'สิทธิโชติ' ร่ายยาวเรื่อง "ปวดหัว" ตั้งแต่วันสมัคร นาที "ท่าจะแย่" ของ กกต. และการตัดตอน-ดึงคดีโกงเลือก สว.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 16 นาที
นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บอกเล่าประสบการณ์ตรงในการจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อ 2 ปีก่อน จนถึงวันวินิจฉัย "คดีโกงเลือก สว." ซึ่งพบความพยายาม "จัดการ" ในแทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับสมัคร การเลือก และการตรวจสอบ
"ผมเห็นรายชื่อผู้ร่วมเสวนาแล้วเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาและคนที่ผมเคารพทั้งสิ้น... นับว่าเป็นเกียรติสูงสุด ผมไม่ได้ไปเวทีไหนเลย ด้วยความรักและเคารพราชบัณฑิตจริง ๆ ที่ท่านกรุณาเชิญ ผมก็มา" นายสิทธิโชติกล่าวออกตัวในขณะร่วมวงเสวนาวันนี้ (30 ก.ย.)
เวทีเสวนาเรื่อง "คดีฮั้ว สว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้" จัดโดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา โดยนายกราชบัณฑิตฯ ระบุว่า ราชบัณฑิตยสภาไม่ได้ทำหน้าที่แทน กกต. และศาล แต่ทำหน้าที่ขององค์กรในการ "นำความรู้ที่ถูกต้องและเป็นกลางออกสู่สังคม"
นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 2 สัปดาห์ที่นายสิทธิโชติออกมาสื่อสารต่อสาธารณะ หลังเขาออกมาแสดงตัวว่าเป็น กกต. เสียงข้างน้อย ร่วมกับนายชาย นครชัย ที่ลงมติเห็นควรให้สั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคการเมือง (กก.บห.), รมต., และ สส. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กรณีช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
ขณะนี้ กกต. อยู่ระหว่างจัดทำคำวินิจฉัยสำนวน "คดีโกงเลือก สว." เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายใน 60 วัน และดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องทั้งหมด 77 คน แบ่งเป็น สว. 26 คน, สส. ภูมิใจไทย 1 คน, ส่วนที่เหลือผู้สมัคร สว. และบุคคลอื่น
มติของ กกต. เมื่อ 14 ก.ย. ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็น "การตัดตอน" ไม่ให้สาวไปถึงตัว "คนเบื้องหลังขบวนการ" โดยเฉพาะคำอธิบายของนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เกี่ยวกับความไม่น่าเชื่อถือของ "พยานกลับคำให้การ" ซึ่งเป็นมูลเหตุสำคัญที่ กกต. เสียงข้างมากใช้เป็นยกคำร้องข้อกล่าวหาที่ 1 (ฝ่ายการเมืองช่วยเหลือผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง) และข้อกล่าวหาที่ 2 (ผู้สมัครยินยอมให้ฝ่ายการเมืองช่วยเหลือให้ได้เป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคสอง)

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นายสิทธิโชติอธิบายบทบาทของ กกต. โดยพิจารณาจากอำนาจ หน้าที่ และกลไกการทำงานกรณีคดีโกง/ฮั้วเลือก สว. ซึ่งบีบีซีไทยขอสรุปแต่ละขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนการรับสมัคร: การเลือก สว. แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับอำเภอ มีนายอำเภอเป็นประธาน, ระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน, ระดับประเทศมี กกต. เป็นกรรมการ และมีเลขาธิการ กกต. เป็น ผอ.การเลือกระดับประเทศ ทั้งนี้การรับสมัครเริ่มต้นที่ 926 อำเภอ มีผู้สมัครทั้งสิ้น 48,226 คน ต้องเข้าให้ถูกกลุ่มอาชีพรวม 20 กลุ่ม
