You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
วงแหวนดาวเสาร์จะหายไป พ้นสายตามนุษย์โลกในปี 2025
นับจากนี้ไปราวหนึ่งปีครึ่ง หรือคิดเป็นระยะเวลา 18 เดือน บรรดาช่างภาพดาราศาสตร์ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น รวมทั้งแฟนพันธุ์แท้นักดูดาว จะต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม เนื่องจากภาพของดาวเสาร์ (Saturn) ที่สายตาของเราคุ้นชินเมื่อใช้กล้องส่องดูท้องฟ้า จะเปลี่ยนไปโดยไม่มีวงแหวนอันเป็นเอกลักษณ์ให้เห็นเหมือนเคย
อันที่จริงแล้ว วงแหวนของดาวเสาร์ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ก๊าซยักษ์นั้น มีขนาดมหึมาจนไม่น่าจะมีอะไรมาบดบังให้พ้นสายตาของเราไปได้ โดยวงแหวนแถบที่สุกสว่างมองเห็นง่ายที่สุด มีเส้นรอบวงความยาว 70,000 – 140,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่กว้างพอจะบรรจุโลกลงไปได้ถึง 30 ใบเลยทีเดียว
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ความหนาของวงแหวนเหล่านี้ต่ำมาก จนแทบจะกล่าวในเชิงเปรียบเทียบได้ว่าบางเหมือนแผ่นกระดาษ เพราะมีความหนาโดยเฉลี่ยเพียง 100 เมตรเท่านั้น ทำให้คนบนโลกมองไม่เห็นมิติความหนาของวงแหวนดาวเสาร์ เมื่อสังเกตจากระยะทางที่ห่างออกไปถึงกว่า 1,200 ล้านกิโลเมตร
ด้วยเหตุที่วงโคจรของดาวเสาร์รอบดวงอาทิตย์อยู่ในระนาบเอียง โดยมีองศาการเอียงของระนาบดังกล่าวแตกต่างไปจากดาวเคราะห์อื่น ๆ ในระบบสุริยะ ทำให้เราสามารถมองเห็นวงแหวนได้ถนัด ขณะที่ดาวเสาร์เอียงทำมุมในองศาต่าง ๆ กับโลก
แต่ในระหว่างการโคจรรอบดวงอาทิตย์บางช่วง เราอาจจะมองเห็นดาวเสาร์มีหน้าตาเปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่ดาวเสาร์ไม่ได้เอียงทำมุมหรือทำมุม 0 องศา จนทำให้วงแหวนของมันอยู่ในแนวทับซ้อน ขนานไปกับระนาบสายตาของมนุษย์บนโลกพอดี
ปรากฏการณ์นี้ทำให้ดูเหมือนว่าดาวเสาร์ไม่มีวงแหวนอีกต่อไป ซึ่งเราจะเห็นภาพแปลกตานี้ได้ในวันที่ 23 มีนาคม ปี 2025 เนื่องจากปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเวียนมาเกิดเป็นรอบทุก 13.7-15.7 ปี ในขณะที่โลกโคจรข้ามจุดตัดระนาบวงแหวน (ring plane crossing) ของดาวเสาร์
ภาพของดาวเสาร์ไร้วงแหวน สามารถจะเกิดขึ้นได้ถึง 3 ครั้ง ใน 1 รอบ เช่นในช่วงทศวรรษ 1990 วงแหวนของดาวเสาร์เลือนหายไปทั้งในวันที่ 22 พ.ค. และ 10 ส.ค. ปี 1995 รวมทั้งหายไปอีกครั้งในวันที่ 10 ก.พ. ปี 1996 อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์รอบล่าสุดที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2009 และในปี 2025 ที่จะถึงนี้ เราจะมองเห็นดาวเสาร์ไร้วงแหวนเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
แน่นอนว่าภาพดาราศาสตร์ดังกล่าวจะไม่คงอยู่ตลอดไป เพราะดาวเสาร์จะเริ่มทำมุมกับโลกอีกครั้ง จนเผยให้เห็นด้านล่างของแถบวงแหวน รวมทั้งบริเวณขั้วใต้ของดาวที่ไม่ได้เห็นกันบ่อยนัก และท้ายที่สุดดาวเสาร์จะกลับมาทำมุม 27 องศากับโลก ซึ่งเป็นมุมเอียงระดับสูงสุดที่เผยให้เห็นวงแหวนทั้งหมดอย่างเต็มตา ในปี 2032