เส้นทาง ศ.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช "ครูนายร้อยตำรวจ" ผู้สมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนวุฒิสภาโหวตรับรอง 23 มิ.ย.

ศ.จักรพงศ์  วิวัฒน์วานิช แจ้งว่า มีปริญญา/วุฒิเทียบเท่า 8 ใบ ในจำนวนนี้เป็น 7 ใบด้านนิติศาสตร์ และ 1 ใบด้านรัฐศาสตร์

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/คณะนิติศาสตร์ มธ.

คำบรรยายภาพ, ศ.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช แจ้งว่า มีปริญญา/วุฒิเทียบเท่า 8 ใบ ในจำนวนนี้เป็น 7 ใบด้านนิติศาสตร์ และ 1 ใบด้านรัฐศาสตร์
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 9 นาที

วุฒิสภาจะเป็นผู้ชี้ขาดขั้นสุดท้ายว่า จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ศาสตราจารย์คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จะได้ขึ้นเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่หรือไม่

ที่ประชุมวุฒิสภาวันพรุ่งนี้ (23 มิ.ย.) มีวาระสำคัญคือการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสนอมา

นี่ถือเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่วุฒิสภาชุดที่ 13 จะได้ลงมติเลือกบุคคลมาทำหน้าที่แทน ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งดำรงตำแหน่งครบวาระไปตั้งแต่ 16 พ.ย. 2567 ทว่า สว. ชุดนี้โหวต "ไม่เห็นชอบ" ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน จึงต้องเริ่มต้นกระบวนการสรรหากันใหม่

สำหรับแคนดิเดตที่เคยถูก "คว่ำชื่อ" กลางวุฒิสภาคือ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการประชุมเมื่อ 18 มี.ค. 2568 และ ศ. ร.ต.อ.สุธรรม เชื้อประกอบกิจ จากคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการประชุมเมื่อ 22 ก.ค. 2568

ตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่จะว่างลงนี้คือ ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่ง ศ. ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ ตามที่กำหนดไว้ไว้มาตรา 200 (4) ของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 200 (3)

ขณะที่ ศ.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช เป็นศาสตราจารย์คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (รร.นรต.) ทำให้เกิดข้อกังขาว่ามีคุณสมบัติ "ตรงสาย" หรือไม่ ถึงขั้นมีบัตรสนเท่ห์จากบุคคลนิรนาม-ไม่ลงวันที่ในจดหมาย ส่งถึงคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ทบทวนมติเลือกเขาเป็นตุลาการหน้าใหม่

ศ.จักรพงศ์ ผ่านการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหาฯ ด้วยมติ 6 ต่อ 2 ทว่านายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานกรรมการสรรหา เป็นเสียงข้างน้อยที่ไม่ได้ลงคะแนนเลือกเขาในการประชุมเมื่อ 7 เม.ย. แต่ลงคะแนนให้คู่แคนดิเดตคือ ศ.พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ จากคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ม.มหิดล โดยให้เหตุผลว่า "เป็นบุคคลผู้มีความรู้ ประสบการณ์การทำงาน และผลงานที่แสดงถึงความเชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ และมีความรับผิดชอบสูง เป็นกลางและเป็นธรรม"

สว.

ที่มาของภาพ, PR SENATE

หากวุฒิสภาโหวตรับรองชื่อ ศ.จักรพงศ์ เขาก็จะได้เข้าไปเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ พร้อมกับการลุกจากเก้าอี้ของ ศ.ดร.นครินทร์ หลังนั่งอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญมานานถึง 10 ปี 7 เดือน เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่เข้ารับหน้าที่แทน

รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้ผู้ได้รับการคัดเลือกหรือสรรหาให้เป็นตุลาการศาล ต้องได้รับคะแนนเห็นชอบจากวุฒิสภาไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ หรือ 100 เสียง จาก 200 เสียง

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีทั้งหมด 9 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 7 ปี

