"ถ้าเราไม่ปรับตัว เราคงอยู่ในสังคมไม่ได้" ฟังเสียงศิษย์เก่าอุเทนถวาย ที่ไม่อยากให้รุ่นน้องย้ายออก

ที่มาของภาพ, thai news pix
"เพื่อพัฒนาธุรกิจหรือเพื่อการศึกษา" คือคำถามจากศุภชัย ลิ้มพิพัฒน์โสภณ นายกสมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย ที่ถามไปยังสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อกรณีข้อพิพาทที่ดินระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย
ภาพการเดินประท้วงของศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย จำนวนนับพันคน เมื่อวันที่ 27 ก.พ. เพื่อแสดงเจตจำนงคัดค้านการย้ายเขตพื้นที่อุเทนถวาย เป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญครั้งหนึ่งต่อกรณีข้อพิพาทที่ดินกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
"อยากให้ยินยอมอยู่ร่วมกัน แต่จะอย่างไรนั้น ต้องมาว่ากัน เพราะว่าเป็นสถานศึกษา เป็นโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง มันน่าจะอยู่ร่วมกันได้ เพราะระหว่างอุเทนกับจุฬาฯ อยู่ด้วยกันมา 90 ปี แล้ว" ศุภชัย ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นนักศึกษาช่างก่อสร้างในสถาบันอุเทนถวาย เมื่อช่วงปี 2528 กล่าวกับบีบีซีไทย
ข้อพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างอุเทนถวาย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2518 ทว่าจุดเปลี่ยนสำคัญ เกิดขึ้นเมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้อุเทนถวายย้ายออกจากพื้นที่ เมื่อเดือน ธ.ค. 2565 โดยจะต้องดำเนินการภายใน 60 วันหลังจากมีคำสั่ง อย่างไรก็ตาม ผ่านมานับปีจนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่ได้มีการดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าว
ศิษย์เก่า-รุ่นพี่ ขอพื้นที่ให้สถานศึกษา
ในฐานะศิษย์เก่า ศุภชัย ยืนยันว่าการใช้ที่ดินผืนนี้ของอุเทนถวาย เป็นการใช้ประโยชน์ทางการศึกษา โดยเขาได้อ้างถึงพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานที่ดินเพื่อใช้เฉพาะกิจการการศึกษาวิชาช่างให้เป็นโรงเรียนสำหรับช่างก่อสร้างแห่งแรกของประเทศ
"เราคงจะต้องขอเรียนที่นี่ และอยู่ที่นี่ แต่ในทางกลับกัน เราก็ไม่ขัดขืนต่อความถูกต้อง เราอยากให้ทางคณะรัฐมนตรี ตั้งโต๊ะขึ้นมาไกล่เกลี่ยกัน ระหว่าง จุฬาฯ กับอุเทนฯ มาคุยกัน เพราะตรงนี้เป็นสถานศึกษา และเป็นสมบัติของชาติที่ทุกคนจะต้องรักษาไว้ แต่เพียงแต่ว่าเราจะอยู่กันอย่างไร"
ปัญหาที่ดินระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและอุเทนถวาย ดำเนินมาอย่างยาวนาน แต่การขอคืนพื้นที่อุเทนถวายเป็นผลมาจากแผนแม่บทการจัดการที่ดิน 1,153 ไร่ โดยที่ในแผนแม่บทดังกล่าว ระบุถึงการขอคืนพื้นที่อุเทนถวาย จำนวน 20 ไร่ 3 งาน 29 ตารางวา ที่อุเทนถวายทำสัญญาเช่าเป็นเวลา 68 ปี ตั้งแต่ปี 2478-2546 เพื่อขยายเขตพื้นที่การศึกษาตามโครงการพัฒนา
ทว่าในทัศนะของศุภชัย มองว่า จากโครงการพัฒนาโดยรอบจุฬาฯ ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นย่านสามย่าน สวนหลวง ในเขตปทุมวัน ที่มีการย้ายโรงเรียนของ กทม. รวมทั้งชุมชนบางส่วนออกไป และเปลี่ยนเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ สะท้อนให้เห็นว่า สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ มีแนวคิดในการจัดการพื้นที่ที่เน้นผลประโยชน์ทางธุรกิจมากกว่า และเขาไม่เชื่อว่า เหตุผลที่สำนักงานทรัพย์สินของจุฬาฯ อ้างว่า ขอคืนพื้นที่เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการศึกษา อาจไม่เป็นเช่นนั้น
