วสันต์ประกาศสู้คดีช่วยนิพนธ์ ไม่เกรงใจ-ไม่ชื่นชม “ป.ป.ช. ชุดนาฬิกายืมเพื่อน”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
หัวหน้าทีมทนายความของนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ประกาศความพร้อมในการต่อสู้คดีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีไม่เบิกจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ให้บริษัทเอกชน เมื่อครั้งเป็นนายก อบจ.สงขลา โดยงัดคำพิพากษาศาลฎีกาที่ว่า “การทำสัญญาที่เกิดขึ้นจากการฮั้วประมูล สัญญาเป็นโมฆะ”
ผลจากการปฏิบัติหน้าที่เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน กำลังย้อนกลับมาหลอกหลอนนายนิพนธ์ รมช.มหาดไทย ในสังกัดพรรคประชาธัปีตย์ (ปชป.) และอาจทำให้เขาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบัน
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทางอาญานายนิพนธ์ จากกรณีละเว้นไม่เบิกจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ให้แก่บริษัท พลวิศว์ เทคพลัส จำกัด วงเงิน 50.8 ล้านบาท เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา
สถานะทางการเมืองของนายนิพนธ์จะชัดเจนก็ต่อเมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางรับคดีนี้ไว้พิจารณา และมีคำสั่งให้เขาหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามที่ ป.ป.ช. ร้องขอ โดย ป.ป.ช. นัดส่งฟ้องคดี 5 ก.ย. นี้ หรือไม่ก็รอฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คดีขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ 14 ก.ย. ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากกรณีเดียวกัน
ในระหว่างการแถลงข่าว 33 นาที นายนิพนธ์กล่าวเพียงว่า วันนี้ไม่ขอพูดอะไร เพราะพูดเรื่องนี้มามากพอสมควรแล้ว
ด้านนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะหัวหน้าทีมทนายความของนายนิพนธ์ สรุปความเป็นมาของคดีซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2556 เมื่อ อบจ.สงขลา ต้องการซื้อรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ 2 คัน มูลค่ากว่า 40 ล้านบาท มีการเปิดประมูล ทำสัญญา และส่งมอบรถในช่วงนายก อบจ.สงขลา คนก่อน ต่อมาเมื่อนายนิพนธ์เข้ารับหน้าที่ มีเรื่องร้องเรียนขอให้ตรวจสอบ “สงสัยว่าจะมีการฮั้วประมูล” จึงทำเรื่องถึงผู้ว่าราชการสงขลา และทางจังหวัดขอให้ระงับการจ่ายเงินไว้ก่อน อบจ. จึงไม่จ่ายเงิน และยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. ว่ามีการฮั้วประมูลด้วย

ที่มาของภาพ, Thai news Pix
ขณะนี้บริษัทที่ถูกกล่าวหาว่าฮั้ว พนักงานอัยการได้ฟ้องเป็นคดีอาญาต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 แล้ว ได้ข่าวว่าจำเลยบางคนหลบหนีไปต่างประเทศ แต่คดียังค้างพิจารณา
นอกจาก อบจ.สงขลา จะแจ้งความ ปรากฏว่า ป.ป.ช. เองก็ให้เจ้าหน้าที่ไปแจ้งความกล่าวโทษบริษัทเหล่านั้นในข้อหาฮั้วประมูลเช่นกัน “เบื้องต้น ป.ป.ช. ต้องมีความเห็นแล้วว่าพวกนี้ฮั้วประมูลจริง”
ในอีกทางหนึ่ง บริษัทผู้ขายได้ร้อง ป.ป.ช. กล่าวหาว่านายก อบจ.สงขลา กลั่นแกล้ง ไม่ยอมเบิกจ่ายเงินให้ และฟ้องศาลปกครอง บังเอิญศาลเห็นว่าไม่มีหลักฐานว่าฮั้ว พิพากษาให้ อบจ.สงขลา จ่ายเงิน แต่ต่อมาทาง อบจ. ได้ยื่นฟ้องศาลปกครองสูงสุดพร้อมหลักฐานเพิ่มเติมเรื่องบริษัทคู่เทียบมีการฮั้วประมูล แต่ศาลยังไม่ได้รับคำร้อง