จักรพงศ์คือใคร

หากจะบอกว่าแคนดิเดตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวัย 63 ปีผู้นี้ คลุกคลีอยู่ในแวดวงนิติศาสตร์มากกว่ารัฐศาสตร์ ก็ไม่ผิดนัก

ศ.จักรพงศ์แจ้งว่า มีปริญญา/วุฒิเทียบเท่า 8 ใบ ในจำนวนนี้เป็น 7 ใบด้านนิติศาสตร์ และ 1 ใบด้านรัฐศาสตร์ เขาสำเร็จการศึกษาระดับ ป.ตรี 2 ใบ นิติศาสตรบัณฑิต ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ และ ม.รามคําแหง, ป.โท นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, ป.เอก นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต ม.รามคำแหง นอกจากนี้ยังมีประกาศนียบัตรบัณฑิตทางกฎหมายมหาชน มธ., ประกาศนียบัตรบัณฑิตทางกฎหมายธุรกิจ มธ., และจบเนติบัณฑิตไทยด้วย

ส่วนหน้าที่การงาน เขาเป็น "ครูโรงเรียนนายร้อยตำรวจ" (รร.นรต.) ยาวนาน 24 ปี บรรจุเข้ารับราชการเมื่อ 1 มิ.ย. 2539 ในตำแหน่งอาจารย์ (สบ 2) ภาควิชากฏหมายวิธีสบัญญัติ ส่วนวิชากฎหมาย รร.นรต. ค่อย ๆ ไต่ระดับ-เติบโตในวงราชการจนได้ติดคำนำหน้าชื่อว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.), รองศาสตราจารย์ (รศ.) ก่อนขึ้นเป็นศาสตราจารย์ (ศ.) ในปี 2550 แล้วโยกเป็นรองผู้บัญชาการสํานักงานคณะกรรมการข้าราชการตํารวจในปี 2563 และผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ (ตร.) ในปี 2566 ซึ่งเป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการในปีเดียว

ศาสตราจารย์โรงเรียนนายร้อยตำรวจผู้นี้เคยเข้าไปข้องเกี่ยวกับงานที่ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ช่วงหนึ่ง เมื่อได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตุลาการศาลรัฐธธรรมนูญ (ศ.พิเศษจรัญ ภักดีธนากุล) เมื่อ 13 ม.ค. 2560

นอกจากนี้ยังเคยเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแห่งชาติ (ปปง.) เมื่อปี 2559, อนุกรรมการด้านวิชาการเพื่อปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม ยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อปี 2560 ฯลฯ

ปัจจุบัน เขารับเงินบำนาญในฐานะข้าราชการบำนาญ ตร.

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีทั้งหมด 9 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 7 ปี

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีทั้งหมด 9 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 7 ปี

ก่อนจะผ่าน "ด่านแรก" จากชั้นกรรมการสรรหาฯ มาได้ ศ.จักรพงศ์เคยสมัครเป็นกรรมการองค์กรอิสระอื่น 3 ครั้ง แต่ชิงถอนตัวก่อนเข้าสัมภาษณ์กับคณะกรรมการสรรหาฯ ตามข้อมูลที่ไอลอว์รวบรวบไว้ แบ่งเป็น ถอนตัวจากการสมัคร ป.ป.ช. 2 ครั้ง เมื่อ ก.พ. 2568, ก.ย. 2568 และถอนตัวจากการสมัคร กกต. 1 ครั้ง เมื่อ พ.ย. 2568

เมื่อตัดสินใจสมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในแท่ง "ศ.รัฐศาสตร์/รัฐประศาสนศาสตร์" ไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ ศ.จักรพงศ์จึงเขียนในใบสมัครว่าเขาเป็น "ศาสตราจารย์ (ประเมินตำแหน่งทางวิชาการ และประสิทธิภาพการสอน หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ตั้งแต่ปี 25 ก.พ. 2551-1 ต.ค. 2563 รวมระยะเวลา 12 ปี 7 เดือน" และมีผลงานวิชาการที่เป็นที่ประจักษ์คือ "หนังสือกลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงาน หลักและทฤษฎีการสอบสวน สำนักพิมพ์วิญญูชน (2563)"

เส้นทางที่ผ่านมา กว่าจะถึงฝั่งฝัน?

