ผู้คนนับพันถูกสังหารในสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ทว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจไม่มีใครรู้

- Author, คริสทีน จีแวนส์
- Author, แมตต์ เมอร์ฟี
- Role, บีบีซีเวริฟาย (BBC Verify)
- Published
- เวลาอ่าน: 7 นาที
ผู้คนหลายพันคนถูกสังหารทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางนับตั้งแต่ที่สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล เปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านเมื่อปลายเดือน ก.พ. ตามข้อมูลตัวเลขอย่างเป็นทางการ ขณะที่ตอนนี้มีการตกลงเพื่อยุติสงครามแล้ว
มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 7,300 คน ในอิหร่านและเลบานอน นับตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ตามข้อมูลตัวเลขผู้เสียชีวิตจากทางการของประเทศทั้งสอง เด็กนับร้อย ๆ ชีวิต และบุคลากรทางการแพทย์หลายสิบคนคือบางส่วนของผู้เสียชีวิตเหล่านี้ นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตอีกจำนวนมากในภูมิภาคตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนระบุว่าตัวเลขดังกล่าวเกือบจะเรียกได้ว่าต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างแน่นอน โดยผู้เชี่ยวชาญที่ให้ข้อมูลแก่บีบีซีเวริฟาย (BBC Verify) ชี้ว่าการจำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต สื่อ และข้อมูลของรัฐบาล ประกอบกับความไม่น่าเชื่อถือของตัวเลขในพื้นที่ที่มีกลุ่มติดอาวุธปฏิบัติการอยู่ ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการรายงาน
ดร.อิอาน โอเวอร์ตัน ผู้อำนวยการบริหารขององค์กรการกุศล องค์กรรณรงค์ต่อต้านความรุนแรงจากอาวุธ (Action on Armed Violence) ในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า การที่ความขัดแย้งนี้แผ่ขยายออกไปหลายประเทศ ทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิต "มักไม่ครบถ้วน ล่าช้า หรือไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระ"
เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า "ยอดผู้เสียชีวิตทั้งหมดจะยังถูกโต้แย้ง" ต่อไปอีกหลายปีหลังจากความขัดแย้งสิ้นสุดลง
อิหร่าน
หากนับถึงช่วงกลางเดือน เม.ย. รายงานข้อมูลจากรัฐบาลอิหร่านระบุว่า มีชาวอิหร่านอย่างน้อย 3,468 รายที่ถูกสังหารนับตั้งแต่ที่สงครามเริ่มต้นขึ้น ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 499 ราย
สัดส่วนนี้แบ่งเป็นพลเรือน 1,460 ราย และเจ้าหน้าที่กองทัพอีก 2,008 นาย ตามการรายงานของสำนักข่าวแห่งชาติของอิหร่านซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลอิหร่าน
แต่สำนักข่าวนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนอิหร่าน (Human Rights Activists News Agency - HRANA) ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐฯ ระบุว่าตัวเลขของพวกเขาสูงกว่านั้น โดยรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตที่ 3,636 คน
ในรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 พ.ค. HRANA ระบุว่าตัวเลขดังกล่าวประกอบด้วยพลเรือน 1,701 คน รวมถึงเด็ก 307 คน บุคลากรทางทหาร 1,221 คน และบุคคลที่ยังไม่สามารถยืนยันตัวตนหรือสถานะได้อีก 714 คน
HRANA ระบุว่า ตัวเลขที่พวกเขาบันทึกไว้ควรถูกใช้ว่าเป็น "จำนวนขั้นต่ำสุด" เนื่องจากการเข้าถึงข้อมูลผู้เสียชีวิตถูกจำกัดอย่างหนัก ทั้งจากความยากลำบากในการเข้าถึงพื้นที่ การตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตโดยรัฐบาล และการปราบปรามทางการเมือง
"ทางการมักปิดกั้นข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตเป็นประจำ และครอบครัวของผู้เสียชีวิตอาจถูกกดดันไม่ให้เปิดเผยต่อสาธารณะเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต" สกายลาร์ ทอมป์สัน รองผู้อำนวยการของ HRANA กล่าว
ทางการอิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ การสืบสวนหลายชุดพบว่า การโจมตีด้วยขีปนาวุธของสหรัฐฯ ในวันแรกของสงครามได้พุ่งเข้าใส่โรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองมีนาบ โดยเจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 168 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นเด็ก 110 คน ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ แถลงว่าอยู่ระหว่างการสอบสวนการโจมตีดังกล่าว