นายวสันต์ได้อ้างถึงแนวบรรทัดฐานของศาลฎีกาที่วางไว้ว่า “การทำสัญญาที่เกิดขึ้นจากการฮั้วประมูล สัญญาเป็นโมฆะ เพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน” ซึ่งเป็นคำพิพากษาที่ตัดสินก่อนมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 หรือที่รู้จักในชื่อ “พ.ร.บ.ฮั้ว”
“ถ้านายก อบจ. สั่งจ่ายเงินที่เป็นตามสัญญาโมฆะผิดไหมครับ ผิด สัญญาที่เป็นโมฆะ คู่กรณีต้องกลับสู่ฐานะเดิม แกเอารถแกคืนไป เงินยังไม่จ่าย ถ้า อบจ. จ่ายเงินไป นายกฯ โดนแน่ อันนี้ไม่จ่ายเงิน เขาบอกว่าเป็นการกลั่นแกล้ง นี่คือ ป.ป.ช. กลั่นแกล้งใครครับ กลั่นแกล้งพวกฮั้วประมูล ตกลง ป.ป.ช. เข้าข้างพวกฮั้วประมูลหรือเปล่า ผมไม่ทราบ” นายวสันต์กล่าว
หัวหน้าทีมทนายความของนายนิพนธ์ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า คดีนี้อัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนายก อบจ.สงขลา แต่ ป.ป.ช. กลับฟ้องคดีเอง และบอกว่าจะฟ้องที่ กทม. ทั้งที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.สงขลา เหตุเกิดที่สงขลา พยานหลักฐานก็อยู่ที่สงขลา แต่ ป.ป.ช. จะฟ้องที่ กทม. “อ้างว่าจำเลยมีอิทธิพล ก็แปลกใจนะ”
“ฉะนั้นก็พร้อมสู้กันกับ ป.ป.ช. และก็ไม่ได้เกรงใจอะไร ไม่ได้ให้ความชื่นชมกับ ป.ป.ช. ชุดนาฬิกายืมเพื่อน นี่ผมไม่ได้กล่าวหาหรือแขวะใครนะ เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ” นายวสันต์กล่าว

ที่มาของภาพ, AFP/GETTY IMAGES
เขายังแสดงความมั่นใจในการทำคดีนี้ โดยระบุว่า “ถ้าผมไม่มั่นใจ ผมคงไม่รับคดี เอาเรื่องจริงไปสู้กันในศาล ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด” และ “ผมไม่ได้รับคดีอะไรที่จับฉ่ายนะ ผมก็ดูว่าเรื่องนี้พอสู้ได้ เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะพรรคพวกถูกรังแกมา”
นอกจากนี้นายวสันต์ยังยืนยันด้วยว่า เขาและนายนิพนธ์จะไปตามที่ ป.ป.ช. นัดส่งฟ้องในวันที่ 5 ก.ย. นี้แน่นอน
นายวสันต์ วัย 75 ปี เป็นอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญช่วงปี 2554-2556 ซึ่งภายหลังลาออกจากตำแหน่ง ก็ยังเป็นข้าราชการบำนาญศาลยุติธรรม ต่อมาในปี 2558 เขาขอใบอนุญาตทนายความ โดยให้เหตุผลว่า “ดูแล้วว่าสังคมไทยมีเรื่องคนที่ถูกรังแกอีกมาก ถ้าเราช่วยเหลือพรรคพวกได้ ก็ควรช่วย”
ส่วนการรับว่าความคดีนายนิพนธ์ นักกฎหมายรุ่นใหญ่ระบุว่าไม่รู้จักนายนิพนธ์เป็นการส่วนตัว แต่นายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป. อดีตรุ่นพี่คณะนิติศาสตร์ เป็นผู้แนะนำ พอได้ดูเรื่องราวก็เห็นว่ามีทางสู้
“ผมก็เห็นว่ารัฐมนตรีนิพนธ์เป็นผู้ที่ไม่ได้รับความยุติธรรม ผมจึงตกลงรับเป็นทนายให้” และ “หากรัฐมนตรีนิพนธ์เป็นฝ่ายผิด ผมคงไม่รับทำคดีให้ เพราะเสียฟอร์มเปล่า ๆ ผมเป็นทนายเงียบๆ ไม่ได้หิวแสงเหมือนกับใคร” นายวสันต์กล่าว
ไทม์ไลน์คดีรถซ่อมทาง อบจ.สงขลา
