You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เปิดใจ "อนุชา บูรพชัยศรี" กับภารกิจทวง กทม. คืนให้กับพรรคประชาธิปัตย์
- Author, วศินี พบูประภาพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 8 นาที
นับตั้งแต่คนในกรุงเทพมหานครได้รับสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการในปี 2518 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนแรกก็มาจากพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านมา 51 ปี พรรคนี้ก็ยังถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่ประสบความสำเร็จในการคว้าเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. มากที่สุด โดยสองคนล่าสุดคือ อภิรักษ์ โกษะโยธิน และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร
แต่พรรคสีฟ้าก็ไม่เคยได้ครองตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. อีกเลยรวมเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี นับตั้งแต่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ถูกปลดจากตำแหน่งโดยหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปี 2559
สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 มิ.ย. นี้ พรรคเก่าแก่พรรคนี้ได้ตัดสินใจส่ง อนุชา บูรพชัยศรี เข้าชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมกับส่งผู้สมัคร ส.ก. อีก 50 คนครบทั้ง 50 เขต
อะไรคือเหตุผลของพรรคประชาธิปัตย์ในการตัดสินใจส่ง อนุชา บูรพชัยศรี ในการเลือกตั้งครั้งนี้ บีบีซีไทยได้พูดคุยกับเขาที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ ถึงยุทธศาสตร์ ทิศทางนโยบาย และความหวังในการทวงคืนพื้นที่บริหาร กทม. กลับมาให้พรรคสีฟ้าอีกครั้ง
กลับบ้านหลังเดิม หลังเก็บประสบการณ์หลากหลายค่าย
อนุชาเปิดตัวเล่นการเมืองและได้เป็น สส. เขต กทม. ครั้งแรกในปี 2550 ภายใต้สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งสมัยต่อมาปี 2554 เขาก็ยังได้รับเลือกเป็น สส. เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ในสังกัดพรรคสีฟ้าอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นเขาได้ย้ายไปทำงานการเมืองกับอีกหลายพรรค โดยในปี 2563 เขารับตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีใน "รัฐบาลประยุทธ์ 2" ก่อนสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติในปี 2566 ที่ซึ่งเขาได้ดำรงตำแหน่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ และต่อมาเข้าร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยในปี 2568 ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปเดือน ก.พ. 2569
ต่อมาในเดือน พ.ค. 2569 พรรคประชาธิปัตย์ได้เปิดตัว อนุชา เป็นแคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรค หลังจากที่เขาย้ายมาจากพรรคภูมิใจไทยสด ๆ ร้อน ๆ
เขาบอกกับบีบีซีไทยว่า ในการย้ายพรรคแต่ละครั้งนั้น ทุกฝ่ายมี "การพูดคุยที่เรียกว่าเข้าใจตรงกัน"
"ตอนที่ผมย้ายจากประชาธิปัตย์ ไปทำงานให้กับทางด้านรัฐบาลตอนนั้น (หมายถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์) ก็ถามกับทางผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ปรากฏว่า 3-4 ท่านก็บอกว่าสนับสนุนให้ไปทำงานถ้ามีโอกาส" เขากล่าว
สำหรับการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ อนุชาเปิดเผยว่า เกิดจากการที่ทางพรรคเป็นฝ่ายติดต่อทาบทามและสอบถามความประสงค์เพื่อให้เขากลับมาร่วมงานกันอีกครั้งหนึ่ง
สกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย ชี้ว่าพรรคได้ทาบทามและพูดคุยกับหลายคน แต่อนุชามีจุดเด่นที่มีพื้นฐานทางธุรกิจ จึงมีทักษะการบริหาร มีบุคลิกนักประสานงานเหมาะกับบทบาทผู้ว่าฯ กทม. ภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมาย และมีประสบการณ์การเมือง เคยเป็น สส.กทม. และโฆษกรัฐบาล เห็นปัญหาทั้งในระดับพื้นที่และระดับชาติ