ที่มาของภาพ, Reuters
ไม่กี่วันต่อมา ทางการของอิหร่านรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอีก 20 รายที่ถูกสังหารจากขีปนาวุธที่พุ่งเข้าใส่อาคารกีฬาหลังหนึ่ง ขณะที่มีการแข่งขันวอลเลย์บอลระดับเด็กหญิงในเมืองลาเมิร์ด
สหรัฐฯ ออมาปฏิเสธว่าพวกเขาไม่ได้อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนั้น ทว่าผู้เชี่ยวชาญบอกกับบีบีซีเวริฟายว่าการโจมตีครั้งนี้น่าจะใช้ขีปนาวุธโจมตีแม่นยำสูงปริซึม (Precision Strike Missile - PrSM) ที่ผลิตในสหรัฐฯ
เลบานอน
ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ปะทุขึ้นอีกครั้งในวันที่ 2 มี.ค. เมื่อฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดเข้าใส่อิสราเอล เพื่อตอบโต้การสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน โดยอิสราเอลตอบโต้ด้วยการทิ้งระเบิดทางอากาศและส่งกำลังภาคพื้นดินบุกเข้าทางตอนใต้ของเลบานอน
นับตั้งแต่นั้นมา หน่วยงานทางสาธารณสุขเลบานอนระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลที่ได้รับการยืนยันแล้ว 3,912 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 366 คน และเด็ก 247 คน
ยังไม่ชัดเจนว่าในจำนวนดังกล่าวมีนักรบฮิซบอลเลาะห์รวมอยู่ด้วยหรือไม่ และหากมีจะเป็นจำนวนเท่าใด ทั้งนี้บีบีซีเวริฟายได้ติดต่อไปยังกระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับ
แม้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะไม่ได้เปิดเผยตัวเลขของตนเอง แต่นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า มีนักรบเสียชีวิตไปแล้ว 3,000 คน นับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้น
ในช่วงต้นเดือน มี.ค. กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนรายงานว่ามีผู้ถูกสังหาร 41 ราย ในการโจมตีทางอากาศและปฏิบัติการทางบกครั้งใหญ่โดยอิสราเอลรอบ ๆ เมืองหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของหุบเขาเบกา กองกำลังป้องกันอิสราเอล หรือ ไอดีเอฟ (IDF) ระบุว่ากำลังพลกำลังค้นหาศพของนักบินทหารอิสราเอลที่สูญหายระหว่างความขัดแย้งครั้งก่อนในเลบานอนเมื่อ 40 ปีที่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่เลบานอนระบุว่ามีทหารของฝ่ายตนเสียชีวิต 3 นาย พร้อมด้วยพลเรือนและเด็กอีกจำนวนหนึ่ง
ในวันที่ 8 เม.ย. การโจมตีครั้งใหญ่ของอิสราเอลได้คร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 361 ราย ภายในเวลาเพียง 10 นาที ตามข้อมูลของทางการเลบานอน โดยไอดีเอฟระบุว่าวันนั้นพวกเขามุ่งโจมตีสมาชิกกองกำลังกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ 250 ราย แต่กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนโต้แย้งข้อมูลดังกล่าว โดยระบุว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นพลเรือน
ขณะเดียวกัน สหประชาชาติระบุว่าเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของตน 7 นายเสียชีวิตในเลบานอนด้วยเช่นกัน โดยรายล่าสุดเสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.

ที่มาของภาพ, Reuters
ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหลังมีพลเรือนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ล่าสุดประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาวิจารณ์การปฏิบัติการของไอดีเอฟอย่างรุนแรง โดยระบุว่า "มีคนถูกสังหารมากเกินไป" จากการโจมตีเหล่านี้
"คุณไม่จำเป็นต้องทลายอาคารอะพาร์ตเมนต์ทุกครั้งที่กำลังตามหาใครสักคน เพราะในอาคารเหล่านั้นมีผู้คนอาศัยอยู่มากมาย และพวกเขาไม่ได้เป็นฮิซบอลเลาะห์ทั้งหมด" ทรัมป์กล่าวในการประชุมสุดยอด G7 ที่กรุงปารีส
อิสราเอล
ทางการอิสราเอลระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 60 ราย ส่วนใหญ่เป็นผลจากการโจมตีของอิหร่านและการสู้รบกับฮิซบอลเลาะห์
