"ตั้งที่นี่ ผู้ใช้ปลายทางอยู่ที่ไหน" สำรวจความเสี่ยงต่อชุมชน-สิ่งแวดล้อม ของดาต้าเซ็นเตอร์ใจกลางกรุงเทพฯ

- Author, วศินี พบูประภาพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 12 นาที
หากเดินทางด้วยรถยนต์ผ่านเส้นทางทางพิเศษศรีรัช เมื่อเดินทางถึงบริเวณโรงพยาบาลพระราม 9 จะเห็นอาคารทรงกล่องสีเทาผุดขึ้นเคียงข้างกันห่างไปไม่กี่สิบเมตร โดยติดป้ายชื่อตัวใหญ่ว่า "Damac Digital" (ดาแมคดิจิทัล) อันเป็นชื่อของกลุ่มทุนดิจิทัลจากดูไบ
ประพาส เหลืองศิรินภา ผู้อำนวยการสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร (กทม.) ยืนยันกับสื่อมวลชนว่าอาคารหลังนี้เป็นศูนย์ข้อมูล หรือ "ดาต้าเซ็นเตอร์" (Data Center) ทว่าจากการลงพื้นที่ของผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย ประชาชนบริเวณโดยรอบไม่ทราบดีนักว่าอาคารสีเทาที่กำลังก่อสร้างนี้คืออะไรและมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร
"เป็นพวกอิเล็กทรอนิกส์ละมั้ง" พ่อค้าในบริเวณดังกล่าวพยายามอธิบายให้ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยทราบถึงวัตถุประสงค์ของเพื่อนบ้านหลังใหม่ ขณะที่แม่ค้าผลไม้ที่อยู่ในพื้นที่มานานบอกกับเราว่า เธอคาดเดาว่าตึกนี้ "เก็บข้อมูลของหัวเว่ยอะไรแบบนี้"
การสร้างอาคารหลังดังกล่าวไม่ต้องผ่านการทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment - EIA) เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ระบุว่าการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ต้องทำการประเมินผลกระทบดังกล่าว และสำหรับชาวบ้านทั้งสองคนที่บีบีซีไทยได้พูดคุยด้วยก็บอกว่า รู้สึกว่าอาคารนี้ "ไม่น่าอันตรายเท่าไร"
ที่ผ่านมา โครงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยมักกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor - EEC) หรือพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบริเวณชานเมืองเป็นหลัก ทว่าในปัจจุบันทิศทางการตั้งอาคารศูนย์ข้อมูลเปลี่ยนไป โดยปรากฏว่าผู้ประกอบการเริ่มขยับขยายพื้นที่ก่อสร้างเข้ามาใจกลางกรุงเทพมหานครและใกล้ชิดกับย่านชุมชนมากขึ้น
การขยับขยายพื้นที่ของดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาประชิดย่านที่อยู่อาศัยใจกลางเมือง ได้จุดประกายให้เกิดความกังวลในวงกว้าง หนึ่งในตัวอย่างดังกล่าว คือกรณีการร้องทุกข์ผ่านคอลัมน์ "หมายเหตุประเทศไทย" บนเว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา เมื่อกลุ่มแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลพระราม 9 ออกมาสะท้อนความกังวลต่อโครงการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่ติดกับพื้นที่ของโรงพยาบาลในเขตห้วยขวาง
บีบีซีไทยพูดคุยกับนักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ดิจิทัล นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมกับการประมวลข้อมูลจากบทวิเคราะห์ของสถาบันการเงินและองค์กรที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งคำชี้แจงจากภาคเอกชนมาอธิบายต่อประเด็นข้อกังวลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเคลื่อนไหวที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ว่า "ดาต้าเซ็นเตอร์" ในเขตเมืองจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อชุมชนโดยรอบ
ดาต้าเซ็นเตอร์ คืออะไร
ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ ศูนย์ข้อมูล คืออาคารที่ใช้บรรจุเครื่องเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาล ซึ่งทำหน้าที่ประมวลผล เก็บรักษา และรับส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต
สถาบันวิจัยพิว (Pew Research Center) สถาบันวิจัยด้านสังคมศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา แบ่งดาต้าเซ็นเตอร์ออกเป็น 3 ประเภทหลัก คือ
- ศูนย์ข้อมูลระดับองค์กร (Enterprise): บริษัทหรือองค์กรที่เป็นเจ้าของเป็นผู้สร้าง และบริหารจัดการเองเบ็ดเสร็จเพื่อใช้งานภายในองค์กรเพียงรายเดียว จุดเด่นคือการมีอำนาจควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีทั้งหมดได้อย่างเต็มที่
- ศูนย์ข้อมูลแบบโคโลเคชัน (Colocation): ผู้ให้บริการจะลงทุนสร้างอาคาร เตรียมระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และการรักษาความปลอดภัยไว้ให้ส่วนกลาง ขณะที่ธุรกิจผู้เช่าจะนำเครื่องเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ของตนเองเข้ามาติดตั้ง
- ศูนย์ข้อมูลระดับไฮเปอร์สเกล (Hyperscale): ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่ซับซ้อน และสามารถขยายความจุได้อย่างรวดเร็ว มักดำเนินการโดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก เพื่อรองรับบริการคลาวด์ การประมวลผลข้อมูลบิ๊กดาต้า และการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence - AI)
นอกจากนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์ยังอาจถูกจำแนกประเภทตามเกณฑ์อื่น ๆ ได้อีก เช่น ศูนย์ข้อมูลระดับเทียร์ 3 (Tier III) ที่มีระบบไฟฟ้าและทำความเย็นสำรองหลายเส้นทาง รองรับการบำรุงรักษาโดยไม่หยุดให้บริการ รวมถึงการแบ่งตามผู้ใช้งาน เช่น ศูนย์ข้อมูลภาครัฐ และศูนย์ข้อมูลโทรคมนาคม ตลอดจนตามขนาดและทำเล เช่น ศูนย์ข้อมูลแบบกลุ่มอาคาร (campus) ที่รองรับการขยายตัว และ ศูนย์ข้อมูลส่วนขอบ (edge) ที่ตั้งใกล้ผู้ใช้เพื่อลดความหน่วงของการประมวลผล

ที่มาของภาพ, Getty Images
เหตุใดย่านพระราม 9 กลายเป็นทำเลทองสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์
ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ Data Center Map นอกจากดาต้าเซ็นเตอร์ที่ดำเนินการโดย Damac Digital แล้ว ในย่านพระราม 9 ยังมีดาต้าเซ็นเตอร์อีก 3 แห่ง ประกอบด้วย ศูนย์ข้อมูลทรู ไอดีซี บนถนนรัชดาภิเษก, ศูนย์ข้อมูล ไอเน็ต ไอดีซี 2 บนถนนเพชรบุรี และดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัท เทเลเฮ้าส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยกลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Watch) อธิบายว่าย่านดังกล่าวเป็น "จุดที่มีระบบโครงข่ายดิจิทัลหรือสายใยแก้วนำแสง (fiber optic) ที่ดีที่สุด"
ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับกับความเห็นของ อเล็กซ์ เดอ ฟรีส นักวิจัยชาวดัตช์ด้านเศรษฐศาสตร์ดิจิทัลและผู้ก่อตั้งโครงการ Digiconomist ซึ่งเป็นเว็บไซต์เผยแพร่ผลงานวิจัยผลกระทบของแนวโน้มเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเงินและปัญญาประดิษฐ์ เขาบอกกับบีบีซีไทยว่า เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ในพื้นที่แล้ว ย่านพระราม 9 ถือว่ามี "โครงสร้างด้านดิจิทัล (digital infrastructure) อย่างครบครับ"
