ทรัมป์ต้องการจะยุติสิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิด แล้วปัจจุบันประเทศอื่น ๆ มีจุดยืนเรื่องนี้อย่างไร ?

    • Author, ลูอิส บาร์รูโช
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
  • Published
  • เวลาอ่าน: 3 นาที

คำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการจะยุติสิทธิการเป็นพลเมืองสหรัฐฯ โดยกำเนิด ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการต่อไปได้ ในขณะที่คดีความเกี่ยวกับคำสั่งนี้ยังอยู่ในกระบวนการในชั้นศาล

คำตัดสินของศาลฎีกาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้ระงับอำนาจของผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางที่จำกัดคำสั่งของประธานาธิบดี ทำให้นโยบายเกี่ยวกับสิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิดสามารถเริ่มได้ในอีก 30 วัน

เป็นระยะเวลาเกือบ 160 ปีมาแล้ว ที่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ครั้งที่ 14 ได้บัญญัติหลักการที่ว่าใครก็ตามที่กำเนิดในประเทศถือให้เป็นพลเมืองของสหรัฐฯ

แต่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามควบคุมจำนวนผู้อพยพ ทรัมป์กำลังหาทางปฏิเสธการให้สัญชาติต่อลูกของผู้อพยพที่เข้าประเทศมาอย่างผิดกฎหมายหรือเข้ามาด้วยวีซ่าชั่วคราว

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวดูเหมือนว่าจะได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนด้วย จากผลสำรวจเมื่อเดือน ม.ค. โดยวิทยาลัยเอเมอร์สัน (Emerson College) พบว่ากลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกันส่วนใหญ่สนับสนุนทรัมป์ มากกว่าที่จะต่อต้านเขาในเรื่องนี้

แต่นโยบายนี้เป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับกฎหมายเกี่ยวกับการเป็นพลเมืองในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ?

สิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิดทั่วโลกเป็นอย่างไร

สิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิด หรือ "การได้สัญชาติด้วยหลักดินแดน" (jus soli) ไม่ใช่บรรทัดฐานสากลทั่วโลก

สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในราว ๆ 30 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในทวีปอเมริกา ที่ให้สิทธิการเป็นพลเมืองโดยอัตโนมัติสำหรับใครก็ตามที่เกิดในพรมแดนของประเทศตนเอง

ในทางกลับกัน หลายประเทศในเอเชีย ยุโรป และบางส่วนของแอฟริกา ยึดถือ "หลักสืบสายโลหิต" (jus sanguinis) ซึ่งเด็กจะได้รับสัญชาติสืบต่อจากพ่อแม่ ไม่ว่าจะเกิดที่ไหนก็ตาม

ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ก็ใช้ทั้งสองหลักการนี้ผสมผสานกัน โดยให้สัญชาติกับลูกของผู้ที่พำนักอาศัยในประเทศอย่างถาวรด้วย

จอห์น สเกรนท์นี ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เมืองซานดิเอโก มองว่า แม้สิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิด หรือ หลักการสิทธิโดยแผ่นดิน จะเป็นเรื่องปกติในทวีปอเมริกา แต่ "แต่ละรัฐชาติก็มีแนวทางเฉพาะที่แตกต่างกันไป"

"ตัวอย่างเช่น บางรัฐก็รวมทาสและอดีตทาสด้วย ในขณะที่บางรัฐไม่นับรวม ประวัติศาสตร์มันซับซ้อน" เขาระบุ โดยในสหรัฐฯ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขสถานะทางกฎหมายของทาสที่ได้รับการปลดปล่อย

อย่างไรก็ตาม สเกรนท์นีแย้งว่า สิ่งที่เกือบทุกรัฐมีเหมือนกันคือ "การสร้างรัฐชาติจากอดีตอาณานิคม"

"พวกเขาต้องมียุทธศาสตร์ในการเลือกว่าจะรวมใครเข้ามาหรือกันใครออกไป และต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้สามารถปกครองรัฐชาตินั้นได้" เขาอธิบาย "สำหรับการให้สิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิดของหลาย ๆ รัฐชาตินั้น โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเกิดในพรมแดน มันถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ของการสร้างรัฐ"

"สำหรับบางประเทศ นี่ถือเป็นการดึงดูดการอพยพมาจากยุโรป ส่วนในประเทศอื่น ๆ ก็เป็นการทำให้แน่ใจว่าประชากรพื้นเมือง อดีตทาส และลูก ๆ ของพวกเขา จะได้เป็นสมาชิกของรัฐนั้นอย่างเต็มตัว ไม่ใช่ถูกทิ้งให้เป็นบุคคลไร้รัฐ นี่จึงเป็นกลยุทธ์เฉพาะสำหรับช่วงเวลาเฉพาะเจาะจงในระยะหนึ่ง และช่วงเวลานั้นอาจจะผ่านไปแล้ว"

