ร้านหนังสือที่เปิดโอกาสให้นักอ่านชาวจีนตั้งคำถามต่อประเทศของตัวเอง กำลังทยอยปิดตัวลง

Independent publisher Leslie Ng speaking to journalists at the Hunter Bookstore, surrounded by piles of books and packed shelves

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, เจ้าของร้านหนังสือฮันเตอร์ (Hunter) ซึ่งปรากฏในภาพนี้ ถูกจับกุมเมื่อปลายเดือน มิ.ย.
    • Author, อาเบล ยู
    • Role, บีบีซีแผนกภาษาจีน
    • Reporting from, รายงานจากฮ่องกง
  • Published
  • เวลาอ่าน: 9 นาที

ในทุก ๆ เดือนที่เฉิน จู เดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่ไปยังฮ่องกง สถานที่หนึ่งที่เธอมักจะไปอยู่เสมอคือร้านหนังสือฮันเตอร์ (Hunter)

ร้านหนังสืออิสระแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อสี่ปีก่อนโดยอดีตสมาชิกสภาท้องถิ่น และมีชื่อเสียงจากการจำหน่ายหนังสือที่ทางการมองว่าอ่อนไหว ไม่ว่าจะเป็น บันทึกเรื่องราวของนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง ไปจนถึงวรรณกรรมอุปมาอุปไมยที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับลัทธิอำนาจนิยม การเมืองเรื่องฟอร์มสัตว์ (Animal Farm) ของจอร์จ ออร์เวลล์ หรือ ผ่าพิภพไททัน (Attack on Titan) ของฮาจิเมะ อิซายามะ

จากบ้านของจูในเมืองกว่างโจวบนชายฝั่งทางใต้ของจีน ใช้เวลาเดินทางไม่นานมายังถนนที่พลุกพล่านในย่านซัมซุยโปของฮ่องกง ที่ซึ่งร้านฮันเตอร์ตั้งอยู่คั่นกลางระหว่างร้านขายผ้า อู่ซ่อมรถ และคาเฟ่ร่วมสมัย

สำหรับหญิงวัย 23 ปีรายนี้ การเดินทางดังกล่าวเป็นเสมือนการก้าวเข้าสู่อีกโลกหนึ่งที่มีเสรีภาพมากกว่า ที่ซึ่งเธอสามารถค้นหาคำตอบสำหรับคำถามต้องห้ามได้

ตอนเธอได้รู้ว่าร้านหนังสือแห่งนี้ถูกตำรวจบุกตรวจค้นเมื่อปลายเดือน มิ.ย. จูถึงกับร้องไห้ออกมา "ฉันเสียใจมาก" เธอบอก

ร้านหนังสืออิสระในฮ่องกงเพิ่มจำนวนขึ้นมาก หลังการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในปี 2019 ที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับเมือง แต่ร้านเหล่านี้ก็อยู่รอดยากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อจีนเข้ามาควบคุมฮ่องกงมากขึ้น

รัฐบาลจีนยืนยันว่ากฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (National Security LawNSL) ซึ่งมีขอบเขตกว้างขวางเป็นสิ่งจำเป็นต่อเสถียรภาพ ขณะที่ชาวฮ่องกงจำนวนมากและกลุ่มสิทธิมนุษยชนเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวได้ทำลายเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ประชาชนหลายพันคน รวมถึงนักกิจกรรมและอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติ ได้ย้ายออกจากฮ่องกงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ที่เข้มงวดนำมาซึ่งการจับกุมและตัดสินลงโทษจำนวนมาก

Close-up of publication cover showing Chinese man wearing wire-rimmed glases, a headband reading "hunger strike" in Chinese and matching white cloth gag tied across his mouth - the book is a photo chronicle of the Tiananmen Square democracy movement