ข้อความที่ระบุในเว็บไซต์ของบริษัท เทเลเฮ้าส์ (ประเทศไทย) ที่มีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ในย่านนี้เช่นกันก็ระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัทแห่งนี้ "มีเส้นทางการเชื่อมต่อใยแก้วนำแสงที่หลากหลายถึง 4 เส้นทาง" และยังอยู่ใกล้กับย่านธุรกิจการเงินและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ในเรื่องนี้ เดอ ฟรีส อธิบายว่า การตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใจกลางเมืองช่วยลดความหน่วงของสัญญาณ (latency) ซึ่งเอื้อประโยชน์อย่างมากต่อการเทรดหุ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (algorithmic trading) อย่างไรก็ตาม เขามองว่าการอยู่ใกล้ตลาดหลักทรัพย์อาจเป็นเพียงปัจจัยรอง โดยสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน
ชุมชนใกล้เคียงอาจได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง
ในทางกฎหมาย ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ถูกนิยามเป็นโรงงานตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 และไม่อยู่ในบัญชีโครงการที่ต้องทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment- EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ออกมาเมื่อปี พ.ศ. 2566 ทำให้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากในกรุงเทพฯ สามารถยื่นขออนุญาตในฐานะคลังสินค้าหรือศูนย์เก็บข้อมูลได้โดยไม่ต้องจัดทำรายงาน EIA ก่อนก่อสร้าง
แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าในทางปฏิบัติแล้ว ดาต้าเซ็นเตอร์จะไม่สร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
อเล็กซ์ เดอ ฟรีส บอกกับบีบีซีไทยว่า โดยทั่วไปแล้วชุมชนที่อยู่ใกล้ดาต้าเซ็นเตอร์มีความเสี่ยงจะเผชิญความร้อนสะสม เสียงรบกวน และมลพิษ เขาอธิบายว่า ดาต้าเซ็นเตอร์คืออาคารที่ต้องเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ไว้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด การทำงานที่หนักหน่วงนี้ก่อให้เกิดความร้อนมหาศาล อาคารจึงต้องมีระบบระบายความร้อนขนาดใหญ่ที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา
ความเห็นของเขาสอดคล้องกับงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยประจำมลรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา ที่เก็บข้อมูลภาคสนามภายในรัฐแอริโซนาแล้วพบว่า อากาศด้านใต้ลมของดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 36-169 เมกะวัตต์ในสหรัฐฯ มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติโดยเฉลี่ย 0.7-0.9 องศาเซลเซียส โดยศูนย์ข้อมูลขนาด 36 เมกะวัตต์แห่งหนึ่ง ปล่อยสิ่งที่เรียกว่า "ความร้อนทิ้ง" หรือ waste heat เทียบเท่าการใช้พลังงานของครัวเรือนถึง 40,000 หลัง
ขณะที่งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในสหราชอาณาจักร วิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมโดยเจาะจงดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับเอไอ และพบว่าศูนย์ข้อมูลเหล่านี้แผ่ความร้อนในลักษณะที่เรียกว่า "เกาะความร้อน (heat island)" ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวดินเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 องศาเซลเซียสในรัศมีไกลถึง 10 กิโลเมตร
