You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เอาชีวิตรอดอย่างไรหากพลัดตกจากที่สูง
เรื่องราวของเด็กชายชาวอเมริกันวัย 13 ปี จากรัฐนอร์ทดาโกตา ซึ่งรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ หลังพลัดตกลงมาจากหน้าผาสูงกว่า 30 เมตรของแกรนด์แคนยอน เป็นข่าวที่โจษจันกันไปทั่วโลกในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เพราะไม่น่าเชื่อว่าจะมีมนุษย์ธรรมดาคนใดรอดชีวิตจากเหตุร้ายแรงดังกล่าวได้
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีผู้รอดชีวิตหลังร่วงหล่นลงมาจากความสูงระดับเสียดฟ้า โดยสถิติโลกบันทึกว่า เวสนา วูโลวิก พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวยูโกสลาเวีย สามารถรอดชีวิตมาได้แม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังเครื่องบินลำที่เธอทำงานอยู่ระเบิดออกกลางอากาศเมื่อปี 1972 จนทำให้เธอตกลงมาจากความสูงลิบลิ่วถึงกว่า 11,000 เมตร โดยไม่ทันได้สวมร่มชูชีพแต่อย่างใด
เหตุการณ์ที่น่าพิศวงสงสัยเหล่านี้ ชวนให้ขบคิดว่ามีสาเหตุอะไรที่อยู่เบื้องหลังการรอดชีวิตที่สุดแสนจะเหลือเชื่อ ซึ่งปัจจัยแรกที่ ศ.นพ.เดเมทริออส เดเมทริอาเดส ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ บอกว่าจะต้องนำมาพิจารณาเป็นสิ่งแรก นั่นก็คือระดับความสูงที่ผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นตกลงมา
ศ.นพ.เดเมทริอาเดส บอกกับเว็บไซต์ Live Science ว่า “หากมีคนตกลงมาจากระดับความสูงเกิน 18 เมตร ส่วนใหญ่แล้วมักจะต้องเสียชีวิตอย่างแน่นอน แต่มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ หรือเรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์กันเลยทีเดียว หากจะมีใครรอดชีวิตหลังหล่นลงมาจากที่สูงมากกว่า 24 เมตร”
ปัจจัยสำคัญทางฟิสิกส์อีกเรื่องหนึ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นก็คือบุคคลผู้เคราะห์ร้ายดังกล่าวร่วงดิ่งลงมาในลักษณะที่เรียกว่า “ตกอิสระ” (free fall) หรือไม่ เพราะการตกลงมาในรูปแบบนี้มีส่วนสัมพันธ์ต่อการกำหนด “ความเร็วสุดท้าย” (terminal velocity) ที่เป็นตัวตัดสินว่าใครจะอยู่หรือใครจะไปเป็นอย่างมาก
ศ.ดร. อาเน็ตต์ โฮซอย ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเครื่องกลจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ หรือเอ็มไอที (MIT) กล่าวอธิบายว่า เมื่อตัวเราร่วงหล่นจากที่สูง แรงหลักที่มากระทำกับร่างกายจะได้แก่แรงโน้มถ่วงของโลก แต่ยิ่งเราตกลงมาด้วยความเร็วที่สูงขึ้น อากาศโดยรอบจะยิ่งทำให้เกิดแรงต้านที่ฉุดรั้งร่างกายของเราไปในทิศทางตรงกันข้าม จนถึงจุดที่เกิดเป็นภาวะสมดุลระหว่างแรงโน้มถ่วงที่ดึงลง และแรงต้านของอากาศที่ดันตัวเราขึ้น ทำให้ตกลงมาด้วย “ความเร็วสุดท้าย” ที่แน่นอนและคงที่อยู่ในระดับหนึ่ง
ข้อมูลจากสหพันธ์นักกระโดดร่มและนักดิ่งพสุธาสากล (FAI) ระบุว่าหากมนุษย์ตกลงมาอย่างอิสระจากท้องฟ้า ในท่านอนคว่ำเอาหน้าท้องขนานกับพื้นด้านล่างอยู่เสมอ ความเร็วสุดท้ายขณะทิ้งตัวดิ่งลงมาจะเท่ากับ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งจะทำให้เสียชีวิตอย่างแน่นอนเมื่อร่างตกกระแทกพื้น
“แต่ถ้าคุณมีร่มชูชีพ ความเร็วสุดท้ายจะเปลี่ยนแปลงโดยถูกลดทอนลงไปอย่างมาก เพราะคุณจะมีพื้นที่ผิวของร่างกายที่กว้างขึ้นจนต้านกระแสอากาศได้ทั้งหมด ความเร็วสุดท้ายในการกระโดดร่มชูชีพจะช้าลง โดยจะลดเหลือเพียง 16 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งถือว่าปลอดภัยหายห่วงได้” ศ.ดร.โฮซอย กล่าว