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หนังสือนี้มีเนื้อเกี่ยวกับขบวนการประชาธิปไตยจัตุรัสเทียนอันเหมิน และหนังสือเกี่ยวกับจิมมี ไหล นักธุรกิจมหาเศรษฐีและผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ตำรวจเข้าตรวจค้นร้านหนังสือฮันเตอร์ และกล่าวหาเลทิเทีย หว่อง เจ้าของร้านวัย 33 ปี และชายวัย 32 ปีอีกคนว่าละเมิดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ก่อนจับกุมทั้งคู่ในข้อหายุยงปลุกปั่นและฟอกเงิน โดยทั้งคู่ปฏิเสธข้อกล่าวหา และได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจากการยื่นขอประกันตัวแล้ว

ในเดือน มี.ค. ตำรวจได้จับกุมเจ้าของร้านบุ๊กพันช์ (Book Punch) พร้อมพนักงานอีก 3 คนในข้อหาเดียวกัน โดยมีรายงานว่ามีการยึดหนังสือชีวประวัติของจิมมี ไหล นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่กำลังถูกคุมขังด้วย

วันที่ 15 ก.ค. ซึ่งเป็นวันเปิดเทศกาลหนังสือประจำปีของฮ่องกง (Hong Kong Book Fair) ตำรวจความมั่นคงแห่งชาติได้เข้าตรวจค้นร้านหนังสืออิสระอีก 2 แห่งคือ กรีนฟิลด์ (Greenfield Bookstore) และแฮฟอะไนซ์สเตย์ (Have a Nice Stay) พร้อมจับกุม 5 คนในข้อหายุยงปลุกปั่น ซึ่งพวกเขาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยการประกันตัวเช่นกัน

ปลายเดือนเดียวกัน กรีนฟิลด์ได้โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ว่า "ร้านของเราจะปิดตัวลงเมื่อหมดสัญญาเช่า ขอบคุณที่ร่วมเดินเคียงข้างเรา ผ่านลมผ่านฝนมากับเราตลอด 50 ปีนับตั้งแต่เปิดร้าน" นับเป็นร้านหนังสืออิสระแห่งที่ 3 ที่ปิดตัวลงภายในเวลาเพียง 1 เดือน

ร้านหนังสือเหล่านี้มีฐานผู้อ่านที่ติดตามมาอย่างยาวนาน ไม่เฉพาะในฮ่องกงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้อ่านชาวจีนแผ่นดินใหญ่จำนวนมากด้วย

บางคน เช่น จู เดินทางมายังเมืองนี้เพียงเพื่อตามหาหนังสือเล่มเดียว

สำหรับ หลี่ (ขอสงวนชื่อจริง) วัย 19 ปี จากเซี่ยงไฮ้ ร้านเหล่านี้คือสถานที่ที่เธอ "มองเห็นความเป็นไปได้มากมาย และได้เห็นว่าแนวคิดเดิม ๆ สามารถถูกท้าทายได้"

ส่วนคนอื่น ๆ ให้คุณค่ากับสถานที่เหล่านี้ในฐานะพื้นที่ที่มอบความรู้สึกถึงเสรีภาพและความเป็นชุมชน ซึ่งพวกเขารู้สึกว่าขาดหายไปในจีนแผ่นดินใหญ่

ตอนนี้พวกเขากลัวว่าจีนกำลังกัดกร่อนจิตวิญญาณเช่นนั้นในฮ่องกงด้วย

An employee is escorted away from Have a Nice Stay independent bookstore by Hong Kong national security police.

ที่มาของภาพ, Getty

คำบรรยายภาพ, ตำรวจควบคุมตัวพนักงานออกจากร้านแฮฟอะไนซ์สเตย์ (Have a Nice Stay) ซึ่งบนเสื้อยืดของพวกเขามีข้อความว่า "ฉันเป็นพนักงานร้านหนังสือ"

เมื่อจูเริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในปี 2021 เธอเริ่มสนใจเรื่องราวบางช่วงของประวัติศาสตร์จีนที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงมากขึ้น เช่น เหตุการณ์สังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินปี 1989 ซึ่งเป็นหัวข้อต้องห้ามที่ถูกลบเลือนออกจากอินเทอร์เน็ตที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดในประเทศ

การประท้วงครั้งใหญ่ที่นำโดยนักศึกษาได้จบลงด้วยการปราบปรามอย่างนองเลือดโดยกองทัพ ซึ่งจำนวนผู้เสียชีวิตยังคงเป็นที่ถกเถียง โดยรัฐบาลจีนระบุในขณะนั้นว่ามีพลเรือนเสียชีวิต 200 คน แต่ตามเอกสารทางการทูตของสหราชอาณาจักรที่ถูกเปิดเผยภายหลัง ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10,000 คน

จูพยายามหาชมภาพยนตร์ที่กล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์รักเรื่องซัมเมอร์ พาเลซ (Summer Palace) หรือภาพยนตร์วายที่ถ่ายทำอย่างลับ ๆ เรื่องหลานหยู่ (Lan Yu) แต่ก็ยังไม่สามารถตอบข้อสงสัยของเธอได้

เธอจึงตั้งใจตามหาหนังสือเรืองดิ อันเบิร์นด์ บุ๊ก (The Unburned Book - แปลเป็นไทยได้ว่า 'หนังสือที่ไม่ถูกเผา') ของหยาง ตู้ กวีชาวไต้หวัน ซึ่งสะท้อนความทรงจำสุขปนเศร้าของผู้ประท้วงที่ต่อมาต้องลี้ภัย

ในปี 2023 ทันทีที่พรมแดนระหว่างจีนกับฮ่องกงกลับมาเปิดอีกครั้งหลังโควิดระบาด เธอเดินทางไปฮ่องกงเพื่อตามหาหนังสือเล่มนี้

นั่นคือช่วงที่ร้านหนังสืออิสระในฮ่องกงกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ผู้คนต่างแชร์เส้นทางมายังร้านหนังสือเหล่านี้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมคู่มือแนะนำย่านนั้น ไปจนถึงรายการหนังสือแนะนำที่คัดสรรมาแล้ว

BBC map showing bookshops under strain in Hong Kong
คำบรรยายภาพ, แผนที่ร้านหนังสือต่าง ๆ ในฮ่องกงที่เผชิญแรงกดดัน

ในย่านมงก๊กอันคึกคัก มีร้านลัควิน (Luck Win) ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการขายหนังสือลดราคาจนถูก และร้านกรีนฟิลด์ที่มีชั้นหนังสือแน่นตั้งแต่พื้นจรดเพดาน

เดินไปอีกไม่ไกลจะพบแฮฟอะไนซ์สเตย์ ร้านบรรยากาศอบอุ่นที่ก่อตั้งโดยอดีตผู้สื่อข่าว ซึ่งมีกิจกรรมอ่านหนังสือยามดึกที่ได้รับความนิยม รวมถึงร้านเอล์มบุ๊ก (Elmbook) ซึ่งแม้จะมีพื้นที่คับแคบ แต่ชั้นหนังสือที่น่ารักทำให้การเลือกหนังสือเหมือนการล่าสมบัติ

นอกจากนี้ยังมีร้านบุ๊กพันช์ที่ตั้งอยู่บนถนนไถหนานอันร่วมสมัย ซึ่งมีคอลเลกชันหนังสือสอดคล้องกับคำขวัญของร้านที่ว่า "หมัดเดียวเพื่อปลุกผู้อ่านให้ตื่น" และร้านเวิร์ดบายเวิร์ด (Word by Word) ซึ่งเป็นขวัญใจของคนรักอาหารในย่านประวัติศาสตร์อย่างหว่านไจ๋ และแน่นอนว่ายังมีร้านฮันเตอร์ซึ่งมีโซฟาตั้งอยู่หน้าร้านให้คนที่เดินผ่านแวะนั่งพักได้

ที่นั่นเอง จูได้พบหนังสือเรื่องดิ อันเบิร์นด์ บุ๊ก โดยเธอแปลกใจเมื่อได้พบมันในที่สุด เพราะก่อนหน้านั้นเธอตามหามาหลายร้าน แต่ไม่เคยพบ