"ในระดับชุมชน หากดาต้าเซ็นเตอร์สร้างเกาะความร้อน มันไม่ได้ทำให้อุณหภูมิแถวนั้นพุ่งสูงขึ้นเป็น 10 องศาเซลเซียสหรอก ผลกระทบจะรุนแรงน้อยกว่านั้น แต่มันก็ยังส่งผลกระทบอยู่ดี" เดอ ฟรีส อธิบาย โดยชี้ว่าพื้นที่เมืองมีความเป็นเกาะความร้อนอยู่แล้ว การที่มีเกาะความร้อนเพิ่มอาจทำให้สถานการณ์ความร้อนในเมืองแย่ลงไปอีก

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักวิจัยชาวดัตช์รายนี้ยังระบุเพิ่มเติมด้วยว่า การทำงานของระบบทำความเย็นที่ใช้ใบพัดระบายความร้อนยังอาจก่อให้เกิดเสียงรบกวน ซึ่งอาจส่งผลต่อความสงบในพื้นที่ชุมชน หากไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสม
เดอ ฟรีส ยังระบุเพิ่มเติมด้วยว่า ด้วยสภาพความจำเป็นที่บังคับให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมีไฟฟ้าป้อนตลอดเวลา ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ทุกแห่งยังจำเป็นต้องติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลสำรองเพื่อจ่ายไฟทันทีในกรณีเกิดไฟดับด้วย ซึ่งตามมาตรฐานการตรวจสภาพจะต้องมีการติดเครื่องยนต์เพื่อทดสอบระบบตามรอบระยะเวลาที่กำหนด ผลที่ตามมาคือเพื่อนบ้านต้องเสี่ยงเผชิญกับมลภาวะทางอากาศและสูดดมควันพิษจากการเผาไหม้น้ำมันดีเซลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
การใช้ไฟฟ้า-น้ำ ของดาต้าเซ็นเตอร์
อเล็กซ์ เดอ ฟรีส บอกบีบีซีไทยด้วยว่า โดยทั่วไปแล้วดาต้าเซ็นเตอร์ดึงทรัพยากรส่วนรวมไปใช้ในปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะทรัพยากรไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำ ซึ่งแม้คนเมืองอาจไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในทันที แต่ก็จะได้รับผลกระทบในที่สุด
- ทรัพยากรไฟฟ้า
ในมุมมองของนักวิชาการรายนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถือเป็นตัวเร่งการใช้พลังงานอย่างมหาศาล เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ประเภทนี้ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมากไปหล่อเลี้ยง 2 ส่วนสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์ในเวลาเดียวกัน
ส่วนแรกคือ กระแสไฟฟ้าที่ต้องป้อนระบบประมวลผลอย่างเซิร์ฟเวอร์และชิป AI ขั้นสูง ที่ต้องรับส่งข้อมูลทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง และส่วนที่สองคือ กระแสไฟฟ้าที่ต้องหล่อเลี้ยงระบบทำความเย็นซึ่งต้องเดินเครื่องปรับอากาศและระบบระบายความร้อนขนาดยักษ์ ป้องกันไม่ให้เซิร์ฟเวอร์ละลายหรือระบบล่มจากความร้อนสะสมระหว่างการทำงาน
ด้าน ดร.สมนึก เสริมว่า ยิ่งผู้บริโภคต้องการชิปประมวลผลที่เร็วขึ้นเท่าใดเพื่อตอบสนองการใช้เอไอ การใช้ไฟฟ้าก็จะยิ่งพุ่งสูงตามไปด้วยและจะกระทบความมั่นคงทางไฟฟ้าในที่สุด
"เราไม่สามารถรู้ได้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์หนึ่ง อยู่ดี ๆ จะมีล้านคำสั่งเข้ามาในวินาทีไหนหรือเปล่า หรือมีสองล้านคำสั่งในวินาทีถัดไปหรือเปล่า มันไม่สามารถบอกความต้องการใช้ไฟฟ้า (demand) ได้ มันไม่มีขอบเขต (unlimited)"
ทั้งนี้ เขาได้ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ EEC โดยระบุว่าในพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมแห่งนี้เกิดอาการ "ไฟตก" ให้เห็นอย่างต่อเนื่อง
"การที่ไฟจะตกได้มันไม่ได้ตกง่าย ๆ มันอยู่ที่การจ่ายของโรงไฟฟ้าและชุมสาย เขาพยายามจะไม่ให้ตกหรอก ยกเว้นมีการใช้[ไฟฟ้า]เกิน" ดร.สมนึก ซึ่งเป็นอดีตวิศวกรอธิบายว่าผลกระทบขั้นต่ำของเหตุไฟตกคือทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าของชุมชนและโรงงานในบริเวณรอบข้างเสียหายได้ทันที
