ชิบาริ ศิลปะการมัดเชือกแบบ BDSM ช่วยเยียวยาจิตใจได้จริงหรือ

Published

โดย วีรวัฒน์ อัจจุตมานัส

นักเขียนอิสระ

ค่ำคืนหนึ่งที่สตูดิโอในย่านซอยอารีย์ นางแบบสาวใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตากำลังถูกพันธนาการด้วยเชือกโยงขึ้นไปที่ขื่อจนเท้าแทบลอยจากพื้น สายเชือกยังถูกแบ่งออกเป็น 3 สายมัดผู้ชมให้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘Tree of SOULS’ การแสดงปิดท้ายของกิจกรรมเวิร์คช็อปศิลปะการมัดเชือกชิบาริ  (Shibari) ในชื่อ Soul Retreat with Tati Limati โดยทาเทียน่า เทเรชเชงโก ศิลปินนักมัดเชือกชาวยูเครน 

ก่อนหน้านี้เพจ Thailand BDSM : Let’s Play and Learn ผู้จัดงาน ลงข้อความโปรโมทกิจกรรมนี้ไว้ว่า “เวิร์กช็อปที่จะพาให้คุณได้โอบกอด ดูแลใจของตัวเองและคนที่คุณรัก ด้วยเชือกที่แม้จะธรรมดาแต่ผสานไว้ด้วยปรัชญาที่สุดแสนพิเศษ…เพื่อให้คุณได้ปลดเปลื้องตัวตน วางทุกสิ่งทุกอย่าง…แล้วค่อย ๆ โอบรัดเติมความรัก และแรงพลังให้กับตัวเองและคนที่คุณรัก…”

ประโยคเหล่านี้นี้ชวนให้ตั้งคำถามว่าใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา นั่นมาจากความเจ็บปวด สุขสม หรือทั้งสองอย่างผสมกัน

ชิบาริ (Shibari) คือศิลปะการใช้เชือกของญี่ปุ่นเพื่อจับกุม เคลื่อนย้าย และทรมานอาชญากรที่ย้อนไปได้ตั้งแต่สมัยเอโดะ (1600-1867) จนถึงสมัยเมจิ (1868-1912) จากนั้นได้พัฒนาจนกลายเป็นศิลปะการต่อสู้และป้องกันตัวที่เรียกว่า โฮโจจุตสึ (Hojojutsu) การมัดผิดรูปแบบจะทำให้เกิดความอับอายไม่ใช่แค่กับนักโทษ แต่ยังรวมถึงผู้มัดด้วย ชิบาริจึงต้องอาศัยความประณีตบรรจง จนในยุคต่อมาก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในแวดวงศิลปะ เช่น ในวรรณกรรม ภาพพิมพ์ไม้แกะสลัก รวมไปถึงโรงละครคาบูกิก็มีการแสดงฉากการทรมานและการมีเพศสัมพันธ์ จากนั้นก็แพร่หลายไปสู่สื่อต่าง ๆ ทั้งภาพวาด ภาพถ่าย อุตสาหกรรมหนังผู้ใหญ่ และกลายกิจกรรมในชุมชนผู้มีรสนิยมแบบ BDSM ที่ย่อมาจาก

  • B- bondage ความเป็นทาส
  • D - discipline การลงโทษ หรือ dominance การแสดงอำนาจเหนือกว่า
  • S - submission การยอมจำนน หรือ sadism การมีความสุขจากการทำให้ผู้อื่นเจ็บปวด
  • M - masochism การมีความสุขจากการถูกผู้อื่นทำให้เจ็บปวด

บีบีซีไทยพาไปสำรวจโลกของชิบาริ ศิลปะการมัดเชือกที่แฝงปรัชญา จิตวิทยา ว่าการพันธนาการร่างกายช่วยปลดปล่อยอิสระภาพทางใจได้อย่างไร