ฮ่องกง ซึ่งเคยเป็นที่ลี้ภัยของผู้ที่หลบหนีออกจากจีนหลังปี 1989 เคยจัดกิจกรรมรำลึกถึงผู้เสียชีวิตทุกปีด้วยการจุดเทียนไว้อาลัย กิจกรรมเหล่านี้ค่อย ๆ หายไปเมื่อกฎหมายใหม่มุ่งเป้าไปที่การรวมตัวทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม เมื่อ คริส วัย 20 ปี (นามสมมติ) เดินทางไปฮ่องกงเมื่อต้นเดือน มิ.ย. เขาพบว่ามีร้านหนังสือแห่งหนึ่งจัดแสดงหนังสือที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ โดยมีเทียนสีขาว และม้วนเทปกาวที่พิมพ์เลขโรมัน "VI-IV" เป็นรหัสหมายถึงวันที่ 4 มิ.ย. ด้วย

คนหนุ่มสาวเหล่านี้อาจไม่ได้มาจากฮ่องกง แต่พวกเขากล่าวว่ารู้สึกผูกพันอย่างลึกซึ้งกับร้านหนังสือเหล่านี้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชีวิตชีวาทางการเมืองและเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลของพวกเขาอยากให้ลืม

แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องของหนังสือเท่านั้น

View of the closed entrance to the Greenfield Bookstore in Mong Kok.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทางเข้าร้านหนังสือกรีนฟิลด์ถูกปิดหลังการตรวจค้นของตำรวจ

หลี่เดินทางไปฮ่องกงในช่วงตรุษจีนปีนี้ หลายเดือนหลังเหตุเพลิงไหม้อาคารอพาร์ตเมนต์ขนาดใหญ่ในเขตไท่โปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไป 168 ราย

ที่ร้านหนังสือฮันเตอร์ เธอพบกำแพงที่เต็มไปด้วยกระดาษโพสต์อิทสีดำ ซึ่งผู้มาเยือนได้เขียนข้อความให้กำลังใจผู้ได้รับผลกระทบจากโศกนาฏกรรมดังกล่าว

หลี่บอกว่าความรู้สึกของความเป็นชุมชนเช่นนี้หาได้ยากในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยเธอกล่าวว่าแม้จะมีบอร์ดข้อความเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้เน้นการแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเป็นการเฉพาะ อาจเป็นเพราะทางการระมัดระวังต่อการแสดงอารมณ์ร่วมของประชาชนต่อสาธารณะทุกรูปแบบ

"ผู้คนทำได้เพียงแสดงออกทางอ้อม" หลี่บอก

เธอยังประทับใจในรายละเอียดเล็ก ๆ อีกอย่างหนึ่ง คือข้อความที่พนักงานเขียนไว้ข้างหนังสือ โดยพนักงานร้านใช้กระดาษโพสต์อิทแบ่งปันความเห็นเกี่ยวกับหนังสือที่ตนเองอ่าน หรือเน้นให้เห็นข้อความที่พวกเขาคิดว่ามีความหมายเป็นพิเศษ ซึ่งคือสิ่งที่เธอไม่เคยเห็นในบ้านเกิด

จูก็มีประสบการณ์คล้ายกัน เธอบอกว่า "เราทุกคนรักหนังสือ เราทุกคนเห็นคุณค่าของร้านหนังสืออิสระ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราเลือกซื้อหนังสือที่นี่"

แม้เธอแทบไม่เคยพูดคุยกับคนแปลกหน้าระหว่างเลือกดูหนังสือ แต่เธอไม่เคยรู้สึกเป็นคนนอก หนังสือและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ร้านจัดทำให้เธอรู้สึกราวกับได้หลบหนีไปยังสถานที่ที่มี "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อย่างน้อยก็นิดหน่อย"

"คุณได้ทิ้งจีนแผ่นดินใหญ่ไว้ข้างหลัง แน่นอนว่าคุณรู้ว่าเสรีภาพนี้มีขอบเขตของมัน แต่ก็ยังดีกว่าการพูดอะไรไม่ได้เลย"