ข้อกังวลนี้สอดคล้องกับการประเมินของ เดอ ฟรีส ซึ่งยกตัวอย่างการตั้งศูนย์ข้อมูลระดับไฮเปอร์สเกลในพื้นที่ EEC ว่า อาจดึงความต้องการใช้ไฟฟ้าให้พุ่งสูงขึ้นถึง 1 กิกะวัตต์ (GW) หรือราว 20% ของความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมในพื้นที่ EEC ซึ่งการดึงกระแสไฟฟ้าไปใช้อย่างมหาศาลเช่นนี้ย่อมสร้างแรงกดดันต่อระบบสายส่งไฟฟ้า
นักวิจัยชาวดัชต์อธิบายโดยยกตัวอย่างช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟชุกในวันที่มีอากาศร้อนจัด ซึ่งเครื่องปรับอากาศในบ้านต้องทำงานหนักอยู่แล้ว และระบบหล่อเย็นของดาต้าเซ็นเตอร์ก็ต้องทำงานหนักในเวลาเดียวกัน ในกรณีเช่นนี้จะเกิดการดึงกระแสไฟฟ้ามหาศาลจากโครงข่ายหลักและเกิดการแย่งชิงไฟฟ้า จนกลายเป็นแรงผลักให้ราคาไฟฟ้าในภาพรวมพุ่งสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม มีผู้ที่มองต่างเช่นกันว่าการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์จะไม่กระทบการใช้ไฟฟ้าของภาคครัวเรือน
น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA Group) แสดงความเห็นในประเด็นการใช้ไฟผ่านบทสัมภาษณ์ของเว็บไซต์เดอะ สแตนดาร์ด ว่าข้อกังวลเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์แย่งไฟประชาชนนั้น เป็น "การเปรียบเทียบผิดฝาผิดตัว" เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนไฟฟ้า แต่มีกำลังผลิตสำรอง (reserve capacity) มากเกินความจำเป็น การที่ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟสม่ำเสมอ 24 ชั่วโมง จึงถือเป็น "ลูกค้าชั้นดี" ที่เข้ามาจ่ายเงิน "ช่วยใช้ไฟที่เกินความต้องการ"
ทั้งนี้ การประเมินของศูนย์วิจัยกรุงไทยคอมพาสระบุด้วยว่า การขายไฟฟ้าให้ดาต้าเซ็นเตอร์จะสร้างรายได้ให้ธุรกิจโรงไฟฟ้าไทยเติบโตจาก 2,700 ล้านบาท เป็น 30,200 ล้านบาท ภายในปี 2571

ที่มาของภาพ, LightRocket via Getty Images
อย่างไรก็ตาม เดอ ฟรีส มองว่าการที่ผู้ผลิตไฟฟ้าขายไฟฟ้าให้ดาต้าเซ็นเตอร์ได้มากขึ้นนั้นไม่ได้หมายว่าความสาธารณชนจะได้รับประโยชน์ด้วยเสมอไป
"บริษัทผู้ให้บริการไฟฟ้าจะชอบมากหากมีภาคส่วนที่มีความต้องการพลังงานอย่างมหาศาล (อย่างดาต้าเซ็นเตอร์) และผลักดันให้ราคาค่าไฟฟ้าสูงขึ้น พวกเขาชอบราคาค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเพราะพวกเขาได้เงินมากขึ้น" เขาระบุ
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเห็นชอบมาตรการเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ 2 มาตรการ ซึ่งบังคับให้ดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ที่จะสร้างใหม่ต้องวางหลักประกันการใช้สายส่งไฟฟ้า "เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลงทุนเกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้เกิดภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป" และประกาศเตรียมจัดเก็บค่าไฟอัตราพิเศษที่สูงกว่าปกติสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ โดยระบุว่าเพื่อให้ "ภาคอุตสาหกรรมรับผิดชอบต้นทุนของตนเองอย่างเป็นธรรม โดยไม่ผลักภาระมาให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป"

ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images
- ทรัพยากรน้ำ