ปรัชญาที่ซ่อนอยู่

เพื่อให้รู้จักชิบาริให้มากขึ้นก่อนเข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อป Soul Retreat เราได้รับคำแนะนำให้พูดคุยกับญาดา แก้วบุรี ผู้เริ่มต้นจากการเป็น ‘ผู้ถูกมัด’ เมื่อ 9 ปีก่อนตอนเรียนหนังสือที่ต่างประเทศ แล้วผันตัวเองมาเป็น ‘นักมัดเชือก’ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว

“ตอนนั้นไม่ค่อยรู้จักชิบาริสักเท่าไร แค่เคยเห็นในหนังผู้ใหญ่ เรารู้สึกว่ามีความรุนแรงอยู่ในนั้น แต่ในใจลึก ๆ เราต้องการสิ่งนี้ ตอนแรกก็คิดว่าเป็นแค่ความรู้สึกทางเพศนอกเหนือจากบรรทัดฐาน เมื่อเปิดดูหนังผู้ใหญ่ แต่มันไม่ใช่”   

ญาดาเริ่มหาข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต และตระเวนดูโชว์ชิบาริในต่างประเทศ จนกระทั่งกลับมาที่เมืองไทยแล้วพบว่าไม่มีใครจริงจังกับเรื่องนี้ทั้งในแง่ความปลอดภัย กฎระเบียบ หรือการแสดงตัวตน จนกระทั่งได้พบกับโยอิ โยชิดะ นักมัดเชือกหญิงชาวญี่ปุ่น เธอประทับใจวิธีการที่มาพร้อมจุดประสงค์ว่ามัดเพื่อใครและเพื่ออะไร จนตัดสินใจบินตามไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น

“คุณต้องรู้จักจุดประสงค์จากการกระทำของตัวเอง ถ้าไม่รู้แล้วจะคาดหวังความรู้สึกของคนถูกมัดรู้สึกได้อย่างไร เรามองว่านี่ปรัชญาที่ง่ายมาก ๆ ที่จะรับรู้ถึงจิตใจของตัวเองก่อน”

ปัจจุบันญาดาเปิดเพจรับสอนศิลปะการมัดเชือกชิบาริแบบส่วนตัวและจัดเวิร์คช็อปสำหรับผู้สนใจ ทั้งหลักสูตรเริ่มต้นของผู้มัด และผู้ถูกมัด

จากสถิติส่วนตัว เธอพบว่าจำนวนคนมัดมีน้อยกว่าคนที่อยากถูกมัดถึง 1:10-15 คน เพราะคนในยุคนี้โหยหาความรู้สึกที่ได้ปล่อยวาง ด้วยการถ่ายเทอำนาจให้กับผู้มัดได้ควบคุมในช่วงเวลาหนึ่ง ญาดาจึงเปิด Rope Bottom Workshop สำหรับคนที่ถูกมัดโดยเฉพาะ ที่ไม่ได้สอนแค่วิธีการอยู่บนเชือกแต่สอนให้รู้สิทธิของตัวเองในการถูกกระทำ

“มันสิทธิของคุณ 100% ทั้งระดับความเจ็บปวด ความปลอดภัย หรือจะมีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ รายละเอียดของการยินยอมทั้งหมดต้องถูกหยิบขึ้นมาพูดด้วย”

สำหรับมุมมองของคนส่วนใหญ่ที่ว่าชิบาริเป็นเรื่องของความรุนแรงและผิดบรรทัดฐานของสังคม ญาดาคิดว่าเธอไม่คิดจะเปลี่ยนมุมมองของคนเหล่านั้น แต่เธอกลับกังวลกลุ่มคนที่รู้สึกชอบ แต่ไม่สามารถที่จะพูดหรือบอกใครได้มากกว่า เพราะพวกเขาจะหาหนทางทำสิ่งนี้จนเสี่ยงที่จะผิดพลาดและเกิดอันตรายได้

