You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
“ต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพของผมก่อน” จัสติน บีเบอร์ เผย หลังแถลงเลื่อนคอนเสิร์ตอีกครั้ง
จัสติน บีเบอร์ ประกาศเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา (6 ก.ย.) บนอินสตาแกรมส่วนตัว ว่าเขาต้องหยุดพักจากการทัวร์คอนเสิร์ตอีกครั้งหลังอาการจากวิกฤตสุขภาพที่เขาประสบเมื่อต้นปีนี้กำเริบอีก
ก่อนหน้านี้ นักร้องชื่อก้องโลกได้ประกาศระงับการแสดงคอนเสิร์ตในช่วงเดือน มิ.ย. ผ่านอินสตราแกรมส่วนตัว หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค "แรมเซย์ ฮันต์ ซินโดรม" (Ramsay Hunt syndrome)
แรมเซย์ ฮันต์ ซินโดรม เป็นไวรัสที่แทรกซ้อนมาจากการที่โรค "งูสวัด" ส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทบนใบหน้าที่อยู่ใกล้หูของคนที่เป็นโรคนี้
บีเบอร์ ซึ่งกลับมาแสดงคอนเสิร์ต “Justice World Tour” อีกครั้งในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา กล่าวว่า หลังจากที่ได้แจ้งแฟนคลับเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของเขา ซึ่งทำให้ใบหน้าเป็นอัมพาตบางส่วน เขาก็มีอาการดีขึ้นและสามารถจัดการแสดงคอนเสิร์ตที่วางแผนไว้ในอเมริกาเหนือได้สำเร็จ
แต่หลังจากที่นักร้องวัย 28 ปี กลับมาแสดงคอนเสิร์ตอีกได้ไม่นาน เขาได้ออกประกาศผ่านการโพสต์สตอรี่ ผ่านอินสตราแกรมส่วนตัวอีกครั้ง เมื่อช่วงค่ำของวันอังคาร (6 ก.ย.) ว่าเขาพยายามจัดการกับความอ่อนล้าขณะพยายามกลับไปทัวร์คอนเสิร์ต และความพยายามดังกล่าวส่งผลเสียโดยตรงต่อสุขภาพของเขา
“หลังจากพักผ่อนและปรึกษากับแพทย์ ครอบครัว และทีมงานของผม ผมก็เดินทางไปยุโรปต่อเพื่อพยายามทัวร์ต่อไป” คำแถลงการระบุ "ผมขึ้นแสดงสดไป 6 รอบ แต่มันส่งผลเสียต่อสุขภาพให้กับผมจริง ๆ”
หลังจัดการแสดงที่เทศกาลดนตรี “Rock in Rio” ในประเทศบราซิลเสร็จสิ้น บีเบอร์ได้เขียนข้อความว่า "ผมรู้สึกอ่อนล้ามากและผมก็ตระหนักได้ว่าผมต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพของผมก่อนในตอนนี้"
“ดังนั้น ผมจะหยุดพักจากการทัวร์ไปก่อนในขณะนี้” เขาประกาศผ่านคำแถลงการณ์ โดยย้ำว่า “ผมสบายดี แต่ผมต้องการเวลาพักผ่อนเพื่อให้อาการดีขึ้น”
ตามแผนการเดิมของการทัวร์คอนเสิร์ต Justice World Tour ของจัสติน บีเบอร์ เขาจะเดินทางมาแสดงคอนเสิร์ตในเอเชีย หลังทำการแสดงในทวีปอเมริกาใต้เสร็จสิ้น
โดยเริ่มต้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในประเทศมาเลเซียในช่วงเดือน ต.ค. ก่อนจะเดินทางไปแสดงคอนเสิร์ตต่อที่สิงคโปร์ เมืองจาการ์ตาของอินโดนีเซีย และมาเปิดการแสดงต่อที่ประเทศไทยในวันที่ 6 พ.ย. ภายใต้ชื่อ “จัสติน บีเบอร์ จัสทิส เวิลด์ ทัวร์ แบงค็อก” (Justin Bieber Justice World Tour Bangkok) จากนั้นจะไปเปิดการแสดงที่ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ต่อจนถึงสิ้นปี
ปัญหาสุขภาพที่บีเบอร์เผชิญอยู่ อาจส่งผลให้การแสดงที่เหลือในปีนี้ของเขาต้องเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด และประเทศไทยอาจจะเป็นหนึ่งในหลาย ๆ ประเทศที่อาจถูกยกเลิกการแสดง ไปจนกว่าบีเบอร์จะพร้อมแสดงอีกครั้ง
บีบีซีไทยได้ติดต่อ ไลฟ์ เนชั่น เทโร (Live Nation Tero) ผู้จัดคอนเสิร์ตของบีเบอร์ในครั้งนี้ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับความคืบหน้าของการจัดการแสดง โดยได้รับคำอธิบายว่าทางบริษัทฯ ยังไม่ได้รับการยืนยันจากผู้จัด Justice World Tour ว่า จะเลื่อนการแสดงที่ประเทศไทยหรือไม่