ด้านอนุชาบอกกับบีบีซีไทยว่า เขาปรับตัวเข้ากับการกลับมาทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างรวดเร็ว
"หลาย ๆ คนบอกผมนะครับว่า ผมกลับมาครั้งนี้เหมือนกับว่าไม่ได้ไปไหน เพราะเห็นการทำงานของผมในบทบาทต่าง ๆ ตอนที่ผมออกจากพรรคไป แล้วเขาก็ได้ทราบถึงแนวทางการทำงานของผมในฐานะ สส. ในสภาผู้แทนราษฎรในตอนที่อยู่ที่พรรคเอง"
นอกจากนี้ เขาระบุว่าการทำงานในปัจจุบันยังเป็นการร่วมงานกับบุคลากรคณะเดิมที่เคยทำงานร่วมกันมาตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตการเมือง อาทิ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, กรณ์ จาติกวณิช, องอาจ คล้ามไพบูลย์ รวมทั้งสกลธี ด้วย
"เพราะฉะนั้นกลับมาครั้งนี้ ไม่ได้เรียกว่าความแปลกอะไรเลย เหมือนกลับเข้ามาแล้วก็สามารถจูนกันได้เร็วมากเลยครับ" เขากล่าวกับบีบีซีไทย
ชู "การเมืองสุจริต"
แม้พรรคประชาธิปัตย์จะเคยครองพื้นที่ กทม. มาอย่างยาวนานทั้งสนามการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น แต่หลังการรัฐประหารปี 2557 เป็นต้นมา พรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผมก็แพ้การเลือกตั้งทั้งสองระดับในพื้นที่เมืองหลวงอย่างต่อเนื่อง
ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2554 พรรคประชาธิปัตย์เป็นแชมป์ กทม. โดยได้ สส. 23 ที่นั่งจากทั้งหมด 33 ที่นั่ง ทว่าในการเลือกตั้งปี 2562 กลับไม่ได้ สส. ในพื้นที่ กทม. เลยแม้แต่ที่นั่งเดียว
ความนิยมของพรรคที่ลดลงในสายตาคน กทม. ถูกสะท้อนผ่านจำนวน ส.ก. ของพรรคสีฟ้าเช่นเดียวกัน โดยในการเลือกตั้ง ส.ก. ปี 2553 พรรคประชาธิปัตย์เคยได้ที่นั่ง ส.ก. กว่า 47 ที่นั่งจากทั้งหมด 61 ที่นั่ง แต่ในการเลือกตั้ง ส.ก. ปี 2565 พรรคประชาธิปัตย์กลับได้ ส.ก. ลดลงเหลือเพียง 9 ที่นั่งจาก 50 ที่นั่ง
สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในปี 2565 แม้ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์อย่าง ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 2 ด้วยเสียงสนับสนุน 254,647 เสียง แต่ก็เฉือนนำหน้า วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครฯ ผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคก้าวไกล ไปด้วยความต่างของคะแนนเพียงหลักร้อย และห่างจากคะแนนของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ชนะมากกว่าหนึ่งล้านคะแนน
ในการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 แม้พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้ปรับยุทธศาสตร์พรรคมาเน้น "การเมืองสุจริต" และ "ไม่เอาทุนเทา" เป็นแกนหลักในการสู้ศึกเลือกตั้ง แต่พรรคสีฟ้าก็ยังคงสูญพันธุ์ใน กทม. โดยไม่ได้ สส. เขตเลยแม้แต่คนเดียวในการเลือกตั้งครั้งนี้
กระนั้นแล้ว อนุชายืนยันว่า ตนยังคงเชื่อมั่นจะใช้ยุทธศาสตร์การสื่อสาร "การเมืองสุจริต" แบบเดียวกับการเลือกตั้งระดับชาติครั้งที่ผ่านมาต่อไป
"ผมคิดว่าตรงนี้ทำให้พี่น้องประชาชนอาจจะมีความมั่นใจ แล้วก็มีความเชื่อได้ว่าสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์กลับมาพร้อมกับผู้บริหารครั้งนี้จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมายืนอยู่ในจุดที่เคยมีหลักการในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน"
เขาระบุว่า หลักการเมืองสุจริตถูกนำมาปรับใช้ตั้งแต่การคัดเลือกผู้สมัครทุกคน และยังจะใช้เป็นหลักในการคิดแนวนโยบายในอนาคตด้วย