นายสิทธิโชติใช้คำว่า "มันเริ่มปวดหัวตั้งแต่ตรงนี้ เพราะมันไปตกอยู่ในมือฝ่ายปกครองตั้งแต่เริ่มแรก" กกต. ทำเองไม่ได้เพราะมีเจ้าหน้าที่แค่ 1,000 กว่าคนทั้งประเทศ ต้องโยกให้ฝ่ายปกครอง จึงเป็นปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น แม้กฎหมายกำหนดให้การสมัครระดับอำเภอเป็นความลับ ห้ามเปิดเผยรายชื่อและจำนวนผู้สมัครในแต่ละกลุ่ม แต่ปรากฏว่ามีการบริหารจัดการ พอกลุ่มไหนทะลักก็เกลี่ยผู้สมัครไปกลุ่มอื่น
ขั้นตอนการเลือก: เมื่อผ่านจากระดับอำเภอ จังหวัด มาถึงประเทศ ที่อิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี พบเอกสารลักษณะเป็นโพยทิ้งไว้ในห้องน้ำตอนเช้า รอบเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ เจ้าหน้าที่มารายงานว่า "มันเยอะมาก ส่อไปในทางไม่สุจริตเท่าไร" และ "เราเห็นแล้วว่าท่าทางจะแย่แน่" กกต. จึงประชุมด่วนเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยให้จัดพิมพ์เอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร หรือ สว.3 ใหม่เพื่อใช้ในรอบบ่าย ไม่ให้นำเอกสารเดิมเข้าไปอีก ซึ่งวิธีบริหารจัดการ ควรบอกผู้สมัครตอนที่เขาลุกขึ้นไปเข้ากลุ่มใหม่ตามสายในรอบเลือกไขว้กลุ่มอาชีพ เพื่อให้เขาทำอะไรไม่ทัน แล้วให้เอกสารใหม่ทั้งชุด โดยมีเลขาธิการ กกต. เป็น ผอ.การเลือกระดับประเทศ
"แต่การบริหารจัดการตรงนั้นไม่ดี รู้ตัวล่วงหน้า ทีนี้เขียนตามแผน ฉีกเอกสารกันวุ่นวายไปหมดตามที่ปรากฏในคลิป ตอนนั้นทุกอย่างก็ชุลมุน เนื่องจากรู้ตัวล่วงหน้า ข้อกังขาผมมีจุดหนึ่ง แต่มันผ่านไปแล้ว" กรรมการ กกต. ซึ่งเข้ารับหน้าที่ได้เพียง 2 เดือนเศษในเวลานั้น เล่าย้อนเหตุการณ์ในวันเลือก สว. ระดับประเทศเมื่อ 26 มิ.ย. 2567

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ขั้นตอนการตรวจสอบ: ในช่วง 3-4 เดือนแรก มีเรื่องร้องเรียนมากมาย ซึ่ง กกต. ได้ยกคำร้องทั้งหมดจากสำนวนที่แต่ละจังหวัดเสนอขึ้นมา เนื่องจากพยานหลักฐานไปไม่ถึง นายสิทธิโชติบอกว่าแต่ละอำเภอและจังหวัดมี "ผู้บริหารจัดการ" ทำให้พยานไม่มาบ้าง หรือมาก็เปลี่ยนคำให้การเป็นอย่างอื่น ตัดตอนไปหมด โดยอ้างว่าตัวเองตั้งใจมาสมัคร ทั้งที่เป็นลูกจ้าง/ลูกน้องของเจ้าของโรงงานและบริษัท ทั้งที่หลายคนเกณฑ์กันมา ตามหาเส้นเงินก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ยากไปหมด
"เราจะปล่อยให้เรื่องเหล่านี้มันผ่านไปโดยที่คนทั้งประเทศรู้ว่ามันมีอะไร แต่ กกต. ทำเป็นเหมือนไม่รู้ แล้ว กกต. ก็ยกไปหมด กกต. จะให้ความเป็นธรรมแก่แผ่นดินนี้ได้อย่างไร" นายสิทธิโชติอ้างถึงประโยคที่เขาบอกกับ กกต. รายอื่น ๆ
ในฐานะอดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา เขาพลิกข้อกฎหมายดู พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ให้อำนาจ กกต. แต่งตั้งเจ้าพนักงานของรัฐหน่วยอื่นมาร่วมเป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนได้ จึงดึงเอา 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ามาร่วม และกลายเป็นที่มาของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 ที่มี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธานหลังจากนั้น จากปกติที่มีคณะกรรมการสืบสวนฯ อยู่แล้ว 25 ชุด
