You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
"รัฐบาลสร้างความลำบากให้กับประชาชน" เสียงจากผู้ถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ต้องมาพิสูจน์ความจน ทั้งที่รู้สึกว่า "ไม่ได้รวยขึ้นเลย"
- Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 9 นาที
"ไปต่อใบขับขี่เหรอ" คนขับรถยนต์รับจ้างทักบีบีซีไทยทันทีที่ก้าวขาขึ้นรถซึ่งเรียกผ่านแอปพลิเคชันหนึ่งโดยปักหมุดหมายไปที่สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 2 เขตตลิ่งชัน
หลังจากสนทนากันครู่หนึ่งและเมื่อคนขับรถรับจ้างผู้นี้ทราบว่า ผู้เขียนเป็นนักข่าวที่กำลังจะไปทำข่าวผู้อุทธรณ์สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่นั่น เขาก็บอกทันทีว่า "ผมก็ไม่ได้" พร้อมหยิบเอกสารหลายแผ่นจากหน้ารถยื่นส่งมาให้
หนึ่งในเอกสารที่เขายื่นให้มีกระดาษที่จั่วหัวว่า "ผลการพิจารณาคุณสมบัติ โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569" โดยมีข้อความระบุว่าเขา "ไม่ผ่านเกณฑ์" เนื่องจาก "มีกรรมสิทธิ์ในรถเกินกว่าที่โครงการกำหนด"
ตลอดระยะเวลา 45 นาทีของการเดินทาง ผู้ที่เคยได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐมาตลอดตั้งแต่ครั้งแรกที่เปิดให้ลงทะเบียนในปี 2559 เล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต ตั้งแต่ที่เคยขับรถแท็กซี่จนโดนโกงถูกยึดรถ ต้องกู้หนี้ยืมสิน ผ่านมรสุมจนเข้าเกณฑ์เป็นผู้ที่รัฐเรียกว่า "คนจน" มาเป็นเวลา 10 ปี กระทั่งสถานะนั้นเพิ่งจะหายไปจากระบบของรัฐเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยที่เขารู้สึกว่าเขา "ไม่ได้รวยขึ้นเลย"
"เขาบอกว่าผมติดเรื่องรถ เขาบอกว่ามีรถกระบะ มีรถ 3 คัน" สมเกียรติ หิริสมบูรณ์ วัย 59 ปีบอกกับบีบีซีไทยถึงสาเหตุที่ทำให้เขาไม่ผ่านคุณสมบัติผู้มีสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรอบนี้
ในเอกสารผลการพิจารณาที่เขายื่นให้ดู ระบุข้อมูลรถทั้งสามคัน แบ่งเป็นรถประเภท 'รย.03' (รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล) 1 คัน และประเภท 'รย.12' (รถจักรยานยนต์) อีก 2 คัน โดยมีความจุกระบอกสูบหรือซีซี (cc.) 97.00 และ 124.00
เขาเล่าว่ารถยนต์คันที่มีข้อมูลในระบบนั้น คือรถยนต์ยี่ห้อมาสด้า รุ่นแฟมิเลีย ที่เขาซื้อมือสองมาเอาไว้ใช้ทำงานขับรับ – ส่งของ หลังจากที่ถูกยึดรถแท็กซี่ไป แต่ต่อมาถูกชนจนพังเละ ซึ่งเขาได้แจ้งยกเลิกการใช้รถกับกรมการขนส่งทางบกไปตั้งแต่ปี 2565 แล้ว โดยขณะนั้นรถมีอายุประมาณ 35 ปี
ส่วนรถจักรยานยนต์อีกสองคัน คันหนึ่งคือรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ฟินน์ ที่ยังผ่อนอยู่เดือนละ 1,000 บาท ให้ลูกชายใช้งาน ส่วนอีกคันคือรถจักรยานยนต์ซูซูกิ สกายไดรฟ์ อายุร่วม 20 ปี ที่ลูกสาวใช้งานอยู่
