเมือง” ขอปกป้องสิทธิด้วยการฟ้อง

Published

เสียงสะอื้น น้ำตา ทฤษฎีสมคบคิด คำสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการขอให้ผู้มาดร้ายตัวเขาและครอบครัว “ประสบความวิบัติ” คือบทสรุปสั้น ๆ ของการแถลงข่าวชี้แจงนานกว่า 1 ชั่วโมงของ อุปกิต ปาจรียางกูร วุฒิสมาชิก ที่ตกเป็นข่าวมาหลายเดือน จากปมสายสัมพันธ์กับ ทุน มิน ลัต นักธุรกิจชาวเมียนมาที่เชื่อมโยงกับผู้นำรัฐประหารในเมียนมา

การแถลงข่าวชี้แจง “ทุกประเด็น-ทุกคำถาม” เกิดขึ้นไม่กี่วัน หลัง รังสิมันต์ โรม ส.ส. พรรคก้าวไกล เผยแพร่จดหมายความยาว 7 หน้าที่ พ.ต.ท. มานะพงษ์ วงศ์พิวัฒน์ สารวัตรสืบสวน สน.พญาไท ทำถึงกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ลำดับเหตุการณ์ออกหมายจับและเพิกถอนหมายจับนายอุปกิต จากข้อกล่าวหา “ความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและการฟอกเงิน”

“ใครล้ำเส้นผม กล่าวหาว่าผมทำผิดกฎหมาย โดยยังไม่พิสูจน์ข้อเท็จจริง ผมขอปกป้องสิทธิของผมด้วยการฟ้อง” อุปกิต วัย 62 ปี หรือที่ รังสิมันต์ตั้งฉายาว่า ส.ว. “ทรงเอ” ประกาศระหว่างการแถลงข่าวที่วุฒิสภา

หนึ่งในเนื้อหาสำคัญที่ อุปกิต ชี้แจง คือ เขาไม่ได้เป็น “คนมีอิทธิพล” อย่างที่สื่อหลายสำนักกล่าวหา เพราะหากมีอิทธิพลในแวดวงตำรวจและตุลาการจริง คงให้ช่วยกรณีลูกเขย “ดีน ยัง จุลธุระ” ที่ถูกจับพร้อมกับ ทุน มิน ลัต เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2565

“ขณะถูกจับกุม เขาก็เดินเล่นกับลูกเล็กอยู่ หลานของผมเอง... หากจะช่วยกัน ก็ช่วยตั้งแต่วันนั้นแล้ว ไม่ต้องอยู่ในเรือนจำมา 7 เดือนหรอกครับ” อุปกิต กล่าวด้วยเสียงสะอื้น และเว้นห้วงบางช่วง เพื่อซับน้ำตา โดยนี่ถือเป็นครั้งแรกที่เขาบอกเล่าถึงพฤติการณ์การจับกุมลูกเขย ที่บ้านพักในย่านสุขุมวิทของเขาเอง

“ไม่ทราบว่า คุณมีลูกหลานอยู่ในเรือนจำไหมครับ” เขาถามกองทัพสื่อที่มาทำข่าว “หลานเล็กผมร้องไห้ทุกวัน แม่ซึ่งก็คือลูกสาวผมก็โทรมาทุกวัน แต่ผมช่วยอะไรไม่ได้”

บีบีซีไทย สรุปการแถลงข่าวของ อุปกิต ที่เจ้าตัวยอมรับว่า “ไม่ใช่คนหิวแสง ไม่ชอบให้สัมภาษณ์” เทียบเคียงกับข้อกล่าวหาต่าง ๆ จากฟากฝั่งพนักงานสืบสวนคดี ทุน มิน ลัต และ ส.ส. พรรคก้าวไกล ที่ อุปกิต ตั้งข้อสังเกตว่า มีความเชื่อมโยงกันอย่างน่าสนใจ

ส.ว. ไร้อิทธิพล ?