"ท่านเป็นสถานที่ศึกษาที่เดียวที่รวยที่สุดในประเทศไทยแล้ว... ทรัพย์สิน จุฬาฯ เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการพัฒนาธุรกิจมากกว่าการศึกษา" ศุภชัย กล่าว "ที่ดิน 1,000 กว่าไร่ จุฬาฯ ไม่มีที่เล่าเรียนแล้วจริงหรือ จุฬาฯ มีที่เล่าเรียนพอไหม ทุกวันนี้ ที่จอดรถ อะไรเต็มไปหมด แล้วมาอ้างว่าต้องการพื้นที่คืนเพื่อสถานศึกษา มันจริงหรือที่จุฬาฯ ไม่มีสถานที่สำหรับศึกษา"

ที่มาของภาพ, thai news pix
รุ่นพี่ขอรุ่นน้องปรับตัวตามเสียงสังคม
ปัญหานักศึกษาคู่อริสองสถาบันระหว่างอุเทนถวาย และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน หรือที่รู้จักกันในชื่อช่างกลปทุมวัน ใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายจนกระทั่งบางกรณีเกิดการเสียชีวิต เป็นปัจจัยเร่งประการหนึ่งที่ทำให้ปมการให้อุเทนถวายย้ายออกจากพื้นที่ กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา
ศุภชัย ยอมรับว่า ปัญหานักศึกษาตีกันมีส่วนต่อเรื่องการให้ย้ายเช่นกัน แต่การแก้ไขด้วยการให้ย้ายสถานศึกษา อาจไม่ใช่หนทางที่สามารถแก้ปัญหาได้จริง เขาได้ยกตัวอย่างสถาบันระดับอาชีวะในย่านมีนบุรีและประชาชื่น ที่แม้ว่า "อยู่ไกลแค่ไหน ก็กระทบกระทั่งกันได้"
อย่างไรก็ดี เขาสนับสนุนแนวทางการลดความรุนแรงต่อกันระหว่างสองสถาบัน
ศุภชัย เปิดเผยว่า ในฐานะศิษย์เก่า เขากำลังอยู่ระหว่างการสานสัมพันธ์กับสถาบันช่างกลปทุมวัน โดยได้มีการหารือร่วมกันทั้งในระดับสมาคมศิษย์เก่า และระดับสโมสรนักศึกษาซึ่งเป็นศิษย์ปัจจุบัน ซึ่งจัดไปแล้ว 3-4 ครั้ง และเตรียมขยายกิจกรรมสานสัมพันธ์ไปยังนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง นอกจากนี้ เขายังเห็นว่า การปรับตัวและฟังเสียงของสังคมก็เป็นเรื่องที่สำคัญ และอยากขอโอกาสกับสังคมให้นักศึกษารุ่นน้องได้ปรับตัว
"ถ้าเราไม่ปรับตัว เราคงอยู่ในสังคมไม่ได้ ฉะนั้น อยากจะขอโอกาสให้อุเทนถวายได้ปรับตัว" ศุภชัย กล่าว
"มันเป็นตำนานแล้ว ระหว่างอุเทนถวายและช่างกลปทุมวัน เราเป็นที่หนึ่งช่างก่อสร้างของประเทศ และวันนี้เราต้องยอมรับว่า เราโดนสังคมบีบคั้นและโลกก็เปลี่ยนไปแล้ว ถ้าเราจะอยู่อย่างนี้ ช่างกล (ปทุมวัน) ก็อยู่ไม่ได้ ช่างก่อสร้างก็อยู่ไม่ได้ ถ้าอยากจะอยู่ด้วยกัน เราคงจะต้องเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงโดยการอยู่ด้วยกัน และเราก็ทำสิ่งดี ๆ ให้บ้านเมืองไปพร้อมกัน" ศุภชัย กล่าวถึงสิ่งที่ต้องการฝากไปยังรุ่นน้องอุเทนถวาย
"การกระทบกระทั่งของวัยรุ่นมันคงยังมี แต่ทำยังไงให้มีน้อยที่สุด อันนั้นคือความสำเร็จ"

ที่มาของภาพ, thai news pix
ความเป็นมาข้อพิพาท
ปัญหาที่ดินระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอุเทนถวาย ดำเนินมาอย่างยาวนาน แต่การขอคืนพื้นที่อุเทนถวาย เป็นจุดประสงค์ที่เป็นไปตามแผนแม่บทการจัดการที่ดิน 1,153 ไร่ ของสำนักงานจัดการทรัพย์สินแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยที่ในแผนแม่บทดังกล่าว ระบุถึงการขอคืนพื้นที่อุเทนถวาย จำนวน 20 ไร่ 3 งาน 29 ตารางวา ที่อุเทนถวายทำสัญญาเช่าเป็นเวลา 68 ปี ตั้งแต่ปี 2478-2546
