นักวิทยาศาสตร์ใช้คาราโอเกะเพื่อหาสาเหตุหน้าแดงระเรื่อ

    • Author, ฮัซฟา คาลิล
    • Role, บีบีซีนิวส์
  • Published
  • เวลาอ่าน: 1 นาที

เคยสังเกตไหมว่าทำไมแก้มของคุณถึงแดงระเรื่อเมื่อถูกทุกสายตาจับจ้อง ?

งานศึกษาชิ้นใหม่ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (17 ก.ค.) ชี้ว่าอาการหน้าแดงเป็นปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นเอง ไม่ได้เกิดจากการคิดตรึกตรอง

เพื่อหาคำตอบว่าสาเหตุของอาการหน้าแดงคืออะไร นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัมในเนเธอร์แลนด์ได้ขอให้กลุ่มผู้หญิงอายุ 16–20 ปี ร้องคาราโอเกะต่อหน้ากล้อง จากนั้นจึงนำวิดีโอการร้องเพลงมาเปิดให้พวกเธอดูผลงานตัวเอง

ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the Royal Society B journal แสดงให้เห็นว่าหน้าของพวกเธอแดงมากขึ้นเมื่อดูการแสดงของตัวเอง เทียบกับตอนที่ดูการร้องเพลงของคนอื่น ๆ

มิลิกา นิโคลิช นักจิตวิทยาด้านพัฒนาการจากสถาบันเพื่อการพัฒนาเด็กและการศึกษา ซึ่งเป็นผู้วิจัยหลักในงานศึกษาชิ้นนี้ ได้ตรวจสอบอาการหน้าแดงในฐานะที่เป็นตัวชี้วัดทางสรีรวิทยาของอารมณ์เด็กเล็กในสภาพแวดล้อมที่สังคมสร้างขึ้น

“ฉันสนใจว่าอะไรกระตุ้นให้หน้าแดง การที่เราคิดว่าคนอื่นคิดกับเราอย่างไรเป็นสาเหตุหรือเปล่า หรือมันเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติทางธรรมชาติจากการถูกเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะกันแน่” เธอตั้งคำถาม

คำถามนี้ทำให้เกิดการตั้งทฤษฎีขึ้นมา 2 อย่างเพื่อหาสาเหตุของอาการหน้าแดง ทฤษฏีแรกเสนอว่ามันเกิดจากการประมวลผลผ่านความนึกคิดอันซับซ้อน เช่น การคิดสะท้อนตนเอง (self-reflection) และการตระหนักรู้ในตัวเอง (self-awareness) ซึ่งเข้ามาเป็นตัวกระตุ้น ขณะที่อีกทฤษฎีหนึ่งเสนอแย้งว่า มันเป็นการตอบสนองทางอารมณ์ที่รวดเร็วซึ่งเกิดขึ้นเองโดยสัญชาตญาณ

เพื่อตอบคำถามนี้ ทีมงานของนิโคลิชได้นำตัวผู้ทดลองมาแสกนผ่านเครื่องสร้างภาพด้วยแม่เหล็กที่เรียกว่าเอฟเอ็มอาร์ไอ (Functional Magnetic Resonance Imaging - fMRI) จากนั้นก็กระตุ้นให้เกิดอาการหน้าแดงและวัดกิจกรรมในสมองที่เกิดขึ้น

ผู้เข้าร่วมการทดสอบเป็นผู้หญิง 40 คนที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย ซึ่งเป็นวัยที่มี “ความอ่อนไหวอย่างสูงต่อการประเมินทางสังคมและการตระหนักรู้ในตนเอง” โดยทั้งหมดมาจากกรุงอัมสเตอร์ดัมและพื้นที่รอบ ๆ

งานศึกษาไม่ได้ตั้งใจที่จะมุ้งเน้นไปที่ผู้หญิงในตอนแรก แต่สุดท้ายได้อาสาสมัครเข้าร่วมการทดลองทั้งหมดเป็นผู้หญิง

กลุ่มคนที่มีความวิตกกังวลทางสังคมในระดับต่าง ๆ กันถูกคัดเลือกโดยใช้แบบสอบถามคัดกรอง แต่อาสาสมัครไม่ได้รับแจ้งว่าจะต้องร้องคาราโอเกาะตอนที่สมัคร เพื่อไม่ให้เกิดการจำกัดประเภทของผู้ลงทะเบียน

ผู้เข้าร่วมถูกบันทึกวิดีโอรอบแรกโดยให้ร้องเพลง 4 เพลงที่พวกเขาไม่มีสิทธิเลือก ซึ่งเพลงทั้งหมดร้องยาก โดยหวังจะกระตุ้นให้เกิดความอับอายให้ได้มากที่สุด (และเป็นเงื่อนไขที่ดีที่จะทำให้เกิดอาการหน้าแดง) โดยเพลงที่นำมาร้องมีตั้งแต่เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง โฟรเซ่น (Frozen) ของดีสนีย์ และเพลง All I Want For Christmas Is You ของมารายห์ แครีย์

จากนั้นผู้เข้าร่วมการทดลองจะได้ดูวิดีโอที่ตนเองร้องเพลง และคลิปการร้องเพลงของนักร้องมืออาชีพที่ผู้เข้าร่วมได้รับแจ้งว่าเป็นผู้เข้าร่วมอีกคนหนึ่งซึ่งมีทักษะการร้องเพลงไม่ต่างกัน

ขณะดูวิดีโอ การทำงานของสมองของผู้เข้าร่วมจะถูกบันทึกไว้เพื่อตรวจจับความเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนของเลือดในสมอง และแก้มซ้ายของพวกเขาก็ถูกวัดอุณหภูมิอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินค่าความแดงระเรื่อที่เกิดขึ้น

นิโคลิชอธิบายว่าผู้วิจัยมีแนวคิด 2 ประการ กล่าวคือ หน้าแดงอาจเกิดขึ้นจากความนึกคิดที่ว่าผู้อื่นมองหรือมีความรับรู้ต่อเราอย่างไร ซึ่งไปกระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคิดตรึกตรอง หรือประการที่สองคือ มันกระตุ้นให้เกิดกระบวนการพื้นฐานบางอย่างมากขึ้น เช่น การปลุกเร้าทางอารมณ์ และความสนใจต่อสถานการณ์ทางสังคม

นักวิจัยประหลาดใจที่เห็นว่าส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคิดไม่ได้ถูกกระตุ้น พวกเขาพบว่าเมื่อผู้เข้าร่วมเกิดอาการหน้าแดงขณะชมการร้องคาราโอเกะของตัวเอง สมองส่วนที่เกิดการเคลื่อนไหวคือบริเวณที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์

นี่บอกเป็นนัยว่าอาการหน้าแดงเป็นการตอบสนองทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งมาจากการถูกเปิดเผยทางสังคม และไม่เกี่ยวข้องกับการคิดตรึกตรองด้วยสติปัญญา ผลการศึกษาระบุ

นิโคลิชอธิบายต่อว่า หน้าแดง “อาจมีหน้าที่สำคัญ” และเตือนผู้คนว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่อาจส่งผลต่อสถานะทางสังคมของพวกเขา

เธอบอกว่า เนื่องจากงานศึกษานี้มีเพียงอาสาสมัครผู้หญิง ดังนั้นมันจึงเป็นคำถามปลายเปิดว่าผู้ชายจะมีปฏิกิริยาในลักษณะเดียวกันหรือไม่ ขณะที่การศึกษาในผู้ใหญ่แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงอาจมีความเขินอายได้ง่ายกว่าและเกิดอาการหน้าแดงได้ง่ายกว่าผู้ชาย