ส่วนรถยนต์ที่เขากำลังขับมายังสำนักงานขนส่งฯ เขาบอกว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของคนรู้จักที่ "ให้ยืมมา" แลกกับค่าตอบแทนที่เขาจ่ายให้เดือนละ 5,000 – 6,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เขามองว่าเขาไม่สามารถหาเช่ารถที่อื่นในราคานี้ได้อีกแล้ว
"เขาบอกผมมีรถกระบะ รถผมก็พังไปแล้ว ผมแจ้งยกเลิกไปแล้ว" สมเกียรติโอดครวญ "รถมันเละทั้งคัน คุณจะทำยังไง ข้อมูลยังมี ถามว่าทำไมไม่ยกเลิกในข้อมูลล่ะ ต้องถามอย่างนี้ดีกว่า ระบบกลไกมันเป็นอย่างนี้ แล้วถามว่าประชาชนเดือดร้อนไหม เดือดร้อนเต็ม ๆ อยู่แล้ว"
เมื่อถึงสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 2 สมเกียรติใช้โอกาสนี้เข้าไปตรวจสอบแก้ไขข้อมูลดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ด้วย ขณะที่ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยมีโอกาสได้พูดคุยกับคนอื่น ๆ ที่มาตรวจสอบสิทธิ์ในลักษณะคล้ายกันด้วย
การตรวจสอบสิทธิ์ที่นี่ในช่วงบ่ายวันอังคาร (21 ก.ค.) ใช้เวลาไม่นานนัก เนื่องจากมีการจัดโซนและเจ้าหน้าที่เพื่อบริการด้านนี้โดยเฉพาะ แยกจากผู้ที่มาติดต่อเกี่ยวกับทะเบียนรถทั่วไป
สุวธรณ์ ปัญญาสิทธิ์ธิติ วัย 58 ปี ที่ขี่รถจักรยานยนต์มาจาก อ.บางกรวย จ.นนทบุรี บอกว่า เธอถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรอบนี้ เพราะมีรถยนต์ไว้ในครอบครอง แม้ว่ารถคันดังกล่าวจะมีอายุเกือบ 20 ปีแล้ว และแทบไม่ค่อยได้ใช้งานเพราะเธอไม่มีเงินเติมน้ำมัน
"บ้านพี่อยู่สวน มันจะต้องเอาไว้ใช้เวลาขับไปโรงพยาบาลหรือไปอะไรอย่างนี้ ก็ต้องเหมือนกับซ่อมบำรุงเขาเพื่อให้เขาใช้ได้" เธอกล่าว
สุวธรณ์บอกว่าเธอเพิ่งได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจากการลงทะเบียนเมื่อรอบที่แล้ว หลังออกจากงานมาเป็นฟรีแลนซ์ทำงานอิสระ แต่ปรากฏว่ารายได้ไม่ได้ดีอย่างที่คาด ทุกวันนี้เธอทำงานรับจ้างรายวันแล้วแต่ว่าใครจะจ้างให้ทำอะไร โดยมีทั้งงานเฝ้าบ้าน เฝ้าผู้สูงอายุ พาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล หรือรับจ้างรับเด็กกลับจากโรงเรียน อย่าง "วันนี้พี่จะต้องรับจ้างไปรับเด็กนักเรียนตอนสี่โมงเย็น... เป็นรายวัน วันละ 40 บาท"
โดยเฉลี่ยในหนึ่งปี สุวธรณ์บอกว่าเธอมีรายได้ประมาณ 30,000 บาทที่พยายามหาเลี้ยงตัวเองโดยพึ่งพาพี่น้องให้น้อยที่สุด และบางครั้งก็ช่วยดูแลพ่อและแม่บ้าง ในขณะที่ตัวเธอไม่มีสามีและไม่มีลูก
สำหรับเธอแล้ว สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐแม้ไม่ได้เป็นเงินก้อนหลักที่พยุงชีวิตในแต่ละเดือน แต่ก็ช่วยแบ่งเบาไปได้