เส้นทางการขึ้นสู่บัลลังก์ศาลรัฐธรรมนูญของ ศ.จักรพงศ์ เริ่มต้นขึ้นหลังจากวุฒิสภาโหวตคว่ำชื่อแคนดิเดตคนก่อนหน้าเขาเมื่อ 22 ก.ค. 2568 จนต้องเปิดรับสมัครตุลาการรอบใหม่ และเริ่มต้นกระบวนการสรรหากันใหม่

ตั้งแต่ชั้นคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 8 คน มีนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน ก่อนส่งรายชื่อมาให้วุฒิสภาพิจารณาต่อ โดยมีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 15 คน มี พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. กลุ่มใหญ่ที่ถูกขนานนามว่า "สว. สีน้ำเงิน" เป็นประธาน และนำรายงานและรายชื่อมาขอความเห็นชอบจากวุฒิสภาในขั้นสุดท้าย

ในการสรรหารอบนี้ มีผู้สมัครทั้งสิ้น 4 คน นอกจาก ศ.จักรพงศ์แล้ว ยังมีอีกคนที่มาจาก รร.นรต. เช่นกันคือ ศ. พล.ต.ต.ชัชนันท์ ลีระเติมพงษ์ ศาสตราจารย์สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะตำรวจศาสตร์ แต่ไม่ผ่านการคัดเลือกในรอบคณะกรรมการสรรหาฯ

ผู้สมัครต้องได้รับคะแนนเสียงถึง 2 ใน 3 ของจำนวนคณะกรรมการสรรหาฯ ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือ 6 จากทั้งหมด 8 เสียง จึงจะผ่านความเห็นชอบ (ขณะนั้นยังไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภา)

ผลปรากฏว่า ศ.จักรพงศ์ได้ "ไฟเขียว" ตั้งแต่การลงมติรอบแรก โดยได้ 6 เสียงจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร, นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด, นางสุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ กรรมการสรรหาที่คณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้ง, นายอรรถยุทธ ศรีสมุทร กรรมการสรรหาที่ผู้ตรวจการแผ่นดินแต่งตั้ง, นายชาญนะ เอี่ยมแสง กรรมการสรรหาที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติแต่งตั้ง, และนายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ กรรมการสรรหาที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินแต่งตั้ง

ศาล รธน.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ประธานโสภณ เจ้าของสมญา "ครูบ้านนอก" ให้เหตุผลในการโหวตเลือก "ครูนายร้อย" เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้ว่า "เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ อันเชื่อว่ามีความกล้าหาญในจริยธรรม"

ขณะที่ประธานศาลปกครองสูงสุดให้เหตุผลว่า ศ.จักรพงศ์ "เป็นผู้มีความรู้ ความรับผิดชอบและความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ เหมาะสมที่จะเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ"

ด้านกรรมการ 2 เสียงข้างน้อยโหวตเลือก ศ.พรรณชฎาคือ นายอดิศักดิ์ ประธานศาลฎีกา และนายเจษฎา กตเวทิน กรรมการสรรหาที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแต่งตั้ง ส่วนผู้สมัครอีก 2 คน ได้ 0 คะแนน