แผนแม่บทดังกล่าวออกแบบการใช้ประโยชน์เป็น 3 ส่วน ได้แก่ ใช้เพื่อการศึกษา 52%, ใช้เพื่อประโยชน์ของส่วนราชการอื่นและบริการสาธารณะ 18% และใช้เพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ 30%
ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ) เคยรายงานไว้ว่า พื้นที่ใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษา 52% ถูกตั้งเป้านำมาใช้ประโยชน์ด้านการศึกษาอย่างเต็มรูปแบบภายใต้โครงการศูนย์นวัตกรรมงานสร้างสรรค์เพื่อชุมชนยั่งยืน
แต่อุปสรรคในการพัฒนาพื้นที่เหล่านี้ คือพื้นที่ของอุเทนถวายจำนวนกว่า 20 ไร่ และที่ผ่านมา จุฬาฯ เคยนำหลักฐานการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ผ่านสัญญาเช่าที่อุเทนถวายทำไว้กับจุฬาฯ เป็นเวลา 68 ปี ตั้งแต่ปี 2478-2546 โดยจุฬาฯ ขอคืนพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2518
สำหรับการดำเนินการขอคืนพื้นที่ จุฬาฯ ได้ประสานกับกระทรวงศึกษาธิการ และกรมธนารักษ์ ขอความอนุเคราะห์จัดหาพื้นที่ให้อุเทนถวาย จนกระทั่งในปี 2545 กรมธนารักษ์จัดหาพื้นที่ให้จำนวน 36 ไร่ ใน อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โดยคณะรัฐมนตรีจัดสรรงบประมาณให้เพื่อการก่อสร้างและขนย้ายประมาณ 200 ล้านบาท
ต่อมาอุเทนถวายได้ทำบันทึกข้อตกลงกับจุฬาฯ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2547 จะขนย้ายและส่งมอบพื้นที่คืนให้จุฬาฯ ภายในวันที่ 30 ก.ย. 2548 หากจำเป็นก็จะผ่อนผันให้ไม่เกิน 1 ปี
ต่อมาในปี 2548 ได้ทำบันทึกข้อตกลงว่า อุเทนถวายจะย้ายไปก่อสร้างในสถานที่ใหม่ที่ จ.สมุทรปราการ แต่ทว่ายังไม่มีการย้ายเกิดขึ้น
ปี 2550 สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาชี้ขาดยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติ ข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและการดำเนินคดี (กยพ.) และมีมติชี้ขาดให้อุเทนถวายขนย้ายทรัพย์สิน และคืนพื้นที่ให้จุฬาฯ และชำระค่าเสียหาย ในปี 2552

ที่มาของภาพ, thai news pix
อย่างไรก็ตาม ทางอุเทนถวาย ไม่ยอมรับการตัดสินของ กยพ. พร้อมกับยืนยันว่า ทางคณาจารย์ บุคลากร ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ไม่เคยรับทราบเกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงกับจุฬาฯ เรื่องการขนย้ายและส่งมอบพื้นที่คืนให้จุฬาฯ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2547 ที่รักษาการผู้อำนวยการวิทยาเขตไปลงนามมาก่อน
กระทั่งในเดือน ธ.ค. ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้อุเทนถวายย้ายออกจากพื้นที่ โดยจะต้องดำเนินการภายใน 60 วันหลังจากมีคำสั่ง
ในส่วนของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ) รายงานเมื่อปี 2556 ว่า กลุ่มศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และสโมสรนักศึกษาอุเทนถวาย ที่รวมตัวในกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า "คณะพิทักษ์สิทธิ์เพื่อการศึกษาอุเทนถวาย (คพศ.)" ได้นำหลักฐานที่อ้างว่า อุเทนถวายก่อตั้งตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่ปี 2465 โดยมีหลักฐานยืนยันว่า รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานเงินการพระราชกุศลถาวรวัตถุสำหรับงานพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย จำนวน 10,000 บาท ให้สร้างโรงเรียนนักเรียนเพาะช่าง
เร่งย้ายอุเทนถวาย แก้ปัญหาความรุนแรงระหว่างสถาบันคู่อริ?