เอกสาร 7 หน้าที่ รังสิมันต์ โรม เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กของตัวเอง เมื่อ 11 มี.ค. เป็นจดหมายที่ พ.ต.ท. มานะพงษ์ อดีตพนักงานสืบสวนคดีทุน มิน ลัต ได้ทำขึ้นถึงกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ถึงกรณีการออกหมายจับและเพิกถอนหมายจับนายอุปกิต ภายในวันเดียว

พันตำรวจโทที่ตอนนี้ ถูกย้ายไปเป็นสารวัตรสืบสวน สน. พญาไท ยืนยันกับบีบีซีไทยว่า “ไม่ได้หลุดจากผม ถ้าหลุดจากผม ถึงจะกังวล”

แต่ อุปกิต ไม่เชื่อเช่นนั้น โดยอธิบายเชิงตั้งข้อสังเกตกับสื่อมวลชนว่า เพื่อนรักของ พ.ต.ท. มานะพงษ์ คือ พ.ต.ท. ธีรวัตร์ ปัญญาณธรรมกุล ที่โพสต์เมื่อ 14 มี.ค. ว่า “ภูมิใจในตัวเพื่อน” มีภรรยาคือ เป็นทนายความอิสระและสมาชิกกลุ่มสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ก่อนเข้ามาเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. พรรคก้าวไกล

“ถามว่า มานะพงษ์ มีความสัมพันธ์กับพรรคก้าวไกลหรือไม่ หรือแค่เรื่องบังเอิญ นี่เป็นทฤษฎีสมคบคิดหรือไม่” อุปกิต ตั้งคำถาม ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเอ่ยชื่อสื่อมวลชนและนักวิชาการบางคนที่เผยแพร่และแชร์เอกสารดังกล่าวในสังคมออนไลน์ “นำโพสต์ต่อในทวิตเตอร์ แล้วเราก็รู้อยู่ว่าใครพวกไหนใช้ทวิตเตอร์”

บีบีซีไทยก็ได้รับสำเนาจดหมายนี้เช่นกันจำนวน 1 ชุด และได้ตรวจสอบความถูกต้องไปที่ พ.ต.ท. มานะพงษ์ วงศ์พิวัฒน์ สารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลพญาไท ซึ่งเป็นผู้ชี้แจงในเอกสารดังกล่าว ได้รับคำยืนยันทางโทรศัพท์เมื่อวันที่ (11 มี.ค.) ว่า “เป็นเอกสารจริง ที่ทำและส่งจริง" พร้อมยืนยันว่า เขาไม่ได้เป็นผู้เผยแพร่เอกสารดังกล่าว

ส่วนคำสั่งย้าย พ.ต.ท มานะพงษ์ และตำรวจนายอื่น ๆ ที่เคยทำคดีทุน มิน ลัต นั้น เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเป็นการ “ย้ายประจำรอบ” และ “ย้ายเนื่องจากไม่มีผลงานใน 3-4 เดือน ยกเว้นคดีทุน มิน ลัต คดีเดียว” ไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็นการย้ายไปในตำแหน่งใกล้เคียงกัน ซึ่งไม่ใช่การลงโทษแต่อย่างใด

ส.ว. อุปกิต ยังตอบโต้ ส.ส. รังสิมันต์ ว่า ใช้การอภิปรายในสภาโจมตีเขา “โดยที่ผมไม่มีโอกาสชี้แจงในสภา... ทำให้ผมเสียหายมาก” แต่ “ก็ต้องขอบคุณที่ทำให้ผมได้ไปดูเอกสารการขอหมายจับ ซึ่งยกเลิกในวันเดียวกัน”

สำนวนหมายจับนายอุปกิตนั้น เป็นสำนวนที่แยกจาก ทุน มิน ลัต และพวก โดยมีข้อกล่าวหา คือ “ความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและการฟอกเงิน” แต่ อุปกิต ชี้แจงว่า เป็นสำนวนหมายจับที่ “ตกแต่งคำพูด” จากแอปพลิเคชัน “Viber” ระหว่างเขากับทางเมียนมา