“เราต้องการแค่เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ให้กับคนที่สับสนกับสังคม หรือความต้องการของตัวเอง  เราถูกหล่อหลอมด้วยข้อห้าม จนไม่รู้จักสิทธิที่จะรักตัวเอง ชิบาริมันสอนให้เคารพตัวเอง เคารพในสิ่งที่เลือก เหมือนกับการขออนุญาตตัวเองเพื่อให้ได้รู้สึกกับสิ่งนี้ได้ ถ้ารู้สึกว่าไม่โอเค ก็ยกเลิกได้ โดยไม่มีใครว่าคุณเป็นคนขี้แพ้”

ชิบาริกับธาตุทั้งสี่

กิจกรรมเวิร์คช็อปเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงสายของวัน ภาพที่อยู่ในจินตนาการคือผู้คนสวมชุดหนังในบรรยากาศทึมเทา แต่ในความเป็นจริงชั้นเรียนชิบาริไม่ได้แตกต่างจากชั้นโยคะเลย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสวมชุดกีฬาเพื่อความยืดหยุ่นของร่างกาย พูดคุย ยิ้ม หัวเราะในบรรยากาศที่เป็นมิตร ผ่านไปสักพัก ทาเทียน่า วิทยากรของงานก็แนะนำให้ทุกคนวอร์มร่างกาย ฝึกหายใจเข้าออกแรง ๆ และปล่อยร่างกายให้เป็นอิสระ ก่อนจะเริ่มสอนวิธีการมัด

วิธีการผูกเงื่อนปมของชิบาริไม่ใช่เรื่องยาก แต่การวางตำแหน่งต่าง ๆ บนร่างกายต้องอาศัยเรื่องวิทยาศาสตร์กายภาพร่วมด้วย โดยเฉพาะบางจุดที่ห้ามมัดอย่างเด็ดขาด และสิ่งที่ทาเทียน่าเน้นย้ำอยู่ตลอดคือความหมายของทุกการสัมผัสที่ไม่จำเป็นต้องสร้างแต่ความเจ็บปวดทรมาน แต่เป็นการสื่อสารถึงจิตวิญญาน โดยใช้เชือกเป็นเครื่องมือ

ทาเทียน่า เทเรชเชงโก เป็นเจ้าของเพจ Soul Shibari เธอเรียนจบด้านจิตวิทยา และเป็นศิลปินชิบาริมาร่วม 10 ปีแล้ว ก่อนหน้านั้นเธอเคยมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีจนกลายเป็นปมในใจจนทำให้ไม่เชื่อใจใครอีก เธอจึงก้าวเข้าสู่ความสัมพันธ์แบบ BDSM ด้วยการสวมบทบาทเป็นนายหญิง (Mistress) หรือดอม (Dom ย่อมาจาก Dominant ซึ่งหมายถึง ผู้ควบคุม) เพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่ามีอำนาจ บำบัดปมในใจ และใช้ความรุนแรงทางร่างกาย เช่น การฟาด และมัด ฯลฯ มอบความสุขให้กับผู้ที่ต้องการ หลังจากนั้น 2 ปี ทาเทียน่าตระหนักว่าความก้าวร้าวในใจหายไป เธอเริ่มมองหาสิ่งอื่น ที่เชื่อมโยงกับ BDSM ที่ไม่ใด้สร้างแค่ความรุนแรงเพียงอย่างเดียว

“ตอนแรกฉันมองว่าชิบาริเป็นแค่การพันธนาการ หรือสุนทรียภาพแบบหนึ่งในชุมชน BDSM เท่านั้น แต่พอได้ไปงานเทศกาลศิลปะการมัดเชือก จึงพบว่ามันช่วยสื่อสารทางจิตวิญญาณและอารมณ์ได้ด้วยเช่นกัน”