นโยบายที่เปลี่ยนไปและข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้น

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศได้ปรับเปลี่ยนกฎหมายการเป็นพลเมือง โดยจำกัดวงหรือเพิกถอนการให้สิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิด จากข้อกังวลเรื่องผู้อพยพ อัตลักษณ์ประจำชาติ และสิ่งที่เรียกว่า "การท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตร" (birth tourism) หรือ "ทัวร์คุณแม่" ที่คนท่องเที่ยวไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อจะคลอดลูกโดยเฉพาะ

ยกตัวอย่างเช่น อินเดีย ที่เคยให้สิทธิการเป็นพลเมืองโดยอัตโนมัติแก่ใครก็ตามที่เกิดบนผืนแผ่นดินของประเทศ แต่เมื่อช่วงเวลาผ่านไป ความกังวลเกี่ยวกับการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยเฉพาะจากบังกลาเทศ จึงนำมาสู่การออกข้อจำกัดในเรื่องนี้ในเวลาต่อมา

ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2004 เด็กที่เกิดในอินเดียจะนับว่าเป็นพลเมืองก็ต่อเมื่อทั้งพ่อและแม่เป็นชาวอินเดีย หรือหากพ่อหรือแม่เป็นชาวอินเดีย แต่อีกคนเป็นชาวต่างชาติ จะถือว่าเป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย

หลายประเทศในแอฟริกาซึ่งเคยยึดหลักการสิทธิโดยแผ่นดินภายใต้ระบบกฎหมายยุคอาณานิคมก็ยกเลิกหลักการนี้ภายหลังได้รับอิสรภาพ ปัจจุบันหลายประเทศกำหนดให้ต้องมีพ่อหรือแม่เป็นพลเมือง ไม่ก็ต้องเป็นผู้พำนักถาวรในประเทศ

สิทธิการได้เป็นพลเมืองยิ่งถูกจำกัดเข้มงวดในหลายประเทศเอเชีย ซึ่งส่วนใหญ่จะยึดถือจากเชื้อสาย เช่นที่พบได้ในประเทศจีน มาเลเซีย และสิงคโปร์

ขณะที่ในยุโรปก็เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยไอร์แลนด์เป็นประเทศสุดท้ายในภูมิภาคนี้ที่ให้สิทธิโดยแผ่นดิน (jus soli) อย่างไม่จำกัด

ทว่าไอร์แลนด์ก็ยกเลิกนโยบายดังกล่าวไปหลังการสำรวจในเดือน มิ.ย. 2004 พบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 79% รับรองให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยกำหนดให้มีอย่างน้อยพ่อหรือแม่เป็นพลเมือง เป็นผู้พำนักอาศัยถาวร หรือเป็นผู้อยู่อาศัยชั่วคราวตามกฎหมาย

โดยรัฐบาลไอร์แลนด์ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากมีหญิงต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวที่ไอร์แลนด์เพื่อคลอดลูกโดยเฉพาะ เพื่อให้ลูกมีสิทธิทำพาสปอร์ตของสหภาพยุโรป

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นสาธารณรัฐโดมินิกันเมื่อปี 2010 เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้กำหนดการให้สิทธิการเป็นพลเมืองใหม่โดยไม่รวมลูกของผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร

คำตัดสินของศาลฎีกาในปี 2013 ซึ่งมีผลย้อนหลังไปถึงปี 1929 ได้ถอนสัญชาติโดมินิกันกับคนหลายหมื่นคนซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อสายเฮติ ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนเตือนว่านี่อาจทำให้คนจำนวนมากกลายเป็นคนไร้รัฐ เพราะพวกเขาไม่มีเอกสารของเฮติเช่นกัน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกองค์การสิทธิมนุษยชนนานาชาติหลายแห่งและศาลสิทธิมนุษยชนแห่งทวีปอเมริกา (Inter-American Court of Human Rights) ออกมาประณามอย่างกว้างขวาง

ผลจากการทักท้วงของสาธารณชน ทำให้สาธารณรัฐโดมินิกันผ่านกฎหมายในปี 2014 ที่ตั้งระบบในการให้สถานะการเป็นพลเมืองกับลูกของผู้อพยพที่เกิดในโดมินิกัน เพื่อเอื้อชาวเชื้อสายเฮติโดยเฉพาะ

สเกรนท์นีมองการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์โลก "เรากำลังอยู่ในยุคของการอพยพครั้งใหญ่และการเดินทางที่ง่ายดาย แม้ทางทะเลก็ตาม ตอนนี้ใคร ๆ ก็สามารถวางกลยุทธ์เกี่ยวกับสถานะพลเมืองได้ นั่นคือสาเหตุว่าทำไมตอนนี้มันถึงกำลังเป็นที่ถกเถียงในสหรัฐฯ

ความท้าทายทางกฎหมาย

ภายในหลักชั่วโมงหลังจากคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ ก็เกิดการฟ้องร้องจากรัฐและเมืองต่าง ๆ ที่บริหารโดยพรรคเดโมแครต กลุ่มสิทธิพลเมือง และบุคคลทั่วไป

ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางสามคนตัดสินแย้งกับทรัมป์ โดยออกคำสั่งห้ามทั่วประเทศเพื่อจำกัดไม่ให้คำสั่งของทรัมป์มีผลทางกฎหมาย

นักวิชาการด้านกฎหมายจำนวนมากเห็นด้วยว่าทรัมป์ไม่สามารถยุติสิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิดด้วยการใช้คำสั่งฝ่ายบริหารได้

ทว่า ในวันที่ 27 มิ.ย. ที่ผ่านมา ชัยชนะกลับมาอยู่ข้างประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อศาลฎีกาตัดสินตรงกันข้ามกับผู้พิพากษาของรัฐบาลกลาง ทำให้คำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ที่จะยุติการให้สิทธิพลเมืองโดยกำเนิดมีผลในหนึ่งเดือน

โดยความเห็นของศาลที่อ่านโดย เอมี โคนีย์ บาร์เร็ตต์ ผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยม ระบุว่า "คำสั่งห้ามโดยสากลมีแนวโน้มที่จะเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่สภาคองเกรสให้อำนาจศาลรัฐบาลกลางไว้"

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกายังเปิดช่องให้ศาลในลำดับต่ำกว่าสามารถพิจารณาลดทอนผลกระทบต่อผู้ที่มีสิทธิ์ฟ้องร้องได้

โดยธรรมเนียมแล้ว รัฐต่าง ๆ ในสหรัฐฯ รับผิดชอบในการประมวลผลสูติบัตรอยู่แล้ว แต่หลายรัฐก็ไม่ได้บันทึกสัญชาติของพ่อและแม่ของเด็กไว้ ซึ่งรัฐที่บริหารโดยพรรคเดโมแครตก็คงไม่รีบร้อนที่ทำเช่นนั้น ไม่ว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์จะต้องการอย่างไรก็ตาม

และผู้พิพากษา เอมี โคนีย์ บาร์เร็ตต์ ที่ระบุในคำวินิจฉัยแทนเสียงข้างมาก ก็ยังเปิดช่องให้รัฐต่าง ๆ สามารถยื่นคำร้องปิดกั้นคำสั่งเกี่ยวกับสิทธิพลเมืองโดยกำเนิดของทรัมป์ได้ หากเห็นว่ามีความจำเป็น ซึ่งนั่นทำให้เกิดการต่อสู้ทางกฎหมายครั้งใหญ่

"จากมุมมองของรัฐต่าง ๆ ภัยคุยคามที่พวกเขาเผชิญ ทั้งความเสียหายทางการเงิน ภาระทางการบริหารที่เชื่อมโยงกับโครงการสวัสดิการที่พึ่งพาพลเมือง จะไม่สามารถแก้ไขได้เลยหากไม่มีการประกาศห้ามการบังคับใช้คำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order)" บาร์เร็ตต์ ระบุในคำวินิจฉัย

"ศาลต่าง ๆ ที่อยู่ในลำดับต่ำกว่า ควรจะสามารถตัดสินได้ว่าเหมาะควรที่จะจำกัดคำสั่งหรือไม่ ดังนั้นเราจะให้พวกเขาเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้รวมถึงข้อโต้แย้งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย"

ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์มองการตัดสินของศาลเมื่อวันศุกร์เป็น "ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่"

เขากล่าวเสริมว่า "การหลองลวงเรื่องสิทธิพลเมืองโดยกำเนิด" เป็นสิ่งที่ "กระทบทางอ้อมอย่างหนัก" และบอกว่าการตัดสินใจของเขาจะช่วยป้องกัน "การหลอกลวงในกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองของเรา"

แพม บอนดี อัยการสูงสุดของทรัมป์ ระบุเมื่อวันศุกร์ว่า ศาลฎีกาจะตัดสินเพิ่มเติมว่าสหรัฐฯ จะยุติการให้สิทธิพลเมืองโดยกำเนิดภายในเดือน ต.ค. ได้หรือไม่ ในการพิจารณาครั้งถัดไป

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านกฎหมายส่วนใหญ่เชื่อว่า มีแนวโน้มที่คำสั่งของทรัมป์ดังกล่าวจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในการพิจารณาเพิ่มเติมของศาล

ผู้พิพากษา โซเนีย โซโตเมเยอร์ ระบุในคำวินิจฉัยแย้งของเธอว่า สิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิดนั้นเป็น "กฎหมายของแผ่นดิน" ซึ่งคำสั่งของทรัมป์ "ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างเห็นได้ชัด"

ขณะที่แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว บอกกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันศุกร์ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ คาดหวังว่า ศาลฎีกาจะเห็นด้วยกับพวกเขาและยังคงให้คำสั่งของทรัมป์มีผลในเดือน ต.ค. นี้

รายงานเพิ่มเติมโดย แอนโทนี ชูร์เคอร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซี ประจำอเมริกาเหนือ