คดีรถซ่อมทางของ อบจ.สงขลา จัดเป็น “คดีมหากาพย์” ที่ยืดเยื้อยาวนานเกือบ 10 ปี โดยต่างฝ่ายต่างฟ้องคดีกันไปมา ซึ่งมีทั้งการฟ้องแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหาย การฟ้องอาญา ด้วยข้อกล่าวหาว่านายก อบจ.สงขลา (ในขณะนั้น) ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่ฝ่ายนายนิพนธ์เองก็ฟ้องกลับกลุ่มเอกชน ฐานฮั้วประมูล นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดคดีการเมืองตามมา เมื่อกระทรวงมหาดไทยออกคำสั่งปลดนายนิพนธ์พ้นเก้าอี้นายก อบจ.สงขลา หลังถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด และอาจสะเทือนต่อคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีซึ่งต้องรอการตีความโดยศาลรัฐธรรมนูญ
คดีมหากาพย์นี้มีที่มาที่ไปอย่างไร บีบีซีไทยสรุปมาไว้ ณ ที่นี้
คดีที่ฝ่ายนายนิพนธ์ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา/จำเลย/ผู้ถูกร้อง
10 เม.ย. 2556 อบจ.สงขลา ออกประกาศเรื่องการจัดซื้อรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ ชนิด 10 ล้อ เครื่องยนต์ดีเซล มีกำลังไม่น้อยกว่า 200 แรงม้า จำนวน 2 คัน งบประมาณ 51,000,000 บาท
2 พ.ค. 2556 เปิดประกวดราคาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ มีผู้รับเอกสาร 6 ราย ต่อมามีการขยายเวลาการยื่นเอกสารประมูล มีผู้ยื่นเอกสาร 2 รายคือ บริษัท เอส พี เค ออโต้เทค จำกัด และบริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ปรากฎว่าบริษัทพลวิศว์ฯ เป็นผู้ชนะการประมูลด้วยวงเงิน 50,850,000 บาท ต่ำกว่าบริษัทคู่แข่ง 50,000 บาท
31 พ.ค. 2556 อบจ.สงขลา โดยนายอุทิศ ชูช่วย นายก อบจ.สงขลา (ในขณะนั้น) ลงนามในสัญญาซื้อขายรถซ่อมบำรุงทางกับบริษัทพลวิศว์ฯ
28 ส.ค. 2556 นายนิพนธ์ บุญญามณี เข้าดำรงตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา

ที่มาของภาพ, สำนักงาน อบจ.สงขลา
8 ต.ค. 2556 บริษัทพลวิศว์ฯ ส่งมอบรถ 2 คันให้แก่ อบจ.สงขลา ซึ่งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้ตรวจรับรถทั้ง 2 คันแล้ว แล้วรายงานผลการตรวจรับให้ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปฏิบัติราชการแทนนายก อบจ.สงขลา ลงนามรับทราบแล้ว
7 ม.ค. 2557 ผู้ขายนำรถไปทดสอบตามข้อสั่งการของนายนิพนธ์ ผลการทดสอบปรากฏว่าอุปกรณ์ที่ติดตั้งมากับรถมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายและสามารถใช้งานซ่อมถนนได้
5 ก.พ. 2557 นายนิพนธ์ลงนามในหนังสือมอบอำนาจให้บริษัทพลวิศว์ฯ ไปดำเนินการจดทะเบียนรถทั้ง 2 คันให้แก่ อบจ.สงขลา
5 ก.พ. 2557 รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาส่งหนังสือมาถึง อบจ.สงขลา แจ้งว่ามีการร้องเรียนถึงความไม่โปร่งใส อาจมีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว) และให้ระงับการจ่ายเงิน พร้อมให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนี้ ซึ่งนายก อบจ.สงขลา ก็ดำเนินการตามนั้น และได้แจ้งให้บริษัทชนะการประมูลทราบเรื่อง
17 ก.พ. 2557 เจ้าหน้าที่เสนอเรื่องให้นายนิพนธ์เบิกจ่ายเงินค่ารถทั้ง 2 คันให้แก่บริษัทพลวิศว์ฯ แต่เขายังชะลอการชำระเงินตามสัญญา
28 มี.ค. 2557 และ 5 มิ.ย. 2557 บริษัทพลวิศว์ฯ ร้องเรียนกับสำนักตรวจสอบพิเศษภาค 15 (สตง.) และจังหวัดสงขลา โดยทั้ง 2 หน่วยงานแจ้ง อบจ.สงขลา ว่าให้เบิกจ่ายค่ารถ ไม่เช่นนั้นผู้ขายอาจฟ้องร้องทางราชการได้ แต่นายนิพนธ์ก็ยังไม่ยอมจ่ายเงินให้บริษัทพลวิศว์ฯ โดยอ้างว่าการเสนอราคากระทำโดยมีเจตนาไม่สุจริต มีพฤติกรรมสมยอมกัน และทำให้ไม่เป็นการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