“เอาโน่นมาผสมกับหน้านี้ แปลผิด โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ปั้นหลักฐานให้ผมมีความผิด” เขากล่าว โดยยกตัวอย่าง บทสนทนาเรื่องโรงปูนของ เอสซีจี หรือปูนซิเมนต์ไทย ที่ขอให้เขาประสานกับ “ผู้ใหญ่” ในพม่า แต่กลับถูกนำไปเชื่อมโยงกับธุรกิจไฟฟ้า ที่เขาถูกกล่าวหาว่า ใช้เงินจากยาเสพติดมาซื้อไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

อย่างไรก็ดี รังสิมันต์ แถลงข่าวเมื่อ 13 มี.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช. ปส.) ว่า มีความพยายามในการล้มคดีอย่างชัดเจน ผ่านการช่วยเหลือของนายตำรวจยศสูง ทื่ชื่อจริงขึ้นต้นด้วย “ส.”

“เรื่องนี้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องมีคำตอบ ไม่ว่าจะศาลและตำรวจ กระบวนการยุติธรรมของเรามันเน่าเฟะขนาดนี้ได้ยังไง ต้องปัดกวาดตัวเองให้เรียบร้อยได้แล้ว ไม่เช่นนั้นประชาชนจะเชื่อถือได้ยังไง”

โดยเขาจะยื่นเรื่องถึงประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะเชื่อว่าการดำเนินการของตุลาการทั้ง 3 ราย ประกอบด้วย อธิบดีผู้พิพากษา, รองอธิบดีผู้พิพากษา และผู้พิพากษาเวร ที่นั่งบัลลังก์ พิจารณาเพิกถอนหมายจับ ส.ว. คนดังกล่าว

เหยื่อทางการเมือง และคำสาบาน (แช่ง)

นอกเหนือจากการอธิบายอย่างละเอียดถึงธุรกิจซื้อขายไฟฟ้าผ่านบริษัท “ยูไนเต็ดเพาเวอร์ออฟเอเชีย” ที่ทำมา “กว่า 10 ปี” ตั้งแต่หลังก่อสร้างโรงแรมและกาสิโนเครือ “อัลลัวร์กรุ๊ป” ในเมียนมา ที่เขายืนยันว่า “ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ”, อุปกิต เชื่อว่า คดีความต่าง ๆ และการทำธุรกิจของเขา ถูกนำมา “ปั่นกระแสเพื่อประโยชน์ทางการเมือง” จากสื่อบางสำนัก และนักการเมืองขั้วตรงข้ามรัฐบาล

  • สื่อ: “ผมทราบมาจากการอ่านข่าว สื่อที่แชร์ข้อมูลเป็นคนแรก ๆ มักนำเสนอข่าวนักการเมืองพวกหนึ่ง และนักกิจกรรมบ่อยครั้ง” โดยหนึ่งในสื่อมวลชนที่ อุปกิต พูดชื่อขึ้น และเขาได้ดำเนินการฟ้องร้อง คือ นายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ที่เขาฟ้องคู่กับนางสาวอมรรัตน์ มหิทธิรุกข์ ผู้ดำเนินรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ในข้อหาหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท
  • นักการเมือง: “ผมตั้งข้อสังเกตว่า ส.ส. โรม ดิสเครดิตทางการเมืองหรือไม่... เพราะตอนอภิปราย ก็เอาป้ายหาเสียงมาติดว่า นักการเมืองค้ายาจะหมดไป ถ้าเลือกก้าวไกลมาเป็นรัฐบาล” และเรื่องนี้ “พรรคการเมืองตรงข้ามรัฐบาลโหนกระแสกันใหญ่เลยครับ” โดย ส.ส. รังสิมันต์ ถูกนายอุปกิตฟ้องต่อศาลอาญา ในคดีหมิ่นประมาท และเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท

“ผมขอความเป็นธรรมของสังคม ผมและครอบครัวตกเป็นเหยื่อทางการเมือง เพื่อโหนกระแสในช่วงก่อนการเลือกตั้ง” วุฒิสมาชิกที่เป็นอดีตสามีของ น.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต ส.ส. ราชบุรี 4 สมัย กล่าวด้วยเสียงสะอื้นอีกครั้ง แต่ย้ำว่า เขายังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

จากนี้ อุปกิตจะให้ทีมทนายไปฟ้อง พ.ต.ท. มานะพงษ์ และ “คนอื่น ๆ ที่หลักฐานไปถึง” ในฐานะ “บิดเบือนข้อเท็จจริง” รวมถึงจะฟ้องสื่อเพิ่มเติม เพราะได้นำเสนอข่าวจนทำให้ประชาชนเชื่อว่าผมทำความผิดไปแล้ว ทั้งที่ “คดีความของผมพึ่งเข้าสู่คดีความยุติธรรม และยังไม่ตัดสิน” ซึ่งเงินที่ชนะคดีทั้งหมดจะบริจาคให้การกุศล เพราะสิ่งที่เขาต้องการคือการ “กอบกู้ชื่อเสียงและเกียรติยศ”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ อุปกิต นิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วยกมือขึ้นพนม ก่อนกล่าวด้วยเสียงดังก้อง และน้ำตาที่รื้นขึ้นว่า “ผมขอสาบานต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก ผมและครอบครัวไม่เคยทำเรื่องผิด โดยเฉพาะยาเสพติด อย่างที่โดนกล่าวหา หากใครให้ร้ายผมและครอบครัว ขอให้คนเหล่านั้นประสบความวิบัติ และมีอันเป็นไป”

ประเด็นอื่น ๆ ที่สื่อซักถาม

  • อุปกิต เปิดเผยว่า วันนี้ (17 มี.ค.) ตนเองและทนายความจะเดินทางไปยื่นฟ้อง พ.ต.ท. มานะพงษ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
  • สื่อถามว่า นายชาคริส กาจกำจรเดช คือใคร นายอุปกิจ กล่าวว่า นายชาคริส คือคนที่เคยเช่าอัลลัวร์ และเป็นหุ้นส่วน 15% ของอัลลัวร์ ที่เมื่อก่อนที่ตนเคยทำอยู่
  • เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตถึงการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเท็จ เนื่องจากนายรังสิมันต์ ตั้งข้อสังเกตว่า นายอุปกิตไม่ได้ซื้อขายหุ้นอัลลัวร์ให้นายชาคริสจริง นายอุปกิต ยอมรับว่า เป็นความสะเพร่าของตน เพราะตนจะขายให้กับนายชาคริส ก่อนมารับตำแหน่ง ส.ว. ขณะเดียวกัน การถือหุ้นไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่ไม่อยากให้มีข้อครหา จึงเซ็นสัญญาซื้อขาย เพราะตั้งใจจะขายให้กับนายชาคริส แต่ปรากฏว่า สัญญาเป็นโมฆะ แล้วโอนให้กับลูกเขย จากนั้น ขายให้กับนายเอ็ดดี้เป็นเงินสด และตนตั้งใจว่าจะยื่นชี้แจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหลังจากออกจากตำแหน่ง ส.ว. ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก
  • ตึกที่ทำการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นั้น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ติดต่อขอเช่าโดยแจ้งว่า ใช้เป็นออฟฟิศส่วนตัว เขายืนยันว่า ได้ทำสัญญาเช่าถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ทราบมาก่อนว่า จะเปลี่ยนเป็นที่ทำการพรรค พร้อมยินดีให้ตรวจสอบสัญญาเช่า
  • ไม่ได้รู้จัก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะแกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นการส่วนตัว แต่คิดว่าที่ถูกได้รับเลือกให้เป็น ส.ว. เพราะมีความชำนาญด้านการต่างประเทศและการไฟฟ้า โดยยืนยันได้ว่า ตนเองไม่ได้เป็นผู้สนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างที่ถูกกล่าวหา