"มันก็ไม่ได้ช่วยขนาดที่ว่ามากมายที่จะต้องไปยึดตรงนั้น แต่ในเดือนหนึ่งมันก็พออยู่ได้นะ สำหรับเรา" สุวธรณ์กล่าวและบอกว่า "ถ้าโดนตัดสิทธิ์ตรงนี้ไป การใช้จ่ายของแต่ละวันที่เราไม่มี อาหารการกินที่เราสะสมไว้มันก็ต้องหมดไป"
ติ้งคุง แซ่อึ้ง วัย 71 ปี เป็นอีกคนก็ถูกตัดสิทธิ์เพราะมีข้อมูลครอบครองกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์เกินจำนวนที่กำหนด โดยปรากฏข้อมูลรถในระบบ 2 คัน
เขาอธิบายว่า "คันแรกขายไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เขาไม่ยอมโอน" ส่วน "รถเก่าอีกคันหนึ่งจอดไว้เมื่อน้ำท่วมปี 54 มันซ่อมไม่คุ้ม เลยขายเป็นซากไป" โดยมีสัญญาซื้อขายที่ลงชื่อเขาและผู้ซื้อ โดยมีพยานเป็นคนในซอยรับรู้ แต่ไม่ได้มาแจ้งข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบก
"เงินตัวนี้ (สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) เราได้มาเราก็ประหยัดได้นิดหน่อย เอาไปซื้อพวกเครื่องใช้ครัวเรือนนิดหน่อย ไม่ต้องควักเงินส่วนตัวไปซื้อ" เขาบอกกับบีบีซีไทย โดยเสริมว่าปกติแล้วเขามักใช้สวัสดิการส่วนนี้ไปกับการซื้อเครื่องปรุงอาหาร เช่น ซีอิ๊ว น้ำปลา หรือน้ำตาล
"มันได้ 300 มันไม่ได้เยอะ ซื้อ [เครื่องปรุง] สี่อย่างมันก็จะหมดแล้ว ถ้าเดือนไหนไปซื้อข้าวสาร หนึ่งถุง 200 กว่าบาท ก็หมดเหมือนกัน" เขาบอก
ตอนนี้ติ้งคุงไม่ได้ทำงาน และด้วยอายุที่มากแล้ว เขาเริ่มมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ อยู่บ้าง แต่เขามีหลานสาววัย 33 ปี ที่ช่วยลงทะเบียน ยื่นอุทธรณ์ และยังพามาตรวจสอบสิทธิ์ที่สำนักงานขนส่งฯ ให้
"สำหรับบ้านกิ๊ง เขา [ลุงติ้งคุง] เป็นผู้ใช้สิทธิรายเก่า ถ้ายื่นในระบบง่ายกว่า แต่ถ้าเป็นคนใหม่มันต้องวุ่นวายแน่นอน ต้องรอผู้ใหญ่บ้านอะไรอย่างนี้มาตรวจสอบ จำนวนคนกับคนตรวจสอบมันไม่ balance (สมดุล) กันอยู่แล้ว ในกระบวนการการทำงาน แต่อันนี้เขาเป็นรายเก่า มันก็เลยแค่กรอก ๆ ๆ แล้วก็กดยืนยัน ได้หรือไม่ได้เราก็แค่ไปกดให้ระบบดูให้เขา" เกศินี แซ่อึ้ง หลานของติ้งคุงกล่าวถึงกระบวนการยื่นขอรับสิทธิครั้งนี้ ที่เธอมองว่าง่ายกว่าครั้งก่อน
ทว่าเมื่อถึงขั้นตอนของการอุทธรณ์ เกศินีมองว่าที่จริงแล้วกรมการขนส่งทางบกน่าจะสามารถเช็กอายุของรถที่ลุงของเธอมีกรรมสิทธิ์ได้ โดยที่ไม่ควรต้องให้ผู้ถูกตัดสิทธิ์เดินทางมาที่สำนักงานขนส่งฯ
"มันเกิน 15-20 ปี มันก็ควรจะตัดไปได้แล้ว" เธอแสดงความเห็น
ผู้อุทธรณ์บัตรคนจน มอง "รัฐบาลสร้างความลำบากให้กับประชาชน"