17 มิ.ย. 2557 บริษัทพลวิศว์ฯ ยื่นฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองต่อศาลปกครองสงขลา (คดีหมายเลขแดงที่ 178/2560)
2558 บริษัทพลวิศว์ฯ ขอคืนหลักประกัน ซึ่ง อบจ.สงขลา ก็คืนให้ พร้อมระบุว่าเมื่อการจัดซื้อผิดกฎหมาย สัญญาซื้อขายจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งนี้นายนิพนธ์กล่าวว่า “บริษัทไม่ได้โต้แย้ง อบจ. แต่อย่างใด และตามกฎหมาย เมื่อเป็นโมฆะแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีการบอกเลิกสัญญา”
7 พ.ย. 2560 ศาลปกครองจังหวัดสงขลามีคำพิพากษาให้ อบจ.สงขลา ชำระเงินให้แก่บริษัทพลวิศว์ฯ เป็นเงิน 52,062,041 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา 7.5% ต่อปี ทั้งนี้ศาลปกครองจังหวัดสงขลาเห็นว่า อบจ.สงขลา ผิดสัญญา เพราะไม่ปรากฏว่ากรรมการของเอกชนผู้ชนะการประกวดราคามีความสัมพันธ์เชิงบริหาร หรือเป็นหุ้นส่วนกับเอกชนอีกรายหนึ่งที่เข้ายื่นเสนอราคา หรือมีส่วนได้ส่วนเสียสมยอมในการประกวดราคา ดังนั้นสัญญาจึงยังคงผูกพันคู่สัญญาต้องปฏิบัติตาม
7 ต.ค. 2563 ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางอาญานายนิพนธ์ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมีพฤติการณ์การกระทำการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 มาตรา 79 ให้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐานไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจ และไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนพิจารณาดำเนินการต่อไป

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
25 มิ.ย. 2564 พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย สั่งให้นายนิพนธ์พ้นจากตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา ในวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 4 ส.ค. 2556-27 มิ.ย. 2562 (คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564) หลังพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฏหมายตามสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. แต่ต่อมานายนิพนธ์ได้ยื่นเรื่องไปยังศาลปกครองเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งของ ป.ป.ช. และ มท. เนื่องจากมองว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
17 พ.ย. 2564 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องของ ส.ส.ฝ่ายค้าน ที่ยื่นเรื่องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายนิพนธ์สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (8) หรือไม่ เนื่องจากเคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ทำให้เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แต่ไม่มีคำสั่งให้นายนิพนธ์หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง แต่อย่างใด
9 มี.ค. 2565 อสส. มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีนายนิพนธ์ โดยให้เหตุผลว่า “พยานหลักฐานไม่สมบูรณ์” และมีคำสั่งให้คืนสำนวนแก่ ป.ป.ช.