ในจำนวนนี้เป็นพลเรือน 29 คน โดย 21 คนเสียชีวิตจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน ตามตัวเลขที่รัฐบาลอิสราเอลส่งให้บีบีซี และอีก 31 คนเป็นทหารกองกำลังไอดีเอฟที่เสียชีวิตในการรบ ส่วนอีก 1 คนเสียชีวิตจากเหตุยิงพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ
อิสราเอลกล่าวหาอิหร่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่านำระเบิดลูกปรายมาใช้โจมตีชุมชนพลเรือนในประเทศ ในการโจมตีครั้งหนึ่ง กองกำลังไอดีเอฟระบุว่าคู่สามีภรรยาวัย 70 กว่าปีเสียชีวิตขณะเดินทางไปยังหลุมหลบภัย หลังลูกระเบิดย่อยจากระเบิดลูกปรายพุ่งเข้าใส่เมืองรามัต กัน
ในเดือน มี.ค. องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch - HRW) กล่าวหาว่ารัฐบาลอิหร่านก่ออาชญากรรมสงครามด้วยการใช้ระเบิดลูกปรายโจมตีพื้นที่พลเรือน
"ลูกระเบิดย่อยจากระเบิดลูกปรายจะกระจายตัวออกไปในวงกว้าง ทำให้การโจมตีดังกล่าวเป็นการโจมตีแบบไม่แยกแยะเป้าหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและละเมิดกฎหมายแห่งสงคราม" แพทริก ทอมป์สัน นักวิจัยด้านวิกฤต ความขัดแย้ง และอาวุธของ HRW กล่าว
ทั่วตะวันออกกลาง
การตอบโต้ในช่วงแรกของอิหร่านต่อการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล ได้มีการโจมตีกลุ่มประเทศอาหรับที่ตั้งอยู่ติดกับอิหร่านและเป็นที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ ด้วย
กองกำลังอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลและโดรนบรรจุวัตถุระเบิดเป็นระลอก ๆ โดยหลายลูกพุ่งเข้าใส่พื้นที่พลเรือนหลากหลายแห่ง ทั้งสนามบิน โรงงานพลังงาน และท่าเรือ และในหลายกรณี เศษซากจากการสกัดกั้นขีปนาวุธได้ตกลงสู่ย่านที่พักอาศัย
บีบีซีเวริฟายได้บันทึกการโจมตีฐานทัพทหารใน 8 ประเทศมาก่อนหน้านี้ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี (UAE) กาตาร์ คูเวต อิรัก จอร์แดน บาห์เรน และโอมาน
การโจมตีเป็นระลอกดังกล่าวจุดชนวนความไม่พอใจอย่างรุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่าน ดร. อันวาร์ การ์กาช ที่ปรึกษาประธานาธิบดียูเออี เขียนบนเอ็กซ์ (X) ว่า "สงครามของคุณไม่ได้อยู่กับเพื่อนบ้าน และด้วยการยกระดับความรุนแรงครั้งนี้ คุณกำลังช่วยยืนยันคำพูดของผู้ที่มองอิหร่านว่าเป็นตัวอันตรายหลักของภูมิภาค"

การสรุปยอดผู้เสียชีวิตรวมทั่วภูมิภาคเป็นเรื่องยาก เนื่องจากไม่ใช่ทุกประเทศที่จะเผยแพร่ตัวเลข อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์จากทางการและรายงานของสื่อมวลชนได้บันทึกการเสียชีวิตในรัฐอ่าวเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงผู้เสียชีวิต 13 รายของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมของประเทศ
ในอิรัก มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ราย ตามตัวเลขที่รวบรวมโดยสำนักข่าวอัลจาซีราและสำนักข่าวเอเอฟพี โดยในจำนวนนี้อย่างน้อย 80 คนรายงานว่าเป็นสมาชิกของกองกำลังกึ่งทหารกองกำลังระดมพลประชาชน (Popular Mobilisation Forces - PMF) ซึ่งถูกครอบงำโดยกลุ่มติดอาวุธชีอะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน และเสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล
ขณะเดียวกันทหารสหรัฐฯ ที่ประจำการในตะวันออกกลางเสียชีวิตแล้ว 13 นาย โดย 7 นายเสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่าน และอีก 6 นายเสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงตกในอิรัก ตามข้อมูลของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ
องค์การการเดินเรือระหว่างประเทศระบุว่า มีลูกเรือ 14 คนจากหลากหลายสัญชาติเสียชีวิตจากการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซและพื้นที่อื่น ๆ ในตะวันออกกลาง
ดร.โอเวอร์ตัน ชี้ว่า "ข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย และความอ่อนไหวทางการเมือง" ในบางส่วนของตะวันออกกลางได้จำกัดการรายงานข่าว และในบางกรณีทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิง
"ประสบการณ์จากความขัดแย้งในอิรัก ซีเรีย และที่อื่น ๆ บ่งชี้ว่า ยอดผู้เสียชีวิตขั้นสุดท้ายมีแนวโน้มจะยังคงเป็นที่ถกเถียง และอาจสูงกว่าตัวเลขที่มีอยู่ในขณะนี้อย่างมีนัยสำคัญ" ดร.โอเวอร์ตัน กล่าว





