บีบีซีไทยขอสรุปลำดับความเป็นมา ดังนี้

  • 7 เม.ย. คณะกรรมการสรรหาฯ ชุดประธานศาลฎีกาเป็นประธาน เชิญผู้สมัครทั้ง 4 คนมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ และสัมภาษณ์ผู้สมัคร ก่อนลงมติในวันเดียวกัน เลือก ศ.จักรพงศ์ เป็นผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยมติ 6 ต่อ 2 เสียง
  • 24 เม.ย. คณะกรรมการสรรหาฯ พิจารณาบัตรสนเท่ห์กรณีมีผู้ร้องเรียนว่า ศ.จักรพงศ์ ขาดคุณสมบัติการเป็นผู้สมัครหรือไม่ เนื่องจากเป็น ศ. สาขานิติศาสตร์ ไม่ใช่ ศ. สาขารัฐศาสตร์/รัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งเปิดรับสมัคร
  • 29 เม.ย. พ.ค. คณะกรรมการสรรหาฯ เสียงข้างมากมีมติ 6 ต่อ 2 ว่า ศ.จักรพงศ์เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน แล้วส่งชื่อไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
  • 5 พ.ค. ที่ประชุมวุฒิสภามีมติตั้ง กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ของ ศ.จักรพงศ์
  • 9 มิ.ย. กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ วุฒิสภา เชิญ ศ.จักรพงศ์มาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และตอบข้อซักถาม
  • 23 มิ.ย. ประชุมวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ/ไม่เห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ซึ่งจะมีการพิจารณาทั้งรายงานที่เปิดเผยและรายงานลับของ กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ก่อนขอมติจาก สว. ในขั้นสุดท้าย

บัตรสนเท่ห์ร้องตกคุณสมบัติ

คณะกรรมการสรรหาฯ ได้พิจารณากรณีมีหนังสือขอให้ทบทวนคุณสมบัติของ ศ.จักรพงศ์ ผู้ได้รับการสรรหาให้เป็นบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หลังได้รับบัตรสนเท่ห์ไม่ลงวันที่ ซึ่งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้รับหนังสือเมื่อ 21 เม.ย. 2569

ผู้ร้องที่ไม่ระบุตัวตนให้ข้อมูลว่า ศ.จักรพงศ์เป็น ศ. ไม่ตรงกับสาขาที่สมัคร โดยเป็น ศ. สาขานิติศาสตร์ และเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ศ.จักรพงศ์เป็นอาจารย์กลุ่มวิชากฎหมายที่ในอดีตอยู่ในสังกัดคณะตำรวจศาสตร์ รร.นรต. อีกทั้งไม่ปรากฏข้อมูลผลงานทางวิชาการที่ใช้ขอตำแหน่ง และไม่พบว่าผู้ใดเป็นผู้ประเมินผลงานทางวิชาการ

คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติให้พิจารณาจะทบทวนคุณสมบัติของเขา และให้เจ้าตัวเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงเมื่อ 24 เม.ย.

ศ.จักรพงศ์ชี้แจงโดยสรุปใจความสำคัญได้ ดังนี้

  • เขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ศ. เมื่อ 1 พ.ย. 2550 ก่อนที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงเรียนนายร้อยตำรวจปี 2551 จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งก่อนกฎหมายนี้จะบังคับใช้ รร.นรต. มีเพียงสาขารัฐประศาสนศาสตร์เพียงสาขาเดียว ส่วนคณะนิติศาสตร์ก่อตั้งเมื่อ 2 เม.ย. 2562
  • เขาสำเร็จการศึกษาปริญญาโทสาขารัฐประศาสนศาสตร์ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ซึ่ง "เป็นเครื่องยืนยันองค์ความรู้ของการเป็นนักบริหารจัดการภาครัฐอย่างแท้จริง"
  • เขามีผลงานวิชาการที่เป็นที่ประจักษ์ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์คือ หนังสือกลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงาน หลักและทฤษฎีการสอบสวน สำนักพิมพ์วิญญูชน (2563) ซึ่งชี้ให้เห็นถึงกระบวนการบริหารจัดการที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และมีธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความสงบสุขในสังคมและตอบสนองต้องการของประชาชน อันเป็นหัวใจของวิชารัฐประศาสนศาสตร์ และเป็นสาระสำคัญของวิชารัฐประศาสนศาสตร์โดยตรง
  • ผู้ประเมินผลงานวิชาการให้เขาเป็น ศ. คือ นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี
สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย ไปตรวจสอบในห้องสมุดรัฐสภา พบว่าหนังสือเล่มนี้ถูกจัดเก็บในหมวดกฎหมายและตำราทางนิติศาสตร์ ทว่าเป็นหนังสือที่จักรพงศ์ระบุว่า เป็นผลงานวิชาการที่เป็นที่ประจักษ์ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/บัส เทวฤทธิ์