เขาระบุต่อไปว่า ผู้สมัครทุกคนรวมถึงตัวเขาเอง ล้วนต้องผ่านการคัดกรองจากคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาเป็นตัวเลือกให้แก่ประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่พรรคใช้ในการรณรงค์ว่า "พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค"
"ผมเองก็ทำหน้าที่ด้วยความเชื่อว่าการเมืองจะต้องทำแบบสุจริต โปร่งใส แล้วก็ตรวจสอบได้ ไม่มีผลประโยชน์ในส่วนของพรรคการเมืองหรือว่าตัวผู้สมัครเอง ในอนาคตทุกอย่างเวลาเราคิดโครงการ คิดโปรเจกต์ คิดแนวนโยบายทั้งหมดเนี่ย คนที่ได้รับประโยชน์จะต้องเป็นพี่น้องประชาชน" อนุชา กล่าวกับบีบีซีไทย
นวัตกรรมข้อมูล 'ส่องรัฐ' และการปรับโครงสร้างธรรมาภิบาล
แม้ว่าที่ผ่านมา พรรคสีฟ้าจะได้รับโอกาสจากคนกรุงเทพฯ ในการบริหารงาน กทม. มาหลายสมัย แต่ ผู้ว่าฯ กทม. สังกัดพรรคเก่าแก่นี้หลายคนกลับต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาด้านความโปร่งใสในการบริหารโครงการต่าง ๆ
เมื่อมองย้อนไปในยุคของสองอดีตผู้ว่าฯ กทม. อย่าง อภิรักษ์ โกษะโยธิน และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร แม้จะได้รับความนิยมสูงจนชนะการเลือกตั้งต่อเนื่องกัน แต่ก็เผชิญ "วิบากกรรม" ในการสร้างโครงการขนาดใหญ่ โดยนายอภิรักษ์ถูกกล่าวหาในคดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง รวมถึงคดีจ้างที่ปรึกษารถด่วน BRT ซึ่งแม้ต่อมาจะพ้นผิด แต่ก็เป็นเหตุให้ต้องตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในสมัยที่สอง
ด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ที่มารับตำแหน่งต่อ ก็ถูกครหาเรื่องความล่าช้าและความไม่โปร่งใส เช่น การสร้างสนามบางกอกอารีนาไม่ทันการแข่งขันฟุตซอลโลกในปี 2555 ซึ่งถูก ป.ป.ช. ไต่สวนก่อนสรุปว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล การจัดซื้อไฟประดับอุโมงค์แอลอีดี 39.5 ล้านบาทซึ่งรองผู้ว่าฯ โดนชี้มูลความผิด และคดีจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่ง ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ในเวลาต่อมา
ปัญหาที่สะสมมาเหล่านี้นำไปสู่การที่พรรคประชาธิปัตย์ออกแถลงการณ์ตัดขาดความสัมพันธ์ ก่อนที่เขาจะถูกหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ในปี 2559
ประเด็นดังกล่าวได้กลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของคนกรุงเทพฯ ต่อพรรคประชาธิปัตย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อนุชาตอบในประเด็นนี้ว่า พรรคของเขาได้ถอดบทเรียนและให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับนโยบายที่เน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยไม่ได้มีแค่หลักการลอย ๆ แต่ได้นำเสนอแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า "ส่องรัฐ" ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เคยถูกใช้งานในระดับชาติและจะถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารระดับท้องถิ่น
"ตอนนี้ข้อมูลที่เรารวบรวมมาทั้งหมด เริ่มที่จะเอาเข้าระบบเพื่อที่จะให้เห็นว่ามันมีแนวทางหรือว่ามีเทรนด์อะไรที่ดูผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้าง มีผู้รับเหมารายใดที่เข้าไปเกี่ยวข้องซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือแม้กระทั่งมีการเปลี่ยนชื่อบริษัทแต่กรรมการมีการเปลี่ยนแปลงอะไรต่างๆ ตรงนี้" อนุชากล่าว
เขายังย้ำถึงจุดเด่นของระบบนี้ว่าจะช่วยดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบอย่างแท้จริง "สิ่งที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เฉพาะผู้บริหารของพรรคอย่างเดียว แต่เราจะเปิดให้กับพับลิก (สาธารณะ) เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงด้วย"
ผลตอบรับจากประชาชนในพื้นที่
ในการลงพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน อนุชายอมรับว่า พรรคมีการเปิดตัวผู้สมัครล่าช้ากว่าคู่แข่ง ซึ่งในระยะแรกส่งผลให้ประชาชนยังจดจำผู้สมัครไม่ได้ทั้งหมด
ทว่าหลังจากผ่านขั้นตอนการจับหมายเลขและเร่งลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เขาพบว่าประชาชนเริ่มจดจำหมายเลข ชื่อ และรายละเอียดของนโยบายหลักได้มากขึ้น
เขายังบอกอีกว่า ตนสัมผัสได้ถึงความผูกพันที่ประชาชนใน กทม. ยังคงมีต่อพรรคประชาธิปัตย์
"เขาก็จะทราบดีว่าเรามีความผูกพันกัน [ผู้สมัครฯ] ส.ก. ที่เรานำเสนอให้เป็นผู้สมัคร ส.ก. ครั้งนี้ ก็ทำงานในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีตำแหน่งอะไรมาก่อนในอดีต หรือว่าประชาชนไม่ได้เลือกให้มีตำแหน่ง เขาก็ยังทำหน้าที่ของเขาอยู่"
"เช่นเดียวกัน ผมเองที่ตอนนี้กลับมาอยู่พรรคประชาธิปัตย์ เขาก็มีความรู้สึกว่าดีใจ แล้วก็ยินดีที่ผมได้กลับมาร่วมอุดมการณ์เดียวกันกับชาวประชาธิปัตย์"
เขายังกล่าวว่าในการลงพื้นที่หาเสียงแต่ละครั้งมีจุดเน้นสำคัญคือ การทำให้ประชาชนเข้าใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มองว่าการเข้ามาบริหาร กทม. มีหน้าที่เพียงเพื่อ "แก้ปัญหา" เท่านั้น แต่ผู้บริหารและ ส.ก. ต้องการทำหน้าที่เพื่อสร้างความหวัง สร้างโอกาส และสร้างอนาคตให้กับกรุงเทพมหานครและประชาชนชาว กทม. ควบคู่กันไป
จุดแข็งคือ ส่งทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก. พรรค
เมื่อถามถึงจุดแข็งที่สุดของเขาและพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ อนุชากล่าวว่าคือ การที่พรรคส่งทั้ง ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. และ ผู้สมัคร ส.ก. ภายในสังกัดพรรคเดียวกัน
"ถ้าประชาชนชาวกรุงเทพมหานครเลือกคนที่มาจากพรรคการเมืองโดยเฉพาะผู้ว่าฯ กทม. และก็ ส.ก. จากพรรคเดียวกัน มันจะทำให้การทำงานราบรื่น" เขาอธิบาย
แคนดิเดตจากพรรคประชาธิปัตย์ผู้นี้อธิบายต่อไปว่า ตามโครงสร้างการบริหาร การผลักดันนโยบายของผู้ว่าฯ กทม. ให้เป็นรูปธรรมจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจาก ส.ก. และการอนุมัติงบประมาณจากสภา กทม. หากประชาชนเลือกทีมงานจากพรรคประชาธิปัตย์แบบยกชุด การทำงานของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติส่วนท้องถิ่นจะมีความราบรื่น
อนุชาระบุว่า หากได้รับเลือกตั้ง ทีมงานไม่จำเป็นต้องใช้เวลาช่วง "100 วันแรก" เพื่อศึกษาหรือประเมินงาน แต่สามารถเริ่มต้นทำงานตามนโยบายทั้ง 5 ด้านได้ตั้งแต่ "วันแรก" โดยนโยบายทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การเดินทางสะดวก เมืองสะอาด ชีวิตสบาย รายได้ดี ตรวจสอบได้ทุกเรื่อง
เหตุผลหลักอีกประการหนึ่งคือ ผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องจนรับทราบถึงปัญหาเป็นอย่างดี และเห็นด้วยกับนโยบายที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ นำเสนอมาตั้งแต่ต้น
ดังนั้น เมื่อเข้าสู่ศาลาว่าการ กทม. แล้ว ส.ก. จึงไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ หรือเสียเวลาทำความเข้าใจนโยบายอีก แต่สามารถนำเสนอนโยบายเข้าสู่สภา กทม. และอนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ทันทีตั้งแต่วันแรกที่ปฏิบัติหน้าที่
ขณะเดียวกันเขาชี้ว่า องคาพยพระดับท้องถิ่นของพรรคก็สอดประสานกับองคาพยพระดับประเทศเสมอ
"นี่คือจุดแข็งที่สุดของทีมประชาธิปัตย์ ณ ตอนนี้" อนุชากล่าว
"ผมไม่ได้มาคนเดียว ผมมากับ (ผู้สมัคร) ส.ก. ที่ลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์อีก 50 คนใน 50 เขต เพราะฉะนั้นจะเห็นการทำงานซึ่งจะทำร่วมกัน ทั้งในส่วนของ ส.ก. ทั้งในส่วนของผู้ว่าฯ กทม. รวมไปถึงในระดับชาติ ซึ่งก็จะมีหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เป็น backup (กองหนุน) ให้อยู่" เขาทิ้งท้าย