ดร.สมนึก พุ่งเป้าปัญหาการใช้น้ำไปที่ดาต้าเซ็นเตอร์ที่รองรับ AI โดยชี้ว่าการประมวลผลขั้นสูงนั้นสร้างความร้อนมหาศาล
เขาระบุว่าดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากในไทยใช้น้ำป้อนระบบทำความเย็น หรือระบบ cooling เพื่อถ่ายเทความร้อนที่เกิดขึ้นในระบบออกมาผ่านน้ำ และยิ่งระบบ AI ต้องประมวลผลหนักมากเท่าใด ทรัพยากรน้ำก็จะยิ่งระเหยหายไปจากระบบนิเวศมากขึ้นเท่านั้น
ด้าน เดอ ฟรีส ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าในกระบวนการระบายความร้อนโดยใช้น้ำ น้ำจะถูกใช้ในลักษณะ "การบริโภคน้ำจนหมดไป" (water consumption) ซึ่งต่างจาก "การใช้น้ำ" (water use) ทั่วไป
"น้ำที่ระเหยไปเนื่องจากความร้อนถือเป็นส่วนที่สูญเสียไปจริง ๆ ซึ่งต่างจากการใช้น้ำทั่วไปที่ยังสามารถบำบัดและนำกลับมาใช้ใหม่ได้" เขาระบุโดยยกตัวอย่างว่า หากคนใช้น้ำอาบน้ำ น้ำก็ยังจะไหลลงท่อกลับเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสีย แต่ในกรณีของศูนย์ข้อมูลนั้น ปริมาณน้ำจำนวนหนึ่งจะหายไปจากในระบบ
จากรายงานเรื่อง "เอไอเป็นภัยคุกคามต่อน้ำที่เราใช้หรือไม่ ?" ของบีบีซี ระบุว่าระบบระบายความร้อนของดาต้าเซ็นเตอร์บางวิธี ทำให้น้ำระเหยหายไปสู่ชั้นบรรยากาศได้สูงถึง 80% ของน้ำที่ใช้ในกระบวนการระบายความร้อนดังกล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากนี้ เดอ ฟรีส ยังเตือนว่าเราไม่สามารถประเมินปริมาณการใช้น้ำได้จากกิจกรรมที่เกิดในอาคารศูนย์ข้อมูลเท่านั้น แต่ยังต้องนึกรวมไปถึง "น้ำแฝง" ที่ถูกใช้ไปในกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อนำมาป้อนให้ดาต้าเซ็นเตอร์ด้วย
"ผมยังไม่ได้ไปดูตัวเลขความเข้มข้นของการใช้น้ำ (water intensity) ของโครงข่ายไฟฟ้าไทยโดยละเอียด จึงยังบอกไม่ได้ แต่แม้จะประเมินแบบมองโลกในแง่ดีที่สุด ไฟฟ้า 9 เทราวัตต์-ชั่วโมง ก็จะแปลงเป็นปริมาณการบริโภคน้ำอย่างน้อย 9 พันล้านลิตร" นักวิจัยอิสระด้านดาต้าเซ็นเตอร์รายนี้คำนวณ "การใช้น้ำจำนวนมหาศาลอย่างนี้จะยิ่งซ้ำเติมพื้นที่ที่มีภาวะขาดแคลนน้ำอยู่แล้ว"
ล่าสุดเมื่อต้นเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ประกาศว่าได้ทบทวนกรอบพิจารณาเพื่อยกระดับการคัดกรองโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ให้เข้มข้นขึ้น โดยจะชั่งน้ำหนักระหว่างเม็ดเงินลงทุนที่จะเข้ามา กับการวางมาตรการควบคุมไม่ให้โครงการเหล่านี้เข้าไปแย่งชิงทรัพยากรน้ำ-ไฟ หรือสร้างมลภาวะต่อคนในพื้นที่
เอกสารข่าวฉบับเดียวกันยังระบุว่าหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งจัดทำแผนที่ศักยภาพคงเหลือของระบบโครงข่ายไฟฟ้า (power map) และระบบชลประทาน (water map) ทั่วประเทศ เพื่อนำไปสู่การกำหนดพื้นที่ (zoning) ที่เหมาะสมร่วมกัน บีโอไอยังระบุว่าจะมีการใช้มาตรการเชิงโครงสร้างอื่น ๆ เช่น ประสานการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรและชุมชนในพื้นที่

ที่มาของภาพ, LightRocket via Getty Images
เทคโนโลยีที่อาจช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำ-ไฟฟ้า-ความร้อน จากดาต้าเซ็นเตอร์
ที่ผ่านมามีความพยายามจากฝั่งผู้ประกอบการเอกชนในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อปิดช่องว่างด้านสิ่งแวดล้อมของดาต้าเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องน้ำ