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ในคดีโกงเลือก สว. มีข้อน่าสังเกตหลายประการจากคำบอกเล่าประสบการณ์ตรงของนายสิทธิโชติ ซึ่งบีบีซีไทยขอนำเสนอไว้ ดังนี้
- 5-6 เดือนหลังเลือก สว. มีการคัดค้านในที่ประชุม กกต. เรื่องการดึงหน่วยงานภายนอกมาร่วม โดยบอกว่า "เราไม่เคยทำแบบนี้ ไม่ได้ตั้งสำนวนแบบนี้ เดี๋ยวความลับรั่วไหล เดี๋ยวนั่นเดี๋ยวนี้ อ้างกันสารพัด" แต่ด้วยความที่นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ในขณะนั้น มีความอะลุ่มอล่วย นายสิทธิโชติจึงเสนอว่าไหน ๆ หน่วยต่าง ๆ มารวมกันแล้ว ก็ตั้งคณะอนุกรรมการชุดหนึ่ง ให้เลขาธิการ กกต. เป็นประธาน เพื่อคอยสนับสนุนข้อมูล ถ้าคณะกรรมการสืบสวนฯ ประสงค์จะได้ข้อมูลเส้นเงิน เส้นโทรศัพท์ ก็อาศัยคณะอนุกรรมการชุดนี้ช่วย
- 2-3 เดือนหลังตั้งคณะอนุกรรมการ มีผู้ใหญ่ใน ตร. โทรศัพท์ถึงนายสิทธิโชติเพื่อสอบถามว่า "ตั้งมาจะให้ทำงานจริงหรือไม่" เพราะมีประชุมครั้งเดียว แล้วไม่มีการทำอะไรเลย นายสิทธิโชติจึงรู้สึกตกใจที่ไม่มีการใช้บริการเพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างรวดเร็ว ทิ้งไปอีก 7-8 เดือน แต่คณะนี้มาพบเขาบอกว่ามีคนไปร้องที่ดีเอสไอเยอะ จึงคิดว่า "เมื่อคณะปกติของ กกต. ไม่ใช่บริการ ผมเลยบอกอธิบดีดีเอสไอไปก่อนว่าให้ทำเต็มที่เลย เดี๋ยว กกต. คงต้องหารืออีกสักครั้งว่าจะเอาอย่างไรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น"
- ดีเอสไอทำหนังสือแจ้ง กกต. ว่าบัดนี้ได้สอบสวนและมีหลักฐานแน่นหนาแล้ว และถามว่า กกต. จะรับโอนสำนวนมาหรือไม่ นายสิทธิโชติเห็นว่า "ณ เวลานั้น ดีเอสไออยู่ในการดูแลของอีกพรรคหนึ่ง ผู้ถูกกล่าวหาอยู่อีกพรรค ซึ่งเราเห็นว่าเป็นปัญหาการเมืองผสมกันมา ยุ่งกันไปหมดเลย ผมอยู่ในที่ประชุมก็พูดว่าถ้า กกต. โดดไปรับลูกตอนนี้เหมือน take side (เลือกข้าง) ไม่เป็นกลาง ทำให้คนเชื่อว่า กกต. ไม่เป็นกลาง ให้เรื่องมันเงียบ ๆ ก่อนได้ไหม นั่งฟังก่อนว่าต้นสายปลายเหตุเป็นอย่างไร กกต. ไม่อยากเข้าไปให้คนสงสัยว่าเราอยู่ฝ่ายไหน ให้อยู่ตรงกันนิ่ง ๆ ก็ delay (ล่าช้า) ไปอีกสักระยะหนึ่ง"
นายสิทธิโชติกล่าวอีกว่า หลังจากนั้นทางดีเอสไอไปทำอะไร ส่วนตัวไม่ทราบ แต่เมื่อกลับมาดูสำนวนของ กกต. พบว่าไม่มีความคืบหน้าที่จะทำงานได้ จึงเสนอในประชุม กกต. ว่าเมื่อดีเอสไอแจ้งมา ขอให้ใช้เป็น "กรณีความปรากฏ" แล้วใช้เรียกหนังสือและสำนวนต่าง ๆ มา ไม่ได้รับโอนสำนวนมาจากดีเอสไอ แต่ตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนฯ นี่คือที่มาของคณะที่ 26 ที่ดึงผู้เชี่ยวชาญจากดีเอสไอ 3 คนมาร่วมด้วย ส่วนที่เหลืออีก 6 คนเป็นคนของสำนักงาน กกต. โดยชุดนี้ได้เรียกเอกสารจากดีเอสไอมาทั้งหมด และบุคคลที่ไปให้การกับดีเอสไอก็เชิญมาสอบปากคำใหม่ทั้งหมด
เผย "พยานกลับคำ" ให้การแบบเดิม 3 ครั้ง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นายสิทธิโชติเล่าต่อว่า มากล่าวถึงตรงนี้ จะไม่เอ่ยถึงถึงพยานรหัสที่ 16/26 ซึ่งทราบเป็นการทั่วไปว่าคือ นายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น พรรค ภท. และอดีตผู้สมัคร สว. ก็คงไม่ได้ เพราะพยานปากนี้คือเหตุผลสำคัญที่ กกต. เสียงข้างมากใช้ยกคำร้องข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2
"พยานรหัสที่ 16/26 ที่ท่านกลับคำให้การ ท่านให้การดีเอสไอ 2 ครั้ง และเราเรียกมา ท่านก็ยืนยันกับเราอีกเป็นครั้งที่ 3 เพราะฉะนั้นช่วงเวลาก็ห่างกัน 1, 2, 3 มันไม่ได้ชิดกันเลย ผมซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยทำไมถึงเชื่อแบบนี้ เพราะมันมีเวลาจะบอกได้ว่าตัวเองถูกกดดันอย่างไร แต่มาให้การ 3 ครั้งไม่เคยพูดเรื่องเหล่านี้เลย" นายสิทธิโชติกล่าว
กรรมการ กกต. ระบุต่อไปว่า เมื่อคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 ทำสำนวนเสร็จและสรุปสำนวนส่งมาเป็นเอกสารหลายหมื่นหน้า โดยปกติมีคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง 35 คณะ คอยช่วย กกต. กลั่นกรองข้อมูลจากการสอบสวนอีกชั้นหนึ่งว่าเห็นด้วยหรือไม่ ข้อเท็จจริงทักท้วงประการใด แต่กรณีนี้เป็นกรณีพิเศษ กกต. 7 คนจึงตั้งมาคนไปเป็นอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คนละ 1 คน รวมเป็น 7 คนเพื่อความรวดเร็ว เกิดเป็นคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ปลายปี 2568 ดังนั้นการตั้ง "ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ซ้ำซ้อนหรือให้ตีกัน"
"ข้อเท็จจริงที่ต้องพูดคือ ประธานอนุฯ ชุดที่ 36 ซึ่งมี กกต. ท่านหนึ่งตั้งขึ้นมาและได้รับเลือกเป็นประธาน ท่านไม่เรียกประชุมเลยประมาณ 45 วันตั้งแต่ตั้ง ผมไม่ทราบว่าดีเลย์ทำไม ผมถามว่าไปไหน ทำไมช้า เขาบอกว่าไปต่างประเทศ อันนี้พูดความจริงนะ ทำให้คณะนี้พิจารณาช้า พิจารณาช้ามีผลอะไร กกต. กำลังครบวาระเต็มไปหมด ต้องแต่งตั้งคนมาแทน นี่คือข้อเท็จจริง ประเด็นก็เป็นแบบนี้" กกต. สิทธิโชติกล่าว
เขาออกตัวว่า ไม่ขอก้าวล่วงการใช้ดุลพินิจพิจารณาจากหลักฐานได้ และชุดที่ 36 ก็ไม่ได้ยกคำร้องเสียทั้งหมดเลย มีเห็นด้วยกับชุดที่ 26 บ้าง แต่เป็นส่วนน้อย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เปิดเหตุผล กกต. เสียงข้างมากไม่รับเส้นเงินจากดีเอสไอ
ส่วนกรณีที่สำนักงาน กกต. ออกเอกสารข่าวชี้แจงว่า กกต. มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 เสียง ไม่รับพิจารณาเรื่องเส้นเงินคดีโกงเลือก สว. จากดีเอสไอ นายสิทธิโชติขอชี้แจงว่า เมื่ออนุฯ พิจารณาเสร็จต้องส่งกลับ กกต. ทันที แต่ระหว่างการพิจารณา ดีเอสไอมีหนังสือแจ้งว่าทำสำนวนคดีฟอกเงินซึ่งมีทั้งเส้นเงินและเส้นโทรศัพท์เกี่ยวพันกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาคดี สว. 8 คน หาก กกต. สนใจอยากได้พยานหลักฐานเหล่านี้ขอให้มีมติแจ้งไป ดีเอสไอจะได้จัดทำสำเนาส่งให้ นี่คือที่มาของมติ 4 ต่อ 3 ว่าไม่รับ
"ท่านก็มีเหตุผลนะว่าท่านยังไม่มีสำนวน เพราะสำนวนอยู่ที่คณะ 36 ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย จะรับได้อย่างไร ผมก็มีเหตุผลบอกไปว่า กกต. มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อเขาแจ้งมาและเป็นหน่วยงานรัฐ ชุด 26 ท่านรองฯ ชนินทร์ทำหน้าที่แทนเลขาฯ ก็ทำหนังสือมาว่าประสงค์จะได้พยานหลักฐานเหล่านี้มาพิสูจน์ในเชิงความบริสุทธิ์ก็ได้ พิสูจน์ความผิดก็ได้ ผมคิดว่าการเอามาวิเคราะห์ไว้ก่อนเป็นประโยชน์กับ กกต. ทั้งสิ้น จะหยิบฉวยมาใช้เวลาไหนก็ทำได้ทันที แต่ด้วยเหตุผลก็โหวตแพ้ไป" กกต. เสียงข้างน้อยระบุ
ภายหลังใช้เวลาบนเวทีเสวนาไปราว 25 นาที นายสิทธิโชติขอตัวลาเวทีราชบัณฑิตสภา เนื่องจากมีนัดหมายประชุม กกต. "ผมขอไปปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นละทิ้งภารกิจโดยตรง แล้วมาออกภารกิจนอก"
เขาตอบคำถามผู้สื่อข่าวสั้น ๆ ถึงกรณีออกมาแสดงความคิดเห็น จะถูกมองว่า กกต. แตกแยกกันหรือไม่ โดยปฏิเสธว่าคงไม่ เพราะเป็นการแสดงความคิดเห็นเฉพาะเรื่อง แต่เรื่องอื่นยังสามารถทำงานร่วมกันได้ ไม่มีความแตกแยก พี่ ๆ ทุกคนเป็นคนดีหมด เมื่อถูกถามย้ำว่ายังคงรักกันดีใช่หรือไม่ นายสิทธิโชติหัวเราะก่อนบอกว่า "ก็ดี ดีทุกคน"
สำหรับนายสิทธิโชติเข้ารับหน้าที่ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2567 โดยมาจากการรับรองของ สว. ชุดที่ 12 ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ขณะที่ กกต. เกินกว่าครึ่งบอร์ด หรือ 4 จาก 7 คนมาจากการให้ความเห็นชอบของ สว. ชุดที่ 13 ซึ่งตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาคดีโกงเลือก สว. โดยวุฒิฯ ทยอยรับรองตั้งแต่ 22 ก.ค. 2568 โหวตเห็นชอบนายณรงค์ กลั่นวารินทร์, 20 ต.ค. 2568 โหวตเห็นชอบนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ และนายณรงค์ รักร้อย, และล่าสุด 26 ก.พ. 2569 โหวตเห็นชอบนายจิรุตม์ วิศาลจิตร เป็น กกต.
โคทมข้องใจ กกต. ไม่รู้สึกว่าการฮั้วเป็นการยึดรัฐไปส่วนหนึ่ง
ขณะที่อดีตกรรมการ กกต. รุ่นพี่อย่าง รศ.ดร.โคทม อารียา ที่ร่วมวงเสวนาเวทีเดียวกัน มองว่า "การเลือก สว. ครั้งนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ทางการเมือง" ภายหลังการเลือกเสร็จสิ้น สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าว "สว. สีน้ำเงิน" ยึดสภาสูง 61% เป็นสมญานามของวุฒิสภาตั้งแต่บัดนั้น ไม่ใช่เพิ่งมาบัดนี้ ตรงกับสำนวนภาษาอังกฤษว่า "ช้างในห้อง" และสำนวนไทยว่า "ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิดไม่มิด"
กกต. ชุดที่ 1 (2540-2544) ตั้งคำถามต่อ กกต. ชุดปัจจุบันว่า ทำไมถึงไม่มอง "กว้าง ไกล ลึก" ไม่รู้สึกเลยหรือว่าการฮั้วครั้งนี้เป็นการยึดรัฐไปส่วนหนึ่ง (state capture) และยึดอำนาจนิติบัญญัติไปส่วนหนึ่ง แต่กลับมองว่าทั้งหมดทำได้โดยไม่มีขบวนการ ไม่มีระบบ ตัดตอนไปหมด
สำหรับคำว่า "กว้าง" รศ.ดร.โคทมแปลว่า มองให้เห็นตัวแสดง/ตัวละครว่าเกี่ยวกับใครบ้าง, "ไกล" คือไม่ใช่คิดถึงผลวินิจฉัยว่าจะลงโทษกี่คน แต่ให้มองผลกระทบต่อกติกาการเมืองในอนาคต "แต่ตอนนี้การเมืองถูกมองว่ากินรวบ จะเปิดทางให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้หรือไม่" และ "ลึก" คือมองเห็นวัฒนธรรมอำนาจของปัญหา, วัฒนธรรมบ้านใหญ่, วัฒนธรรมกลุ่มผลประโยชน์ที่หยั่งลึกแทรกซึมกติกาที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันความสุจริตได้สำเร็จ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
กกต. "เข้าใจผิดมหันต์" วิชาย้ำต้องส่งศาล-ไม่มีหน้าที่พิสูจน์จนสิ้นสงสัย
ด้านอดีตผู้พิพากษา 3 คน ที่เคยดำรงตำแหน่งในองค์กรอิระตามรัฐธรรมนูญได้สะท้อนความเห็นทางกฎหมายจากมุมมองของพวกเขา
ศ.พิเศษวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และอดีตประธานแผนกในศาลฎีกา กล่าวว่า เมื่อคดีฮั้วเลือก สว. ไปถึงศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สามารถเรียกพยานหลักฐานได้ทุกอย่าง เพราะเป็นระบบไต่สวนโดยยึดสำนวนของ กกต. เป็นหลัก ศาลจะไต่สวนจนกว่าจะสิ้นสงสัย
"ถ้า กกต. ท่านใด หรือ กกต. ชุดใด หรือศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งชุดใดไปคิดว่าตัวเองต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัย และถ้าสงสัยแล้วให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย ผิดอย่างมหันต์เลย ผิดอย่างถอนรากถอนโคนเลย มันไม่เป็นไปไม่ได้เลยในการพิจารณาคดีทางการเมือง นี่คือคดีที่วางระบบทางการเมืองว่าต้องสุจริตและเที่ยงธรรม" ศ.พิเศษวิชากล่าว ก่อนชี้กลับไปยังการกลั่นกรองของ กกต. ว่าไม่ได้ใช้หลัก "พิสูจน์จนสิ้นสงสัย" แต่ใช้หลัก "ถ้ามีพยานหลักฐานอันเชื่อได้ว่า" ต้องส่งให้ศาลฎีกาฯ ใช้ดุลพินิจว่าจะให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือไม่
บุรุษผู้เป็นภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภายังอธิบายรากศัพท์ของคำว่า "ฮั้ว" ว่ามาจากคำภาษาจีน "เหอ" หรือ "เหวย" แปลว่า รวมหัวกัน ร่วมกัน หรือร่วมมือกัน ซึ่งความหมายดั้งเดิมเป็นความหมายที่ดี ไม่ใช่ความหมายเลว แต่พอมาสู่กระบวนการตกลงกันทำธุรกรรมในทางไม่ดี จึงผิดความหมายของจีนเลย
จากสัญญากลายเป็นการ "ฮั้วการเมือง" ซึ่งอดีตกรรมการ ป.ป.ช. ชี้ว่าเป็นพัฒนาการที่เลวร้าย โดยเฉพาะการเลือก สว. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดให้เลือกกันเองและเลือกไขว้กลุ่มอาชีพ ซึ่งระบบเลือก สว. แตกต่างจากการเลือกตั้ง สส. ราวฟ้ากับเหว เนื่องจากไม่ได้ให้ประชาชนทั่วไปมาร่วมลงคะแนน กลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดการจ้างสมัคร, ทำโพยฮั้ว, นัดแนะจัดเลี้ยงและพาไปเก็บตัวนอกรอบ ส่งผลให้ผู้สมัครอิสระที่ตั้งใจเข้ามาทำหน้าที่จริงถูกตัดสิทธิและน็อคกลางอากาศโดยไม่ได้คะแนนแม้แต่เสียงเดียว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ศ.พิเศษวิชาจึงขอวินิจฉัยในนาม "ประชาชนผู้รักความเป็นธรรม" ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการทำลายเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาให้ได้ สว. ที่เป็นตัวแทนกลุ่มอาชีพที่หลากหลาย ไม่ได้ออกแบบให้ฮั้ว แต่กลุ่มทุนและพรรคการเมืองบางพรรคกลับใช้ช่องโหวตช่องว่าง-แทรกแซง-เข้ามากินรวบในศาลสูง เพราะเจตจำนงของเขาต้องการเข้ามาเลือกองค์กรอิสระ ซึ่งขัดต่อหลักการคานอำนาจ
"ถ้า สว. ได้มาโดยการฮั้วโดยเครือข่ายของพรรค ก็เท่ากับว่าพรรคสามารถควบคุมกลไกการตรวจสอบทั้งหมดของประเทศได้โดยปริยาย" เขากล่าวและย้ำว่า สว. ที่เข้าสู่สภาวิชาชีพไม่ใช่ผู้แทนปวงชนชาวไทย ผู้ประกอบอาชีพ แต่เป็นตัวแทนของผู้อยู่เบื้องหลัง ทำให้ขัดต่อหลักความเชื่อถือและศรัทธาต่อรัฐสภา และส่งผลให้หลักนิติรัฐ-นิติธรรมถูกบ่อนทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
วัสเสนอ 6 แนวทางกฎหมาย หลังมติ 14 ก.ย.
นายวัส ติงสมิตร อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เสนอ 6 ทางเลือกในการดำเนินการตามกฎหมายหลังมติ กกต. เมื่อ 14 ก.ย. พร้อมประเมินความหวังแต่ละแนวทาง ดังนี้
- ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง: เป็นอำนาจของ กกต. ในการดำเนินการตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 62 ส่วนผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือกสามารถร้องเองได้หรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญยังไม่พบว่าสามารถทำได้ แต่มีบางกรณีที่ศาลฎีการับและนัดไต่สวนด้วย เช่น กรณีสมัครผิดกลุ่ม ทว่าโดยรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป. กำหนดให้ใช้สำนวนของ กกต. เป็นหลัก แต่ไม่ตัดอำนาจของศาลในการไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่าผู้สมัครและคนอื่น ๆ สามารถส่งข้อมูลไปศาลได้เมื่อคดีถึงศาลแล้ว
- ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ: ผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงสามารถยื่นฟ้องเอาผิดทางอาญาต่อ กกต. ได้ แต่คดีจะอยู่ในอำนาจศาลหรือไม่ มี 2 แนวทางวินิจฉัย ในปี 2562 ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าอยู่ในอำนาจ และที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก็วินิจฉัยว่าเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นคดีฟ้อง ป.ป.ช. แต่ในเดือน พ.ค. 2569 มีคดีฟ้อง กกต. ที่ศาลอุทธรณ์ภาคภาค 4 จ.ขอนแก่น ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าไม่อยู่ในอำนาจ ปัญหาคือเราจะยึดแนวทางไหน
- ป.ป.ช.: เป็นการยื่นเอาผิดคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ เมื่อ ป.ป.ช. ไต่สวนแล้วต้องส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งนายวัสประเมินความคาดหวังไว้ใน "ระดับต่ำ" เนื่องจากใช้เวลานาน
- ศาลอาญา และศาลอาญาคดีทุจริตฯ: ใช้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 88 เกี่ยวกับหน้าที่ กกต. ซึ่งอาจเกี่ยวข้องเล็กน้อยในการเปิดเผยข้อมูลการสมัคร สว. ในระดับอำเภอ ถ้าจับได้ผิดอาญาก็สามารถดำเนินการได้ทางนี้ ซึ่งนายวัสประเมินความคาดหวังไว้ใน "ระดับกลาง" แต่ต้องใช้เวลานานเพราะต้องใช้ 3 ศาล และไม่ได้มีผลต่อการลงมติของ กกต. 14 ก.ย.
- ศาลปกครอง: ขอให้เพิกถอนระเบียบ ซึ่งนายวัสประเมินความคาดหวังไว้ในระดับ "ต่ำ"
- ศาลรัฐธรรมนูญ: เป็นการร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้ง สว. เป็นโมฆะ นายวัสมองว่าไกลเกินไป เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุถึงความลับในการลงคะแนนของ สว. แต่ไปอยู่ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งเป็นกฎหมายระดับรอง จึงไม่ใช่อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ จึงเห็นโอกาสในระดับ "ต่ำสุด ๆ"
จรัญชี้ช่อง "ล้มทั้งสภา" ด้วยศาลรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
"เราปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ บ้านเมืองจะเป็นแบบนี้ ต่างกันเพียงแต่ว่ากลุ่มไหนสีไหนจะเก่งกว่ากัน มันจะฮั้วเก่งกว่ากัน คนที่ฮั้วไม่เก่งก็ได้น้อยไปหน่อย คนที่ฮั้วเก่งก็ได้เยอะ จึงต้องเปลี่ยนระบบ ต้องแก้รัฐธรรมนูญ" ศ.พิเศษจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวในเวทีเสวนา
ชายผู้เป็นอดีตเลขานุการประธานศาลฎีกา และอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ความเห็นว่า การสั่งฟ้องกลุ่มผู้กระทำผิด 77 รายต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง "ไม่มีทางล้ม สว. สีน้ำเงินที่เขาเรียกชื่อกันได้"