ทาเทียน่าตระเวนเข้าร่วมเวิร์คช็อปกับนักมัดเชือกทั่วยุโรป และไปเรียนที่ญี่ปุ่นกับอาจารย์ชิบาริในสไตล์ต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้เปิดมุมมองใหม่ ทั้งด้านศิลปะ การแสดง และความคิดสร้างสรรค์ เมื่อผนวกเข้ากับความรู้และประสบการณ์ทั้งด้านศิลปะการต่อสู้แบบไอกิโด (Aikido) การเต้นแบบชนพื้นเมือง การนวดแผนไทย ตันตระ ไปจนถึงหลักการทางจิตวิทยา ทำให้เธอคิดค้นสไตล์การมัดแบบ 4 ธาตุ โดย

  • ธาตุดิน หมายถึงแรงกดเน้นให้ความคิดว่างเปล่า สงบนิ่ง
  • ธาตุลม คือ ความรู้สึกแผ่วเบาปราศจากการสัมผัสจากไอร้อนของฝ่ามือ หรือแรงเป่าไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  • ธาตุไฟ คือ การแสดงออกด้วยความรุนแรง ความเจ็บปวด แสดงถึงอำนาจ
  • ธาตุน้ำ คือ ความนุ่มละมุนเหมือนสายน่้ำ จากลูบไล้ด้วยความรักและความอ่อนโยน ทั้งหมดจะถูกใช้สลับกันไปเพื่อผลลัพธ์ด้านจิตใจ

ชิบาริและการบำบัด

เมื่อชิบาริว่าด้วยเรื่องจิตวิทยาและความรู้สึก แล้วสิ่งนี้จะเรียกว่าการบำบัดได้หรือไม่ ทาเทียน่าให้ความเห็นว่า ชิบาริสามารถเป็นตัวช่วยในการบำบัดได้ แต่ต้องทำร่วมกับจิตแพทย์ และนักเพศบำบัดเพื่ออธิบายว่าเกิดอะไรคือปมในใจ และให้แนวทางในการบำบัด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ได้รับการบำบัดอยากจะเปิดแผลขึ้นมาอีกครั้ง หรือจะปิดมันไว้ต่อไป

เธออธิบายว่า การมัดอาจจะไปกระตุ้นความเจ็บปวดในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้จะมีคนดูแลและปลอบประโลม ทำให้เรื่องนั้นกลายเป็นรูปแบบเชิงบวก และจิตใจก็จะได้รับการเยียวยา มองเหตุการณ์เดิมในมุมที่นุ่มนวลขึ้น

ทาเทียน่ายกกรณีตัวอย่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่ขอให้เธอมัดตามคำแนะนำของนักจิตบำบัดเพื่อเอาชนะปมในใจที่เคยถูกแฟนหนุ่มทำร้าย โดยผู้ได้รับการบำบัดเชื่อว่าตัวเองคงถอดใจตั้งแต่เริ่มต้น

“ในระหว่างมัดเธอดูหวาดกลัว หายใจรุนแรง แต่ฉันก็ทำให้มั่นใจว่าเธอจะไม่เป็นไร พอถึงตอนที่แก้มัด เธอบอกว่าไม่เคยว่าจะทำเรื่องนี้ได้สำเร็จ หลายคนมามัดกับฉันเพื่อให้ได้รับการปลอบประโลมทางใจ และความรัก มันเหมือนดึงบาดแผลนั้นขึ้นมาใหม่และใช้ความรักปิดบาดแผลใหญ่ที่อยู่ในใจอีกครั้ง”

“ชิบาริเป็นศิลปะที่น่าสนใจ แต่ก็มีอันตรายไปพร้อม ๆ กัน มันไม่ใช่แค่ความงดงามของความเจ็บปวด มันลึกล้ำกว่านั้นมาก บางคนต้องการความเจ็บปวดเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อปลุกเร้าความรู้สึก บางคนก็อยากไปให้สุดโดยไม่มีขีดจำกัด มันคือการสื่อสารกับร่างกาย จิตใจ และความทรงจำ ต้องใช้เวลาในการศึกษาเรียนรู้ แต่เมื่อได้ค้นพบแก่นแท้ของมันแล้วก็จะพัฒนาจนค้นพบความต้องการลึก ๆ ของผู้คน และใช้มันในการช่วยเหลือคนอื่นไปจนถึงรักษาตัวคุณเอง” 