คำบรรยายภาพ, สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย ไปตรวจสอบในห้องสมุดรัฐสภา พบว่าหนังสือเล่มนี้ถูกจัดเก็บในหมวดกฎหมายและตำราทางนิติศาสตร์ ทว่าเป็นหนังสือที่จักรพงศ์ระบุว่า เป็นผลงานวิชาการที่เป็นที่ประจักษ์ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์

ในระหว่างชี้แจงต่อกรรมการสรรหาฯ ศ.จักรพงศ์ถูกขอให้อธิบายความเชี่ยวชาญทางด้านการสอนตามหลักสูตรวิชาที่สอน ซึ่งเขาระบุตอนหนึ่งว่า รร.นรต. แต่เดิมไม่เหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไปที่มีคณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมวิทยา เพราะไม่มีคณะ มีเฉพาะภาควิชาต่าง ๆ ซึ่งหลอมรวมกันเป็นรัฐประศาสนศาสตร์

"ใครจะสอนวิชาไหนก็ตาม จะหลอมรวมกันเป็นรัฐประศาสนศาสตร์เพียงสาขาเดียวที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ซึ่งในกฎหมายบัญญัติว่า รร.นรต. ประสาทปริญญาได้เพียงหลักสูตรและสาขาเดียวคือสาขารัฐประศาสนศาสตร์ เพราะฉะนั้นผมจะเป็น ศ. สาขาไหนก็ไม่จำเป็น แต่ในกรณีดังกล่าวเป็นข้อจำกัดว่า ไม่สามารถประเมินไปเป็น ศ. สาขานิติศาสตร์ได้แต่อย่างใด เพราะว่า รร.นรต. มีเพียงสาขารัฐประศาสนศาสตร์เท่านั้น" ศ.จักรพงศ์กล่าวต่อหน้าคณะกรรมการสรรหาฯ เมื่อ 24 เม.ย.

เมื่อถูกถามว่า เห็นว่าตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญ/ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ หรือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐประศาสนศาสตร์ ศ.จักรพงศ์บอกว่า "การจะเป็นนักรัฐประศาสนศาสตร์ที่ดี คือจะต้องมีกฎหมายเป็นตัวหลักที่เป็นหลักการ หลักเกณฑ์ที่จะทำให้นักรัฐประศาสนศาสตร์บริหารจัดการอย่างถูกต้อง ชอบธรรม และมีประสิทธิภาพตามหลักนิติธรรม" และย้ำว่าการจบปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานในตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ดีอย่างยิ่ง "มหาชนเป็นตัวนำ และมีศาสตร์ในการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความสงบสุขเกิดขึ้นในสังคม ประเทศชาติ เป็นแนวคิดที่ต้องผสมผสานกันจึงจะทำให้การทำงานเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล"

ต่อมา คณะกรรมการสรรหาฯ ได้พิจารณาและลงมติโดยเปิดเผย โดยมีมติ 6 ต่อ 2 เสียงว่า ศ.จักรพงศ์ มีคุณสมบัติตามมาตรา 200 (4) ของรัฐธรรมนูญ โดยเป็น 6 เสียงเดิมที่โหวตให้เขาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

เช่นเดียวกับ 2 เสียงที่เห็นว่า ศ.จักรพงศ์ "ไม่มีคุณสมบัติ" ก็มาจากประธานศาลฎีกา และกรรมการที่ กสม. แต่งตั้ง

ด้าน รศ.ดร.ธนพร ศรียางกูร นักวิเคราะห์การเมือง ออกจดหมายเปิดผนึกถึง สว. โดยเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชน ก่อนการประชุมวุฒิสภา 23 มิ.ย. โดยเรียกร้องให้ สว. ใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบ ยึดหลักวิชาการ และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พร้อมเตือนว่า "หากวุฒิสภาให้ความเห็นชอบบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์เข้ามาดำรงตำแหน่งในสัดส่วนรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ อาจเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ทำให้โครงสร้างองค์คณะตุลาการการขาดความสมดุล และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต"