เหตุใดสหรัฐฯ เสนอมอบเงินช่วยเหลือ 1 พันล้านดอลลาร์แก่โคลอมเบีย ในวันแรกที่ ปธน.ฝ่ายขวาคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง

    • Author, เอียน ไอก์แมน
    • Author, มีมี สวาบี
    • Role, ผู้สื่อข่าวเหตุการณ์รอบโลก
  • Published
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

สหรัฐฯ ให้คำมั่นมอบเงินสนับสนุนมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.25 หมื่นล้านบาทแก่โคลอมเบีย เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศที่เป็นนักการเมืองประชานิยมฝ่ายขวา เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง

อาเบลาร์โด เด ลา เอสปริเอยา ประธานาธิบดีคนใหม่ของโคลอมเบีย เป็นผู้ที่ชื่นชมโดนัลด์ ทรัมป์ และเคยหยิบยกนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายประการมาหาเสียงระหว่างการเลือกตั้ง เขาได้ใช้สุนทรพจน์แรกหลังเข้ารับตำแหน่งประกาศว่าจะทำ "สงครามเต็มรูปแบบ" กับขบวนการค้ายาเสพติด

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า "ชุดมาตรการด้านความมั่นคง" ที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของโคลอมเบียได้ประกาศออกมาจะช่วยให้เขาบรรลุ "เป้าหมายที่มีร่วมกันกับสหรัฐฯ" ซึ่งรวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในรูปแบบองค์กรและการย้ายถิ่นฐานผิดกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้ ทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีซึ่งมาจากฝ่ายซ้ายคนก่อนของโคลอมเบียซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับแนวทางรับมือทั้งสองเรื่องนี้

พิธีสาบานตนครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มที่หลายประเทศในภูมิภาคละตินอเมริกากำลังหันมาเลือกผู้นำฝ่ายขวามากขึ้น ท่ามกลางความยากลำบากทางเศรษฐกิจและความกังวลเกี่ยวกับความรุนแรงจากแก๊งอาชญากรรม

ทรัมป์ให้ความสนใจต่อภูมิภาคละตินอเมริกามากขึ้นนับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง โดยเขาเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับผู้นำที่มีจุดยืนทางการเมืองสอดคล้องกัน และเมินเฉยต่อผู้ที่เขาเห็นต่าง

ก่อนโคลอมเบียจะมีการจัดเลือกตั้ง ทรัมป์กล่าวว่า เด ลา เอสปริเอยา ได้รับ "การสนับสนุนและการหนุนหลังจากสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มที่" พร้อมคาดการณ์ว่าโคลอมเบียจะมีความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ "ที่ดียิ่งขึ้นมาก" หลังจากเขาชนะการเลือกตั้งในเดือน มิ.ย.

เด ลา เอสปริเอยา เคยมีอาชีพเป็นทั้งทนายความและนักธุรกิจ วางภาพลักษณ์ตนเองในฐานะคนนอกที่ไม่ยึดติดกับการเมืองแบบเดิม พร้อมให้คำมั่นว่าจะใช้ "กำปั้นเหล็ก" ในการปราบปรามอาชญากรรม

หลังเข้ารับตำแหน่ง เขากล่าวสุนทรพจน์อย่างดุเดือดเป็นครั้งแรกต่อหน้ากองกำลังทหารที่ฐานทัพแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง โดยเด ลา เอสปริเอยาให้คำมั่นว่าจะกวาดล้างกลุ่มกบฏติดอาวุธ ฟื้นฟูโคลอมเบีย และปกป้องประชาธิปไตยไม่ว่า "ด้วยการใช้เหตุผลหรือด้วยการใช้กำลัง"

เขากล่าวโดยอ้างอิงถึงฉายาที่เขาตั้งให้ตัวเองว่า ใน "ยุคแห่งเสือ" (the age of the Tiger) ซึ่งหมายถึงการที่รัฐจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดและเข้มงวดต่ออาชญากรรม พร้อมกล่าวว่า "อาชญากรจะไม่อาจรู้สึกปลอดภัยในดินแดนของเราแม้แต่แห่งเดียว"