"ต่อให้ศาลฎีกาฯ ท่านเฮี้ยนหนัก ใช้อำนาจเรียกพยานหลักฐานที่ยังขาด ๆ วิ่น ๆ แล้วเห็นผิดหมดเลย ก็เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ 77 คนนี้ก็จบ ไม่กระเทือนระบบ และใช้เวลากว่าจะตรวจแต่ละคน ๆ ครบ ผมให้เวลา 3 ปี เว้นแต่ท่านเฮี้ยนมากเลย เอาจริง พิจารณาทุกวัน อาจจะเสร็จใน 1 ปี" ศ.พิเศษจรัญกล่าว และยังประเมินด้วยว่าในส่วนของคดีอาญาต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี กว่าจะถึงตอนนั้นก็จะการเลือก สว. ชุดใหม่แล้ว
เขาเห็นว่า กระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญจะ "เร็วที่สุด" และมีอำนาจ "ล้มทั้งสภา" เพราะเป็นศาลเดียวที่มีอำนาจตรวจสอบระบบการเลือกตั้งว่าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ก็ไม่สามารถใช้บังคับได้ ก็จะต้องเลือกใหม่ ถือว่าล้มทั้งสภา ซึ่งใช้กับการเลือก สว. ได้เช่นกัน พร้อมยก "คดีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส." ซึ่งใช้เวลาเพียง 9 เดือนก็ตัดสินแล้ว
อย่างไรก็ตามศาลรัฐธรรมนูญได้ตีตกคำร้องของผู้เสียหายในการเลือก สว. ไปหลายรอบ โดยยกมาตรา 213 ที่กำหนดให้การยื่นคำร้องต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกล็อกไว้ด้วยมาตรา 46-48 ซึ่งทั้ง 3 คำร้องถูกตีตกโดยมาตรา 47 (2)
ศ.พิเศษจรัญจึงเสนอให้ผู้เสียหายร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน โดย "ใช้ศาลฎีกาเป็นตัวช่วย" เพราะมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานได้ ไม่ว่าจะเป็น เส้นเงิน, หลักฐานการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์ และส่วนตัวสนับสนุนให้ศาลฎีกาใช้เครื่องจับเท็จเรียกพยานที่กลับคำให้การไปเบิกความที่ศาลอีกครั้ง
"ถ้าท่าน (ศาลฎีกา) ทำเร็ว ผู้เสียหายจะไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน คราวนี้ผู้ตรวจฯ ตีตกเขาไม่ได้ เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นการฮั้วโดยจัดตั้งระบบย่อย ระบบใหญ่ ระบบกลาง พอผู้ตรวจฯ ส่งศาล ผมมั่นใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่สามารถไม่รับ และเมื่อรับต้องเร็ว เพราะพยานหลักฐานพร้อมอยู่แล้ว" ศ.พิเศษจรัญกล่าว โดยประเมินว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยได้ใน 1 ปี หรือ 6 เดือน เพราะพยานหลักฐานตกผลึกแล้ว
ส่วนข้อกฎหมายที่ใช้เป็นฐานในการส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยกรัฐธรรมนูญมา 3 มาตรา ได้แก่ มาตรา 107 กำหนดให้ กกต. เป็นผู้ดำเนินการจัดและควบคุมการเลือก สว. ซึ่งต้องเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม, มาตรา 215 กำหนดให้องค์กรอิสระมีความอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่อยู่ใต้อาณัติใคร, มาตรา 224 (1) (2) ให้ กกต. มีหน้าที่และอำนาจจัดและควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และให้มีอำนาจสืบสวนหรือไต่สวนตามได้ที่จำเป็นหรือที่เห็นสมควร
"การจัดการเลือก สว. ของ กกต. ชุดนี้เข้าลักษณะอย่างน้อยที่สุดคือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งบรรทัดฐานสากลและศาลฎีกาไทยมั่นคงมา 20-30 ปีแล้วถือว่าไม่สุจริต ดังนั้นนี่คือเส้นทางที่ควรจะไป ควรจะทำ อย่าไปกังวลเรื่องเล่นงานท่าน กกต. ด้วยอาญา ด้วยอะไร 108 และอย่าปลุกมวลชนลงถนนเพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย มันทำร้ายระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ ม็อบไม่ใช่ประชาธิปไตย ผมต้องขออภัย ผมไม่เห็นด้วยกับการปลุกระดมเป็นม็อบ" ศ.พิเศษจรัญกล่าวทิ้งท้าย