Visitors pay tribute to independent bookstore 'Mount Zero' on its last day of business in Hong Kong on March 31, 2024.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ลูกค้าประจำของร้านหนังสือเมาต์ซีโร่ (Mount Zero) มารวมตัวกันที่ร้านในวันสุดท้ายของการเปิดกิจการ เมื่อเดือน มี.ค. 2024 โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีร้านหนังสืออิสระหลายแห่งในฮ่องกงต้องปิดตัวลง

แต่ตอนนี้จูรู้สึกได้ว่าเสรีภาพดังกล่าวกำลังถูกจำกัดมากขึ้น

เธอเล่าว่า ได้เจอเจ้าหน้าที่ทางการในฮ่องกงบ่อยกว่าที่พบในจีนแผ่นดินใหญ่เสียอีก โดยในกิจกรรมของร้านหนังสือแห่งหนึ่ง เธอจำได้ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาในสถานที่จัดงาน

"พวกเขาแค่มานั่งฟังอยู่กับพวกเรา" เธอเล่า

ตามคำบอกเล่าของผู้ขายหนังสือรายหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกชื่อและออกหน้า เพราะเกรงผลกระทบ การตรวจค้นที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มุ่งเป้าเฉพาะร้านที่มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจนเท่านั้น

"ร้านหนังสือลัควินและเอล์มบุ๊ก เป็นร้านที่วางตัวเงียบมาโดยตลอด" ผู้ขายหนังสือกล่าว

"พวกเขาแทบไม่เคยออกแถลงการณ์สาธารณะหรือจัดกิจกรรมใด ๆ เลย ผมนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าพวกเขาทำอะไรถึงทำให้รัฐบาลไม่พอใจ"

ในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนงานหนังสือประจำปี เหวินเหว่ยโป๋ (Wen Wei Po) หนังสือพิมพ์ที่อยู่ใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ประสานงานของทางการจีนในฮ่องกง เผยแพร่บทวิจารณ์ร้านหนังสือทั้ง 2 แห่งนี้

หนังสือพิมพ์ดังกล่าวกล่าวหาว่าร้านเหล่านี้จำหน่ายหนังสือที่ส่งเสริม "การอารยะขัดขืน" อาทิ หนังสือเรื่อง เดอะ ฮ่องกง ไดอารีส์ (The Hong Kong Diaries) ผู้ว่าการฮ่องกงคนสุดท้ายก่อนที่จะมีการส่งมอบฮ่องกงคืนสู่การปกครองของจีน และเรียงความสั้น 300 เรื่อง (300 Short Essays) ของหลี่ อี้ คอลัมนิสต์ผู้ล่วงลับจากหนังสือแอปเปิ้ลเดลี่ (Apple Daily) ซึ่งถูกปิดกิจการ และผู้บริหารระดับสูงหลายคน รวมถึงเจ้าของคือจิมมี ไหล ถูกจำคุกในข้อหาละเมิดกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่

ทง คิน-หลง จากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน กล่าวว่า "ทางการไม่ต้องการให้ผู้คนรู้แน่ชัดว่าขอบเขตอยู่ตรงไหน... พวกเขาต้องการให้ผู้คนกำหนดเส้นแดงด้วยตัวเอง หรือเซ็นเซอร์ตัวเองก่อนจะก้าวข้ามเส้นนั้น"

สำหรับชายวัย 30 ปีคนหนึ่งจากมณฑลเสฉวน ซึ่งบีบีซีขอใช้ชื่อเรียกว่าเค การเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงในฮ่องกงให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด

เขาจำได้ว่าสมัยหนึ่ง ร้านหนังสือในจีนแผ่นดินใหญ่ก็เคยเป็นพื้นที่ที่มีชีวิตชีวาสำหรับการอภิปรายสาธารณะ โดยหนังสือและนิตยสารแนวเสรีนิยมถูกจัดวางอย่างโดดเด่น ร้านหนังสือจัดงานเสวนาและการอภิปรายอยู่เป็นประจำ แต่ราวปี 2015 เขาเริ่มสังเกตเห็นการควบคุมที่เข้มงวดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ในตอนแรก การควบคุมเน้นไปที่หนังสือเกี่ยวกับผู้นำประเทศ จากนั้นหนังสือที่ดูไม่ได้อ่อนไหว

