ผู้นำคนสุดท้ายแห่งโซเวียตถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 91 ปี

มิคาอิล กอร์บาชอฟ ถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 91 ปี

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มิคาอิล กอร์บาชอฟ ถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 91 ปี
Published

มิคาอิล กอร์บาชอฟ อดีตผู้นำสหภาพโซเวียตที่ปิดฉากสงครามเย็นได้อย่างสันติ ถึงแก่อสัญกรรมแล้วด้วยวัย 91 ปี

กอร์บาชอฟ ขึ้นสู่อำนาจเหนือสหภาพโซเวียตในปี 1985 และเป็นผู้นำที่เปิดสหภาพโซเวียตสู่โลก รวมถึงดำเนินการปฏิรูปมากมาย

อย่างไรก็ดี เขาไม่สามารถยับยั้งการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ที่นำมาสู่การเกิดประเทศรัสเซียในปัจจุบันได้

ผู้นำรัฐบาลจากทั่วโลกต่างร่วมกันแสดงความอาลัยต่อการจากไปของเขา โดยนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า กอร์บาชอฟ “ได้เปลี่ยนทิศทางประวัติศาสตร์”

“มิคาอิล กอร์บาชอฟ เป็นผู้นำรัฐบาลที่หาได้ยากยิ่ง” นายกูเตร์เรส กล่าวในโพสต์ทวิตเตอร์ “โลกได้สูญเสียผู้นำที่เป็นเสาหลักไปอีกคน ผู้นำที่ยึดมั่นในพหุภาคีนิยม และไม่ท้อถอยต่อการผลักดันสันติภาพ”

โรงพยาบาลที่นายกอร์บาชอฟถึงแก่อสัญกรรมออกแถลงการณ์ว่า เขาป่วยหนักด้วยโรคเรื้อรังมายาวนาน โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีมานี้ สุขภาพของเขาทรุดลง และเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยครั้ง

เมื่อเดือน มิ.ย. สื่อต่างชาติรายงานว่า เขาเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล หลังป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับไต อย่างไรก็ดี สาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด ยังไม่มีการเปิดเผยออกมาในเวลานี้

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการถึงแก่อสัญกรรมของนายกอร์บาชอฟ

โรนัลด์ เรแกน และกอร์บาชอฟ ลงนามในสนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ในปี 1987

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โรนัลด์ เรแกน และกอร์บาชอฟ ลงนามในสนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ในปี 1987

ด้านนางเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานสหภาพยุโรป ชื่นชมนายกอร์บาชอฟว่า “เป็นผู้นำที่น่าเชื่อถือและน่าเคารพ” และผู้นำที่ “เปิดทางสู่ยุโรปที่เสรี”

“มรดกของเขาจะไม่มีวันถูกลืม” เธอเสริม

ด้านนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน แห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า เขาชื่นชมความกล้าของนายกอร์บาชอฟ และความซื่อสัตย์

“ในห้วงเวลาที่ปูตินรุกรานยูเครน ความมุ่งมั่นของกอร์บาชอฟที่จะเปิดประตูโซเวียต ถือเป็นตัวอย่างที่ดีต่อพวกเราทุกคน”

นายกอร์บาชอฟขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคโซเวียตคอมมิวนิสต์ และผู้นำทางพฤตินัยของประเทศ ด้วยวัยเพียง 54 ปี

“มรดกของเขาจะไม่มีวันถูกลืม"

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, “มรดกของเขาจะไม่มีวันถูกลืม"

ในเวลานั้น เขาเป็นสมาชิกอายุน้อยที่สุดของโปลิตบูโร หรือคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง และถือเป็นผู้นำเลือดใหม่ที่สืบทอดอำนาจต่อจากชนชั้นผู้นำที่อายุมากแล้ว โดยผู้นำคนก่อนหน้าเขา คือ คอนสแตนติน เชอร์เนนโก ถึงแก่อสัญกรรมด้วยอายุ 73 ปี หลังดำรงตำแหน่งได้เพียง 1 ปี 

นโยบายเรียกร้องเพิ่มความเปิดเผยและโปร่งใส รวมถึงการเปิดประเทศของนายกอร์บาชอฟ เปิดทางให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ ในแบบที่ไม่มีใครเคยคาดคิดว่าจะทำได้ ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์

แต่นโยบายนั้นก่อให้เกิดแนวคิดชาตินิยมในหลายพื้นที่ของโซเวียต จนนำมาสู่การล่มสลายในที่สุด

ในเวทีสากลนั้น นายกอร์บาชอฟผลักดันการควบคุมอาวุธสงคราม โดยบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ และปฏิเสธที่จะแทรกแซงสถานการณ์ในชาติยุโรปตะวันออก ที่ประชาชนลุกฮือต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์

นายกอร์บาชอฟยังถูกมองว่าเป็นวิศวกรแห่งการปฏิรูป ที่สร้างเงื่อนไขซึ่งนำไปสู่การสิ้นสุดสงครามเย็นในปี 1991 ในห้วงเวลาแห่งความตึงเครียดบาดลึกระหว่างสหภาพโซเวียต และชาติตะวันตก รวมถึงกับสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงคว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1990 ต่อ “บทบาทของเขาที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างตะวันออกและตะวันตก”

แต่ภายหลังเกิดประเทศรัสเซีย หลังการล่มสลายของโซเวียตในปี 1991 บทบาทของเขากลับอยู่ในส่วนชายขอบของการเมือง มุ่งเน้นการทำงานในโครงการด้านการศึกษาและมนุษยธรรมเสียมากกว่า 

นายกอร์บาชอฟ พยายามหวนคืนสู่การเมืองในปี 1996 แต่กลับได้คะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีคิดเป็น 0.5% ของคะแนนทั้งหมด

ร่างของนายกอร์บาชอฟจะถูกฝังที่สุสานในกรุงมอสโก สุสานเดียวกับที่ฝังร่างของบุคคลสำคัญรัสเซียหลายคน และฝังติดกับไรซา ภริยาของเขาที่เสียชีวิตด้วยโรคลูคีเมีย ในปี 1999