เหตุการณ์อดีตนักศึกษาอุเทนถวาย แทงนักศึกษาช่างกลปทุมวันเสียชีวิตหน้ารั้วสถาบัน ในช่วงปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ต่อเนื่องจากเหตุไล่ยิงกลุ่มนักศึกษาอุเทนถวาย แต่กระสุนพลาดไปโดนครูหญิงของโรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์เสียชีวิต เมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว เป็นเหตุความรุนแรงในหมู่นักศึกษาอาชีวะที่อยู่ในความสนใจของสังคม
กรณีนี้ทำให้ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยมาตรการแก้ไขมาตรการหนึ่ง ได้แก่ การสั่งห้ามอุเทนถวาย รับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในปีการศึกษา 2567 เพื่อให้เร่งย้ายสถานที่เรียนไปวิทยาเขตอื่น ตามคำสั่งศาลปกครอง
"อุเทนถวายต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล เขาก็ต้องย้ายไปที่วิทยาเขตที่อื่น ไม่ถึงกับว่า กรอบเวลาต้องกี่สัปดาห์ แต่ต้องเร็วที่สุด และก็อย่างน้อยก็ต้องไม่รับเด็กปี 1 ใหม่แล้ว" น.ส.ศุภมาส กล่าว เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา
"เมื่อไม่ได้ปะทะกันซึ่งหน้า โอกาสเกิดความรุนแรงก็น่าจะน้อยลงมาก ๆ เพราะไม่รู้จะไปหากันที่ไหน เพราะแยกย้ายกันไปหมดแล้ว" รัฐมนตรีกระทรวง อว. ระบุ

ที่มาของภาพ, thai news pix
อย่างไรก็ดี ต่อมารัฐมนตรีกระทรวง อว. ได้ออกมาชี้แจงภายหลังว่า ยังให้รับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เช่นเดิม แต่ให้เปิดรับในวิทยาเขตอื่นแทน พร้อมทำแผนย้ายคณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ไปสถานที่ใหม่ย่านมีนบุรี
ด้านตัวแทนนักศึกษาปัจจุบันและศิษย์เก่าอุเทนถวาย จำนวน 5 คน เข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวง อว. วานนี้ (27 ก.พ.) โดยยื่นข้อเรียกร้อง 6 ข้อ ต่อกระทรวง อว. อาทิ คัดค้านการย้ายอุเทนถวายออกจากที่ดินพิพาท ขอให้มีการออกหนังสือแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินการและปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อเรียกร้อง โดยแต่งตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่ายสัดส่วนเท่ากัน
ทางด้าน น.ส.ศุภมาส ระบุว่า กระทรวง อว. จะรับประเด็นไว้เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเพื่อหาทางคลี่คลายปัญหาโดยเร็วที่สุด แต่การแก้ไขปัญหาจะต้องเคารพและยึดหลักของกฎหมาย โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาของประเทศเป็นสำคัญ พร้อมระบุว่า การเปิดรับนักศึกษาในปีการศึกษา 2567 ยังคงเปิดรับตามปกติ แต่ให้มีการบริหารจัดการการเรียนการสอนเพื่อให้สอดรับกับแผนการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่ได้กำหนดไว้