นานาทัศนะจากชั้นเรียน

บีบีซีไทยได้พูดคุยกับ ดุ๊ก ภัทร ไมลีย์ และบลู ทั้งหมดเคยเข้าเวิร์กช็อปเบื้องต้นเรื่อง BDSM จากหลักสูตรเวชศาสตร์ทางเพศ (Clinical Sexology) ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในนั้นคือการศิลปะการมัดเชือกแบบชิบาริ ทำให้พวกเขาสนใจและอยากหาความรู้เพิ่มเติมจึงสมัครเข้าร่วมกิจกรรมนี้อีกครั้ง

ภัทรเล่าว่าเมื่อได้เข้ามาลองจริง ๆ ชิบาริเป็นภาวะที่สงบ มีศิลปะ และทำให้รู้สึกเป็นอิสระแตกต่างกับสิ่งที่เธอเห็นในสื่อว่าเป็นความรุนแรง ครั้งนี้เธอจึงพา นุ่น แฟนสาวเข้ามาร่วมเรียนด้วย โดยนุ่นมองว่านอกจากเรื่องเพศแล้ว นี่คือการทำสมาธิรูปแบบหนึ่งที่จิตใจต้องอยู่กับเชือกและลมหายใจของตัวเอง ส่วนดุ๊กกำลังเก็บประสบการณ์เพื่อเป็นนักเพศบำบัด เขามองว่าเรื่องนี้ คือความหลากหลายที่จะทำให้เข้าใจผู้รับบริการได้มากขึ้นในอนาคต

“ปัญหาสุขภาพเพศมีเยอะมาก แต่คนไทยมักไม่ค่อยกล้าพูดถึงเรื่องนี้” ดุ๊กให้ความเห็น

ในขณะที่ไมลีย์เคยถูกมัดแล้วรู้สึกชอบ เธอบรรยายว่าเหมือนการหลุดเข้าไปในโลกอีกใบ

“จากปกติเราเป็นคนที่มีอำนาจ ทำอะไรได้ด้วยตัวเอง พอถูกมัดเราทำอะไรไม่ได้เลย เป็นความรู้สึกเหมือนเราได้ปลดปล่อยอารมณ์ และความคิดให้ปล่อยวาง” 

สำหรับบลูค่อนข้างแตกต่างจากคนอื่นเพราะเขามีรสนิยมแบบ BDSM  อยู่แล้ว บลูยอมรับว่าช่วงแรกเขารู้สึกสะเทือนใจว่าสิ่งชอบเป็นเรื่องผิดบาปในสายตาคนอื่น แต่เมื่อได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนในชุมชน BDSM  ก็ทำให้เขาเข้าใจความต้องการของตัวเองและทำให้เข้าใจมุมมองของผู้อื่น

“ชิบาริถูกนำเสนอผ่านภาพความรุนแรง แต่เมื่อเข้าไปเรียนรู้จริง ๆ มันมีสิ่งที่น่าค้นหาไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของคนที่อยู่ตรงนั้นทั้งคนมัดหรือถูกมัด”

เขายังขยายความต่อถึงความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับ BDSM

“เรื่องการยินยอม (consent) เป็นเรื่องสำคัญ ผมมองว่า BDSM เป็นเครื่องมือสื่อสารว่าเราจะสื่อสารอย่างไร แบบไหน ถ้าต้องการจะสื่อสารความเจ็บปวดและทรมานก็ไม่ผิด แต่สำหรับผมใช้ชิบาริมาสื่อสารในเรื่องความอบอุ่น ความผูกพัน ความใกล้ชิด การที่เชื่อมโยงถึงกัน”