มีการเปรียบเทียบนโยบายของเด ลา เอสปริเอยา กับมาตรการปราบปรามอาชญากรรมในลักษณะเดียวกันที่ดำเนินการโดยผู้นำประชานิยมฝ่ายขวา ได้แก่ นายิบ บูเกเล แห่งเอลซัลวาดอร์ และดาเนียล โนโบอา แห่งเอกวาดอร์

แนวทางของประธานาธิบดีคนใหม่นี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากนโยบายของอดีตประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้า ในสมัยของเปโตรเขาดำเนินยุทธศาสตร์เพื่อยุติความขัดแย้งทางอาวุธภายในประเทศระหว่างกลุ่มกองโจร รัฐ และขบวนการค้ายาเสพติดที่เรียกว่า "สันติภาพโดยสมบูรณ์" โดยให้ความสำคัญกับการเจรจาและการจูงใจให้เกษตรกรยุติการปลูกต้นโคคา

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์ระบุว่าแนวทางดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจำนวนสมาชิกของกลุ่มติดอาวุธเพิ่มขึ้น ขณะที่ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกลุ่มกบฏคู่แข่งตามแนวชายแดนโคลอมเบีย-เวเนซุเอลา ส่งผลให้ประชาชนหลายหมื่นคนต้องพลัดถิ่นในปีที่ผ่านมา

โคลอมเบียรวมถึงนโยบายของเปโตร เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทรัมป์กล่าวโทษหลายครั้งว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ยาเสพติดและผู้อพยพผิดกฎหมายหลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐอเมริกา

ในทางกลับกัน เปโตรวิพากษ์วิจารณ์อิทธิพลของทรัมป์ในภูมิภาคนี้อย่างรุนแรง รวมถึงการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ควบคุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลาผู้ยึดแนวทางสังคมนิยม และซิเลีย ฟลอเรส ภริยาของเขา เพื่อนำตัวขึ้นพิจารณาคดีในสหรัฐฯ ในข้อหายาเสพติด และเปิดทางให้บริษัทสหรัฐฯ สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลาได้

เปโตรนั้นไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีกสมัยแล้ว ทว่าเขามี อีบัน เซเปดา ผู้สมัครฝ่ายซ้ายที่เขาให้การสนับสนุน และทั้งคู่ต่างยืนกรานว่าโคลอมเบียไม่ควรกลายเป็น "รัฐบริวาร" ของสหรัฐอเมริกา

หนึ่งในมาตรการแรกของเด ลา เอสปริเอยา หลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี คือการประกาศให้โคลอมเบียเข้าร่วม "ชีลด์ ออฟ ดิ อเมริกาส์" (Shield of the Americas) ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ก่อตั้งขึ้นโดยทรัมป์

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความยินดีต่อการตัดสินใจดังกล่าว โดยระบุว่า "วาระการพัฒนาเศรษฐกิจ" ของเด ลา เอสปริเอยา ได้สร้างโอกาสในการ "เพิ่มการค้าและกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศของเรา"

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังทำให้โคลอมเบียเข้าร่วมกลุ่มประเทศที่มีรัฐบาลฝ่ายขวาซึ่งพยายามสร้างความใกล้ชิดกับรัฐบาลของทรัมป์มากขึ้น เช่น อาร์เจนตินา ซึ่งมีประธานาธิบดีสายเสรีนิยมสุดโต่ง นายฮาเวียร์ มิเล โดยเด ลา เอสปริเอยา เคยกล่าวว่าเขาชื่นชมผู้นำอาร์เจนตินาผู้นี้

อาร์เจนตินาได้รับความช่วยเหลือทางการเงินมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขณะที่ทรัมป์เคยกล่าวว่า เขาจะ "มีมุมมองที่แตกต่างไปมาก" ต่อการสนับสนุนอาร์เจนตินา หากประธานาธิบดีมิเลถูกแทนที่ด้วยประธานาธิบดีฝ่ายซ้าย