ในการเดินทางมาตรวจสอบสิทธิ์เมื่อวันอังคาร (21 ก.ค.) เกศินีบอกว่าเธอต้องลางานมา และเสียค่าเดินทางขามาไปกว่า 220 บาทแล้ว จากการที่ต้องเดินทางไปรับลุงและเรียกรถพาลุงมาที่สำนักงานขนส่งฯ ซึ่งถ้าคำนวณเผื่อไปถึงขากลับด้วย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางรวมแล้วมากกว่าสิทธิค่าใช้จ่ายในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ลุงเธอเคยได้ 300 บาทต่อเดือน
ทั้งที่ลุงและหลานคู่นี้มองว่า "ไม่คุ้ม" แต่ก็ตัดสินใจมายื่นขอทบทวนสิทธิ์
"ถ้าเราอุทธรณ์ยื่นเรื่องถูกต้องนะ มันก็สมควรทำ แม้ว่าผ่าน [แล้ว] มันได้เงินไม่เยอะก็จริง ดีกว่าปล่อยไปเลย" ติ้งคุงกล่าวและบอก "เราหวังว่าพอผ่านปุ๊บเราก็จะใช้สิทธิ์ตรงนี้ไปซื้อของในหมู่บ้าน"
"เราเห็นเขาได้ไปซื้อของที่เขาบอก บางทีเขาไม่ได้ซื้อให้ตัวเขา เขาซื้อให้หลาน ซื้อนมให้หลาน ซื้อขนมให้หลาน... เขาก็จะติดเอาไว้ที่บ้านตลอด เวลาหลานกลับจากโรงเรียนมาทีเขาก็จะเอาให้หลานกิน" เกศินีเสริม
ภาพของผู้สูงอายุที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรคนจนเดินทางไปติดต่อหน่วยงานรัฐเพื่อขอทบทวนสิทธิ์เกิดขึ้นหลายที่ทั่วประเทศไทย
วานนี้ (21 ก.ค.) มีรายงานหญิงชาว จ.น่าน วัย 65 ปี วูบหมดสติและเสียชีวิตในเวลาต่อมา หลังจากเดินทางไปยื่นอุทธรณ์สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขา อ.ปัว จ.น่าน ตามการรายงานของสื่อไทยหลายสำนัก
สื่อหลายสำนักยังรายงานว่า ในวันเดียวกันมีผู้สูงอายุสองคนที่เป็นคู่สามีภรรยาประสบอุบัติเหตุขณะขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อมายืนยันตัวตนในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ธนาคารใน อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ อุบัติเหตุทำให้ภรรยาเสียชีวิต ส่วนสามีได้รับบาดเจ็บ
ในมุมของสุวธรณ์ เธออยากให้กระบวนการทุกอย่างสามารถดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์ได้
"วันหนึ่งมันควรจะจบไง ถ้าเกิดว่ามันไม่จบ [ต้อง] มา 3-4 รอบ เขาก็สิ้นเปลือง ค่าใช้จ่ายเขาก็ต้องเสีย" สุวธรณ์สะท้อน หลังจากเธอต้องกลับไปหาเอกสารเพิ่มเติมกลับมายื่นให้เจ้าหน้าที่ใหม่อีกครั้ง เพื่อยืนยันการขายรถจักรยานยนต์คันเก่าอีกคันที่เธอเพิ่งขายแบบโอนลอยไปเมื่อปีที่แล้ว
"จริง ๆ แล้วรัฐให้ 300 ก็ไม่ได้เยอะนะ ไม่ได้ให้เยอะเลย แต่นี่เขาเดินทางเขามีปัญหาแล้ว ได้หรือไม่ได้ยังไม่รู้เลย หมดแล้ว หมดแล้วต่อวัน วันละ 100 กี่วัน สามวัน 300 หมดแล้วกว่า [เงิน] จะมา จบแล้ว เอาเงินตรงไหนหมุน" เธอกล่าว
ด้านสมเกียรติและเกศินีมองว่า เมื่อภาครัฐน่าจะมีข้อมูลของประชาชนอยู่แล้ว ก็น่าจะสามารถตรวจสอบข้อมูลได้โดยที่ไม่ต้องให้ประชาชนเป็นฝ่ายเข้ามาติดต่อหน่วยงาน
"เขาเห็นในระบบได้ว่า [รถ] มันเกิน 15-20 ปี มันก็ควรจะตัดไปได้แล้ว" เกศินีกล่าวถึงรถจักรยานยนต์ของลุงที่เคยขายไป "มันขึ้นหมดเลยนะคะว่ารถมีปีไหนบ้าง แต่รถเหล่านั้นมันปีเก่าแล้ว มัน 20 ปีแล้ว... มันก็เลยเพิ่มความยุ่งยาก"