ในระดับโลก บริษัทเฉพาะทางด้านการทำความเย็นบางแห่งได้พัฒนาระบบทำความเย็นของเหลวแบบปิด (closed-loop) โดยใช้น้ำหล่อเย็นของเหลวที่เป็นน้ำมัน ซึ่งน้ำจะถูกหมุนเวียนอยู่ภายในระบบโดยไม่ต้องดึงน้ำจากแหล่งน้ำท้องถิ่นมาเติมเพิ่ม ขณะเดียวกันบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ เช่น ไมโครซอฟท์ (Microsoft) และ แอมะซอน (Amazon) ก็ได้ประกาศเป้าหมาย "ใช้น้ำเป็นบวก" (water positive) เพื่อชดเชยน้ำคืนสู่ธรรมชาติให้มากกว่าที่ใช้ไปภายในปี 2573
ส่วนกรณีของไทยมีความเคลื่อนไหวในการแก้ปัญหาเรื่องการใช้น้ำและไฟฟ้าเช่นกัน อย่างรายงานของศูนย์วิจัยกรุงไทยคอมพาสที่ชี้ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นใหม่มีระบบทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาก ทำให้อัตราการใช้น้ำลดลงจาก 7.5 ล้านลิตร เหลือเพียง 2.0 ล้านลิตรต่อเมกะวัตต์ต่อปี ส่วนบทวิเคราะห์ของของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ชี้ให้เห็นความพยายามของภาครัฐในการพัฒนาระบบซื้อขายไฟฟ้าทางตรง (Direct Power Purchase Agreement - Direct PPA) ซึ่งเชื่อว่าจะเอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าที่มาจาก "พลังงานสะอาด" เพื่อตอบสนองมาตรฐานทางสิ่งแวดล้อมของบริษัทแม่ได้

สิ่งที่ยังไม่รู้ยังมีอีกมาก
อเล็กซ์ เดอ ฟรีส และ ดร.สมนึก จงมีวศิน มองเห็นภาพเดียวกันว่า อุตสาหกรรมนี้กำลังขับเคลื่อนอยู่ในลักษณะ "กล่องดำ" (black box) ที่สังคมรับรู้ได้เฉพาะสิ่งที่พวกเขาอยากให้รู้
เดอ ฟรีส ชี้ว่าในระดับโลกแล้วกลุ่มทุนเทคโนโลยีไม่ได้มีท่าทีเพิกเฉยเท่านั้น แต่ยังทุ่มสรรพกำลังเพื่อ "ล็อบบี้" หรือเจรจาเพื่อต่อต้านกฎหมายบังคับเปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากรในหลายพื้นที่ทั่วโลก
ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับสถานการณ์ในประเทศไทยในมุมมองของ ดร.สมนึก ซึ่งระบุว่าการใช้สัญญาปกปิดความลับ (Non-Disclosure Agreement - NDA) อย่างเข้มงวด และการเร่งก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งต่าง ๆ ให้เสร็จภายในไม่ถึงปี มักไม่ใช่เพื่อรักษาความลับทางการค้า แต่เป็นยุทธวิธีเพื่อ "หลบเลี่ยงการต่อต้านจากชุมชน" ให้โครงการเดินหน้าก่อนที่คนในพื้นที่จะรู้ตัว
ผอ.ฝ่ายวิจัย EEC Watch ยังระบุด้วยว่า การที่ขนาดกำลังไฟฟ้าและปริมาณการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ทำให้ชุมชนโดยรอบไม่ทราบความเสี่ยงของตนเอง และไม่สามารถตรวจสอบได้ว่านโยบายด้านน้ำและพลังงานของรัฐมีความพร้อมมากเพียงใด
ท้ายที่สุด ดร.สมนึก ตั้งคำถามว่า โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่กำลังผลิบานจนก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านทรัพยากรในวงกว้างนี้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของประชาชนภายในประเทศมากน้อยเพียงใด
"เราควรจะต้องถามเขาว่า เขามาตั้งที่นี่ ผู้ใช้ปลายทาง (end user) เขาอยู่ที่ไหน ใครคือผู้ใช้งาน ไม่ใช่ว่า 'อ๋อ ที่นี่ไม่มีใครใช้ระบบของ (ดาต้าเซ็นเตอร์) อันนี้เลย' แต่คนที่ใช้จริง ๆ อยู่อเมริกา ถามว่าแล้วประเทศไทยเราได้อะไร" เขาตั้งคำถาม
"เราก็เป็นที่ที่เขามาดึงทรัพยากรไป... เหมือนกัน ประเทศไทยหนักกว่ายุโรปอีก คือทั้งหมดนี้ไม่ใช่เทคโนโลยีเรา แล้วเราได้[ประโยชน์]เพียงนิดเดียว ที่เหลือคนกี่ร้อยล้านคนมาบริโภค (consume) พลังงานจากเราไป มาบริโภคน้ำจากเราไป"