ในทางตรงกันข้าม ทรัมป์เคยขู่ว่าจะปฏิบัติต่อรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของคิวบาในลักษณะเดียวกับที่ดำเนินการกับรัฐบาลมาดูโรในเวเนซุเอลา

การขึ้นสู่อำนาจของเด ลา เอสปริเอยา ประกอบกับการขึ้นสู่อำนาจของเคอิโกะ ฟูจิโมริ ในเปรู หมายความว่า ประธานาธิบดีลูอีซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา แห่งบราซิล มีพันธมิตรทางการเมืองในภูมิภาคลดน้อยลง จากสถานการณ์จำนวนผู้นำฝ่ายซ้ายที่กำลังน้อยลงไป

อย่างไรก็ตาม เขาจะต้องเผชิญหน้ากับฟลาวิโอ โบลโซนาโร บุตรชายของฌาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีบราซิลที่ถูกจำคุก ซึ่งเป็นนักการเมืองประชานิยมฝ่ายขวาจัดที่มีความสัมพันธ์อันดีกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือน ต.ค. นี้

เด ลา เอสปริเอยา ยังให้คำมั่นว่าจะสร้างพันธมิตรทางทหารที่แข็งแกร่งกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล แตกต่างอย่างชัดเจนจากเปโตรซึ่งเคยตัดความสัมพันธ์กับรัฐบาลอิสราเอลจากปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซา และเป็นผู้สนับสนุนชาวปาเลสไตน์อย่างเปิดเผย

อาเบลาร์โด เด ลา เอสปริเอยา คือใคร

เขาเรียกตัวเองว่า "เอล ติเกร" (El Tigre) ซึ่งแปลตรงตัวว่า เสือ

เด ลา เอสปริเอยา เป็นนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญการปรากฏตัวในสื่ออีกทั้งยังเป็นนักธุรกิจมหาเศรษฐี เขาสร้างภาพลักษณ์ตนเองว่าเป็น "คนนอก" ทางการเมืองที่ปฏิเสธการบริหารประเทศร่วมกับ "กลุ่มคนหน้าเดิม" อันเป็นการพาดพิงถึงชนชั้นนำทางการเมืองของโคลอมเบียในยุคก่อนรัฐบาลเปโตร

นักการเมืองสายแข็งผู้นี้เลือกกล่าวคำปฏิญาณตนรับตำแหน่งเมืองกาลีทางตะวันตกของประเทศโคลอมเบีย ไม่ใช่กรุงโบโกตา เมืองหลวงของประเทศ ซึ่งสะท้อนความต้องการที่จะวางภาพลักษณ์ตนเองให้แตกต่างจากการเมืองแบบรวมศูนย์ในอดีต

ก่อนก้าวเข้าสู่สนามการเมือง เขายังเคยประสบความสำเร็จในอาชีพทนายความฝ่ายจำเลย โดยเคยเป็นตัวแทนทางกฎหมายให้กับกลุ่มกึ่งทหารที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นอาชญากรประเภทเดียวกับที่เขาตั้งเป้าจะนำตัวเข้าสู่เรือนจำในขณะนี้

เด ลา เอสปริเอยา ประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งหนึ่งเดือนหลังจากผู้สมัครสายอนุรักษนิยมอีกคนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิต เขามักปรากฏตัวบนเวทีปราศรัยอยู่หลังแผ่นกระจกกันกระสุน พร้อมสวมเสื้อเกราะกันกระสุน หรือบางครั้งสวมเสื้อฟุตบอลทีมชาติโคลอมเบียทับไว้

เขาถือสัญชาติสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี 2023 หลังใช้ชีวิตและทำงานอยู่ที่เมืองไมอามีเป็นเวลาหลายปี

ผู้เข้าร่วมพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของเขาประกอบด้วย ทอดด์ บลานช์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และจานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ซึ่งเดินทางมาพร้อมกับประธานสมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้ (คอนเมโบล) ขณะที่ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งผู้นำของเขาอยู่ต่อเนื่อง