หากมีประกาศเลื่อน บัตรที่ซื้อเอาไว้จะสามารถนำมาใช้ได้เหมือนเดิมในรอบการแสดงใหม่ แต่ถ้าหากมีการยกเลิก ทางบริษัทฯ ก็พร้อมจะคืนเงินให้เต็มจำนวน โดยราคาบัตรคอนเสิร์ตของจัสติน บีเบอร์ ในไทยนั้นเริ่มต้นที่ 2,500-7,500 บาท และยังมี “วีไอพี แพ็คเกจ” แยกขายราคาตั้งแต่ 9,500-16,500 บาท
ตามข้อมูลอ้างอิงจากเมโย คลินิก ในสหรัฐอเมริกา ระบุว่า กลุ่มอาการ “แรมเซย์ ฮันต์ เกิดขึ้นเมื่อโรคงูสวัดส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทใบหน้าใกล้หูข้างใดข้างหนึ่ง นอกเหนือจากอาการงูสวัดที่เจ็บปวดแล้ว กลุ่มอาการ แรมเซย์ ฮันต์ อาจทำให้ใบหน้าอัมพาตและสูญเสียการได้ยินในหูที่ได้รับผลกระทบด้วย"
กรมการแพทย์ของไทย เผยการรักษาอาการป่วยอัมพาตหน้าครึ่งซีก
กรมการแพทย์ของไทย ได้ออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับกลุ่มอาการที่เกิดการอ่อนแรงของใบหน้าครึ่งซีกหลังจากที่บีเบอร์ได้ออกมาประกาศเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของตัวเองครั้งแรกเมื่อช่วงเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ว่าอาการของโรคดังกล่าวเป็นผลมาจากการอักเสบของเส้นประสาทใบหน้าหรือเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7
นพ. สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคเส้นประสาทใบหน้าหรือเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 อักเสบ หรือเบลล์พัลซี ( Bell's palsy ) คือ ภาวะที่กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเกิดอัมพาตชั่วขณะ สามารถพบได้ทุกช่วงอายุ โดยมีสาเหตุมาจากเส้นประสาทบนใบหน้าที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อใบหน้าเกิดความผิดปกติ ส่งผลให้ใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก มักจะเป็นข้างใดข้างหนึ่ง หลับตาไม่สนิท มุมปากขยับได้ลดลง ดูดน้ำจากหลอดไม่ได้ มีน้ำรั่วที่มุมปาก หรือมีอาการเลิกคิ้วไม่ได้
นอกจากนี้ ยังมีการรับรสที่ปลายลิ้นผิดปกติ น้ำลายแห้ง น้ำตาแห้ง การได้ยินของหูข้างที่มีอาการลดลง หรือได้ยินเสียงก้อง และ มีอาการปวดบริเวณหลังใบหูร่วมด้วย บางรายเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น โรคอีสุกอีไส เชื้อเริม งูสวัด ที่แฝงอยู่ในปมประสาท หากร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำลงจะทำให้เกิดโรคนี้ได้ ถือเป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นทันที และมักจะเกิดขึ้นภายใน 48 ชม.
นพ. ธนินทร์ เวชชาภินันท์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกเป็นโรคที่สามารถค่อย ๆ ฟื้นตัวและดีขึ้นเองได้ โดยแพทย์จะวินิจฉัยจากการซักประวัติ การตรวจร่างกายเป็นสำคัญร่วมกับการตรวจการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ
การรักษาโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกนั้น จะรักษาตามสาเหตุที่ทำให้โรค เช่น ให้ยาฆ่าเชื้อไวรัสกรณีที่มีการติดเชื้อไวรัสกลุ่มเริม หรืองูสวัดร่วมด้วย การให้ยาสเตียรอยด์เพื่อลดอาการอักเสบในรายที่ไม่มีการติดเชื้อ ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดใบหน้า เช่น การบริหารกล้ามเนื้อใบหน้า การกระตุ้นเส้นประสาทด้วยกระแสไฟฟ้าหรือนวดใบหน้า ช่วยลดภาวะกล้ามเนื้อตึงเกร็ง และการผ่าตัดในผู้ป่วยบางราย
ในผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ควรปิดตาข้างที่มีอาการหรือใส่แว่นกันแดด ร่วมกับใช้น้ำตาเทียม และปิดตาเวลานอนเพื่อลดอาการเคืองตา ตาแดง หรือมีแผลที่แก้วตา อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ป่วยมีอาการใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการ เพราะผลของการรักษาจะได้ผลดีถ้าได้เริ่มรักษาได้เร็ว