9 มิ.ย. 2565 ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลปกครองจังหวัดสงขลา ให้ อบจ.สงขลา ชำระเงินทั้งต้นทั้งดอกให้บริษัทพลวิศว์ฯ โดยเห็นว่าคำอุทธรณ์ว่าสัญญาเป็นโมฆะนั้น “ฟังไม่ขึ้น” ทั้งกรณีระบุว่าบริษัททั้ง 2 แห่งที่เข้าร่วมประมูลมีพฤติกรรมสมยอมกัน รวมถึงกรณีอ้างว่าการล็อกสเปคเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการบางราย
5 ก.ค. 2565 ป.ป.ช. มีมติ 5:2 ให้ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง แทนศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 9 และขอให้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีคำสั่งให้นายนิพนธ์หยุดปฏิบัติหน้าที่ รมช.มหาดไทย หลังจาก ป.ป.ช. ยื่นฟ้องคดีด้วย
5 ก.ย. 2565 ป.ป.ช. นัดนายนิพนธ์มารายงานตัวเพื่อยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ โดยเจ้าตัวและทนายความยืนยันจะไปตามนัด หลังแจ้งขอเลื่อนนัดมารอบหนึ่งเมื่อ 18 ส.ค. 2565
14 ก.ย. 2565 ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ และอ่านคำวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายนิพนธ์สิ้นสุดลงหรือไม่

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
คดีที่ฝ่ายนายนิพนธ์เป็นผู้กล่าวหา/โจทก์/ผู้ร้อง
ผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่ตั้งขึ้นตามคำสั่ง นายกฯ นิพนธ์ พบว่ามีการฮั้วประมูลการจัดซื้อรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ เขาจึงสั่งการให้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง
30 มี.ค. 2564 พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสงขลา มีความเห็นควรสั่งฟ้องบริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด โดยนายอิทธิพล ดวงเดือน (ผู้ชนะการประมูล) และน.ส.ศศิธร ตั้งตรงคิด กรรมการบริษัท เอส พี เค ออโต้ เทค จำกัด (บริษัทคู่เทียบประมูล) ในความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอมและฮั้วประมูล อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องหาได้ร้องขอโอนสำนวนการสอบสวนจาก สภ.เมืองสงขลา ไปยังกองบังคับการปราบปรามเพื่อทำการสอบสวนแทน
9 ก.ย. 2564 กองกำกับการ 6 กองบังคับการปราบปราม สรุปสำนวนการสอบสวนว่าผู้ต้องหากับพวกในคดีนี้ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาจริง และได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปยัง ป.ป.ช.
ในระหว่างนี้มีการขยายผลไปตรวจสอบการประมูลจัดซื้อรถซ่อมบำรุงทางของ อบจ.สงขลา จำนวน 2 คัน เมื่อ ก.ค. และ ก.ย. 2555 (สมัยนายอุทิศ ชูช่วย อดีตนายก อบจ.สงขลา) ด้วย หลังพบพยานหลักฐานชี้ว่าการประมูลจัดซื้อ 2 ครั้งแรก ก็มีการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกับการจัดซื้อครั้งที่ 3 เพราะเป็นเอกชนกลุ่มเดียวกัน จึงได้แจ้งความดำเนินคดีเพิ่มเติม
23 ส.ค. 2564 สภ.เมืองสงขลา สรุปสำนวนการสอบสวนพบว่า บริษัทพลวิศว์ฯ โดยนายอิทธิพล ดวงเดือน (ผู้ชนะการประมูล ครั้งที่ 1) และ หจก.เพลิโอนี โดยนายอิทธิพล ดวงเดือน (ผู้ชนะการประมูลครั้งที่ 2) และบริษัทคู่เทียบทุกรายในการประมูล ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอมและฮั้วประมูล จึงส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป
12 เม.ย. 2565 ป.ป.ช. ส่งสำนวนการสอบสวนของการจัดซื้อครั้งที่ 1 และ 2 กลับมายัง สภ.เมืองสงขลา เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับกลุ่มเอกชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป
มิ.ย. และ ส.ค. 2565 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ทยอยออกหมายจับกลุ่มเอกชน ผู้เกี่ยวข้องในคดีฮั้วประมูลรถซ่อมบำรุงทางของ อบจ.สงขลา โดยมีข้อมูลว่าผู้ต้องหาบางส่วนได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว อาทิ นายอิทธิพล ดวงเดือน เจ้าของบริษัทพลวิศวฯ, นายสุรพงษ์ ตรียานนท์ เจ้าของบริษัท เอ็กซ์ ทู ที อินดัสตรี และ น.ส.อาภาวรรณ นิงสานนท์ พนักงานบริษัทพลวิศว์ฯ
ที่มา : บีบีซีไทยประมวลข้อมูลจากเอกสารข่าวของสำนักงาน ป.ป.ช., คำแถลงข่าวของนายนิพนธ์ และข่าวที่ปรากฏในสื่อหลายสำนัก อาทิ สำนักข่าวอิศรา, ฐานเศรษฐกิจ, ไทยรัฐ, มติชน ก่อนนำมาไล่เรียบเรียงตามลำดับเหตุการณ์




