จูมีเพื่อนคนหนึ่งที่ปัจจุบันเปิดร้านหนังสือในกว่างโจว เธอบอกว่าตำรวจแวะมาร้านเป็นครั้งคราวเพื่อคุกคามเจ้าของร้าน และมีการตัดกระแสไฟฟ้าในระหว่างที่ร้านจัดฉายภาพยนตร์

เธอกล่าวว่า ฮ่องกง "ควรเป็นสถานที่ที่มีเสรีภาพมากกว่า"

A visitor photographs books by Chinese President Xi Jinping displayed at a booth during the Hong Kong Book Fair on July 16, 2026, in Hong Kong, China.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หนังสือของสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ถูกจัดแสดงในเทศกาลหนังสือฮ่องกง (Hong Kong Book Fair) เมื่อเดือน ก.ค.

แต่ถึงอย่างนั้น ผู้อ่านชาวจีนแผ่นดินใหญ่ยังคงกระตือรือร้นที่จะนำหนังสือจากฮ่องกงกลับบ้าน แม้เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะสามารถยึดหนังสือที่มองว่าเป็นอันตรายต่ออธิปไตย ความมั่นคง หรือความเป็นเอกภาพของชาติได้

เครู้สึกกังวลทุกครั้งที่เดินทางกลับจากฮ่องกง เขาเลือกด่านพรมแดนที่มีคนพลุกพล่านกว่า หลีกเลี่ยงหนังสือที่มีภาพบุคคลทางการเมืองอ่อนไหวอย่างเด่นชัด และเคยซ่อนหนังสือไว้ในเสื้อผ้าหรือก้นกระเป๋าเดินทาง

แต่ตอนนี้นั่นไม่ใช่ความกังวลเพียงอย่างเดียวของเขาอีกต่อไป

"ในอดีต คนมักคิดง่าย ๆ ว่า 'ถ้าซื้อหนังสือในจีนแผ่นดินใหญ่ไม่ได้ ก็ไปซื้อที่ฮ่องกง'" เขากล่าว "ตอนนี้ความรู้สึกเปลี่ยนไปแล้ว คุณไม่รู้เลยว่าครั้งหน้าที่มาจะยังเหลือร้านหนังสือร้านไหนอยู่บ้าง"

หนึ่งสัปดาห์หลังจากทราบว่าร้านถูกตัดสิทธิ์ร่วมเทศกาลหนังสือฮ่องกง ร้านเอล์มบุ๊กประกาศว่าจะปิดหน้าร้านจริงในเดือน เม.ย. ปีหน้า

ไม่นานหลังจากนั้น แฮฟอะไนซ์สเตย์ก็ประกาศว่าจะปิดตัวลงสิ้นเดือน ส.ค. โดยระบุถึงปัญหาเศรษฐกิจและการที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า "เส้นแดง" ไหนที่จะทำให้เนื้อหาถูกพิจารณาว่ามีปัญหา

หลายคนในวงการร้านหนังสือของฮ่องกงเริ่มมองอนาคตในแง่ลบ บางคนเชื่อว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลงกว่านี้ก่อนที่จะดีขึ้น

แต่ผู้อ่านไม่ได้ไร้อำนาจ บุคคลวงในของอุตสาหกรรมรายหนึ่งระบุว่า "เรายังสามารถซื้อหนังสือได้ เรายังสามารถอ่านได้ และเรายังสามารถอ่านหนังสือดี ๆ ได้อีกมากมาย"

คริสรู้สึกหวาดกลัวหลังทราบข่าวการจับกุมที่ร้านหนังสือฮันเตอร์ แต่เขาบอกว่าจะยังคงไปที่นั่นต่อไป

"การซื้อหนังสือกลายเป็นวิธีเงียบ ๆ ในการแสดงการสนับสนุน และเป็นรูปแบบหนึ่งของการต่อต้านอย่างเงียบ ๆ"