ขณะที่สมเกียรติตั้งคำถามว่าในเมื่อขนส่งสามารถประเมินได้ว่ารถรุ่นไหนจะต้องเสียภาษีเท่าใด เหตุใดขนส่งจึงไม่สามารถประเมินมูลค่าของรถที่ประชาชนมีกรรมสิทธิ์ได้ โดยเขาเสนอว่าให้ใช้มูลค่าของรถเป็นเกณฑ์แยกระหว่างคนจนและคนรวยแทน
"รถทุกคันจะเป็นมอเตอร์ไซค์หรืออะไรก็แล้วแต่ คุณต้องเช็กให้มันเป็นรายละเอียดตรง ๆ เป๊ะ ๆ และในเมื่อคุณประเมินออกมาได้ [ว่า] รถคันนี้ต้องเสียภาษีเท่านี้ ๆ คุณทำไมไม่ประเมินออกมาว่ารถปี พ.ศ. นี้ มีความเป็นไปได้ [ว่า] ราคาเท่าไร" เขาตั้งคำถาม
"ผมว่ามันเป็นการยุ่งยากกับระบบตรงนี้... ทำอย่างนี้เหมือนกับทรมานเขาในตัว ให้เขาควักเงินออกมาเพื่อที่จะใช้จ่าย เพื่อที่จะเดินทาง" สมเกียรติกล่าวถึงกระบวนการอุทธรณ์และตรวจสอบสิทธิ์
"รัฐบาลสร้างความลำบากให้กับประชาชน" เขาให้ความเห็น
รัฐเตรียมเปลี่ยนเกณฑ์ แต่ยังไม่มีข้อสรุปชัด
จากการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ (20 ก.ค.) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า กระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือขอให้กระทรวงการคลังทบทวนปรับหลักเกณฑ์พิจารณาคุณสมบัติผู้จะได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
เขากล่าวว่า จากเดิมที่ระบุให้ผู้รับสิทธิต้องไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ยกเว้น 4 ข้อ ได้แก่ มีรถจักรยานยนต์ ความจุไม่เกิน 300 ซีซี, มีรถสามล้อ, มีรถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือมีรถใช้งานเพื่อการเกษตรไม่เกินคนละ 1 คันนั้น จะขอให้ทบทวนยกเว้นเพิ่มเติมในกรณีรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี, รถจักรยานยนต์ที่อายุการใช้งานเกิน 15 ปี, รวมถึงกรณีที่ถือครองรถจักรยานยนต์ขนาดไม่เกิน 300 ซีซี ไม่เกิน 2 คัน และมีการผ่อนชำระอยู่
นายสิริพงศ์ยังบอกด้วยว่า กรมการขนส่งทางบกยังได้จัดทำแบบฟอร์มร่วมกันกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจสอบข้อมูล สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางไปที่กรมการขนส่งทางบกด้วย
อย่างไรก็ดี ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวานนี้ (21 ก.ค.) ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนเรื่องการปรับหลักเกณฑ์ต่าง ๆ โดยสำนักข่าวไทยพีบีเอสรายงานว่า จะมีการเสนอเรื่องเข้า ครม. อีกครั้งในสัปดาห์หน้า
ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้สั่งการให้มีการขยายเวลาในการยื่นอุทธรณ์สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไปจนถึงวันที่ 20 ก.ย. แล้ว