ดังนั้น เมื่อพลัดตกจากหน้าผาหรือตึกสูง หากสามารถตั้งสติได้ทัน ให้พยายามมองหาหนทางที่จะลดความเร็วสุดท้ายลงได้มากที่สุด หากไม่มีร่มชูชีพติดตัว อาจเตรียมสวมเสื้อผ้าที่หลวมและมีผืนผ้ากว้างไปทุกครั้งเมื่อต้องขึ้นที่สูง รวมทั้งเหยียดและกางส่วนต่างๆ ของร่างกายออกให้มากที่สุดขณะที่ตกลงมา
เทคนิคชะลอความเร็วสุดท้ายอีกวิธีหนึ่ง ที่ดูจะมีความเป็นไปได้มากกว่า นั่นก็คือการทำให้ร่างกายที่ตกอิสระไม่ต้องทิ้งตัวดิ่งลงมาในคราวเดียวอย่างต่อเนื่อง โดยอาจพยายามเหวี่ยงตัวไปยังโขดหินหรือต้นไม้ที่อยู่ใกล้ก่อนจะตกถึงพื้น ซึ่งจะส่งผลให้ความเร็วสุดท้ายลดลง และระยะทางที่เราตกลงมาในช่วงสุดท้ายไม่สูงจนเกินไปนัก
นอกจากนี้ ศ.ดร.โฮซอย ยังแนะนำว่า การลงสู่พื้นที่ให้สัมผัสนุ่มนิ่มหรือมีโครงสร้างที่แตกหักได้ง่ายกว่ากระดูกของเรา จะช่วยรองรับและดูดซับแรงกระแทกได้ดี ยิ่งสามารถลงสู่พื้นที่เป็นทางลาดเอียง ซึ่งจะไม่ทำให้การตกดิ่งของเราต้องหยุดลงอย่างกะทันหันแบบการตกกระแทกพื้นราบ โอกาสที่พลังงานจากการตกอิสระจะผ่อนเบาลงเมื่อตัวเราถึงพื้นก็จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็จะเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตขึ้นอีกหลายเท่า
ศ.นพ.เดเมทริอาเดส ยังแนะนำให้ผู้ที่พลัดตกจากที่สูงพยายามเอาส่วนเท้าลงสัมผัสพื้นก่อน เพราะแม้จะต้องบาดเจ็บสาหัสและกระดูกขาแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่ก็ยังสามารถรักษากระดูกสันหลังเอาไว้ได้ ซึ่งทำให้แพทย์พอมีหนทางในการรักษาคนผู้นั้นให้ไม่ต้องกลายเป็นคนพิการ
อย่างไรก็ตาม ผู้เคราะห์ร้ายจะต้องหลีกเลี่ยงท่าลงพื้นที่เอาศีรษะโหม่งโลกโดยเด็ดขาด เนื่องจากเป็นท่าที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือกลายเป็นผู้ป่วยอัมพาตติดเตียงอย่างถาวรมากที่สุด
ศ.นพ.เดเมทริอาเดส ยังบอกว่า เด็กและคนอายุน้อยเป็นกลุ่มผู้มีโอกาสสูงสุดที่จะรอดชีวิตหลังตกจากที่สูง อย่างเช่นในกรณีของเด็ก 6 ขวบ ที่เพิ่งตกจากเครื่องเล่นซิปไลน์สูง 12 เมตรที่เม็กซิโก
สถิติทางการแพทย์ชี้ว่า คนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี มีอัตราการรอดชีวิตและฟื้นตัวหลังตกจากที่สูงได้ดีกว่าคนอายุ 65 ปีขึ้นไป ถึง 5 เท่า นอกจากนี้ การที่เด็กมีร่างกายเล็กกว่าผู้ใหญ่ ยังทำให้สัดส่วนพื้นที่ผิวต่อน้ำหนักตัวสูงกว่ามาก จนเพิ่มแรงต้านของอากาศที่ทำให้ความเร็วสุดท้ายก่อนตกกระแทกพื้นช้าลง
สำหรับกรณีการดิ่งพสุธาบันลือโลกของเวสนา วูโลวิก เธอรอดชีวิตจากความสูงกว่า 11,000 เมตรมาได้ เนื่องจากโชคดีที่ร่างกายถูกยึดติดไว้กับลำตัวของเครื่องบินด้วยรถเข็นอาหารที่ทับอยู่ ทำให้เธอร่อนลงมาจากฟากฟ้าอย่างช้า ๆ ด้วยความเร็วที่ต่ำกว่าปกติ แถมยังตกลงบนเนินเขาในป่า ทำให้เธอไถลลงมาตามพื้นลาดเอียงที่เต็มไปด้วยหิมะหนานุ่ม
แพทย์ที่รักษาวูโลวิกยังบอกด้วยว่า โชคดีที่เธอมีความดันโลหิตต่ำขณะเครื่องบินเกิดระเบิดขึ้น ทำให้เป็นลมหมดสติไปอย่างรวดเร็ว หลังห้องโดยสารของเครื่องบินสูญเสียความดันที่ปรับไว้ ซึ่งสิ่งนี้ช่วยให้ผนังหัวใจของเธอไม่แตกหรือฉีกขาด (heart rupture) ทั้งที่เป็นภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต ซึ่งพบได้บ่อยในคนพลัดตกจากที่สูงหรือผู้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์