You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
อยู่ต่อหรือหาที่ไป ? ความฝันที่กำลังจางหายของชาวจีนที่ลี้ภัยในสหรัฐฯ ภายใต้ยุคของทรัมป์
- Author, ชอว์น หยวน
- Role, แผนกโกลบอล ยูนิต, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- Reporting from, California, US รายงานจากรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ
- Published
- เวลาอ่าน: 3 นาที
เมื่อพ่านตัดสินใจเดินทางออกจากบ้านเกิดของเขาช่วงต้นปี 2023 เขาเชื่อว่าอนาคตของเขาไม่ได้อยู่ที่นั่นอีกต่อไปแล้ว
เมื่อเขามุ่งหน้าสู่สหรัฐอเมริกา เขาเฝ้าฝันถึงสังคมที่เป็นอิสระกว่า เศรษฐกิจที่เป็นธรรมกว่า และชีวิตที่มีเกียรติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เขาไม่เคยได้รับในจีน ขณะที่ที่บ้านของเขาถูกบังคับจากหน่วยงานฝ่ายปกครองท้องถิ่นให้ต้องรื้อถอนเพื่อเปิดทางให้กับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
เพื่อไล่ล่าความฝัน เขาเดินทางหลายพันไมล์จากจีนไปสู่เอกวาดอร์ในปี 2023 จากจุดนั้นเขาใช้เส้นทางธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางด้วย จนกระทั่งราว ๆ สองเดือนต่อมา เขาก็เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้สำเร็จ
พ่าน ชายในช่วงวัยราว 50 กว่าปีผู้มีสุ้มเสียงนุ่มนวลจากมณฑลเจียงซีทางตะวันออกของจีน เป็นหนึ่งในชาวจีนหลายหมื่นคนที่ผจญกับการเดินทางลักษณะนี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
พวกเขาเป็นที่รู้จักในนาม "โจว เฉียน เค่อ" (zou xian ke) หรือ "ผู้เดินตามเส้นทาง" เป็นตัวแทนของคลื่นผู้อพยพลูกใหม่ที่ถูกผลักดันโดยอำนาจนิยมที่เพิ่มขึ้นในบ้านเกิด และมีความเชื่อ – ที่บางครั้งก็ไร้เดียงสาและบ่อยครั้งก็สิ้นหวังว่าสหรัฐฯ จะยังคงให้โอกาสอย่างยุติธรรมสำหรับชีวิตที่ดีกว่า
เหตุผลของพวกเขาในการอพยพนั้นแตกต่างกันออกไป แต่ประสบการณ์ครั้งหนึ่งบนแผ่นดินอเมริกาของพวกเขาเป็นไปตามแนวโน้มบางอย่าง คือ หลายคนถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวจากกำแพงภาษา ต้องแบกรับภาระหนี้สินและใช้ชีวิตอยู่โดยทำงานชั่วคราวไปวัน ๆ ระหว่างรอการดำเนินการขอลี้ภัยเพื่อเข้าสู่ระบบการตรวจคนเข้าเมืองที่คิวแน่นจนล้น
บางคนยังคงมีความหวัง ขณะที่บางคนก็รับมือกับมันไม่ได้
และในตอนนี้พวกเขาทั้งหมดก็กำลังอยู่ภายใต้เงาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่หวนคืนการเมืองอีกครั้ง และอยู่ภายใต้ช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนซึ่งไม่ดีอยู่แล้วในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ย่ำแย่ลงไปอีก
"งานหนักที่นี่นำความหวังมาให้"
พ่านเป็นหนึ่งในผู้อพยพชาวจีนหลายคนที่ผมได้พบครั้งแรกเมื่อสองปีที่แล้ว ตอนนี้เขาทำงานในร้านอาหารเช่นเดียวกับหลายคนที่เดินทางมาพร้อมกับเขา แม้ว่าตอนที่อาศัยอยู่ในบ้านเกิดเขาจะภาคภูมิใจกับความรู้ด้านการทำฟาร์มของตัวเอง
ในอเมริกา ทักษะเหล่านี้นำมาใช้ไม่ได้ เนื่องจากสภาพดินแตกต่างออกไปและเขาเองก็ไม่พูดภาษาอังกฤษ ทำให้ช่วงชีวิตที่ผ่านมาเหลือใช้เป็นต้นทุนชีวิตได้เพียงเล็กน้อย
ช่วงระยะเวลาหนึ่งหลังจากเดินทางมาถึงแล้ว พ่านพเนจรไปยังเมืองต่าง ๆ นอนบนโซฟาที่ยืมมา หรืออาศัยนอนกับเพื่อนผู้อพยพด้วยกัน และในท้ายที่สุดเขาก็เดินทางมาถึงเมืองบาร์สโตว์ (Barstow) รัฐแคลิฟอร์เนีย เมืองอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน
ชีวิตของเขาในทุกวันนี้ไม่ค่อยมีสีสันนัก เขาทำอาหารกินเอง และบางครั้งก็ไปทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารระหว่างวัน ตกกลางคืนก็วิดีโอคอลหาภรรยาและลูก ๆ ที่ยังคงอาศัยอยู่ในจีน และวันต่อมาก็ทำกิจวัตรซ้ำเดิม เขาอาศัยอยู่ในห้องที่อยู่ติดกับห้องครัว
สำหรับคนภายนอก รวมถึงครอบครัวของเขาที่บ้านเกิดด้วยแล้ว ชีวิตของพ่านดูจืดชืดอย่างไม่น่าจะทนได้ แต่สำหรับเขา มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขายังขาดอะไร แต่อยู่ที่ว่าเขาไม่ต้องเจอกับอะไรแล้วต่างหาก ไม่มีการยึดที่ดิน ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาแทรกแซง ไม่ต้องกลัวการถูกลงโทษโดยพลการ
"ครอบครัวผมเขาไม่เข้าใจหรอก" เขาพูดพร้อมรอยยิ้มเล็ก ๆ "พวกเขาถามว่าทำไมผมจึงทิ้งชีวิตที่สุขสบายไว้ข้างหลัง แต่ที่นี่ แม้ว่ามันจะธรรมดา แต่มันเป็นของผม เป็นอิสระ"
ความรักอิสรภาพของพ่านเป็นความดื้อเงียบ สองปีที่แล้ว ในห้องพักโรงแรมอันแสนคับแคบที่เมืองกีโต ประเทศเอกวาดอร์ เขาบอกกับผมในวันก่อนที่เขาจะเดินทางว่า ต่อให้ตายระหว่างทาง มันก็จะคุ้มค่า
ตอนนี้เขายังคงย้ำคำพูดเดิม "ทั้งหมดนี้" เขากล่าว "มันคุ้มค่า"
เช่นเดียวกับผู้ที่มาใหม่หลายคน พ่านไม่ค่อยมีแวดวงสังคมที่มีความหมายมากนัก เพราะกำแพงความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรมจำกัดให้ชีวิตของเขามีปฏิสัมพันธ์ได้กับเพื่อนผู้อพยพเท่านั้น
ในบางโอกาส เขาเดินทางไปยังนครลอสแอนเจลิสเพื่อร่วมการชุมนุมประท้วงหน้าสถานทูตจีน เขายอมรับว่าส่วนหนึ่งเพื่อทำให้คำขอลี้ภัยของเขามีน้ำหนักขึ้นจากการที่มีบันทึกในสาธารณะว่าเขาเป็นผู้เห็นต่างทางการเมือง แต่อีกส่วนก็เป็นเพราะสามารถออกมาพูดได้แล้ว หลังจากหลายทศวรรษที่ต้องเงียบมาตลอด
ในวันที่ 4 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันครบรอบการสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งเป็นวันที่ถูกลบออกจากความทรงจำของสาธารณชนในจีนโดยเจ้าหน้าที่ทางการ เขายืนอยู่นอกสถานกงสุลอีกครั้งและตะโกนสโสแลนต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์จีน ท่ามกลางฝูงชนที่คุ้นเคยในวันนั้น เขาได้พบกับเจมส์
เจมส์ คือชายหนุ่มในวัย 30 ต้น ๆ จากพื้นที่ทางตะวันตกของจีน เจมส์เดินทางจากเอกวาดอร์มาพร้อมกับพ่านผ่านทางดาเรียน แก็ป (Darién Gap) จนถึงชายแดนสหรัฐฯ แต่หากเรื่องราวของพ่านค่อนข้างจะสงบเงียบกว่า ส่วนเจมส์เป็นคนที่มีพลังงานสูงและไม่หยุดนิ่ง
หลังจากที่เขาได้รับการปล่อยตัวจากศูนย์กักกันผู้อพยพของสหรัฐฯ เขาวิ่งวุ่นทำงานรายวันอยู่ในมอนเทอเรย์ พาร์ค ย่านที่มีชาวจีนอาศัยอยู่เป็นส่วนมากทางตะวันออกของนครลอสแอนเจลิส เขาซื้อรถตู้บรรทุกสินค้าได้ในที่สุด ขับมันไปที่เมืองปาล์มสปริงส์ และใช้รถคันนี้เป็นทั้งบ้านและใช้ในการดำรงชีวิต
รถตู้ของเขาอัดแน่นไปด้วยถุงนอน ถังแก๊ส และที่ชาร์จแบบพกพา นั่นคือทั้งหมดที่เขาต้องการในชีวิตแล้ว ในระหว่างวันเขาส่งอาหารไปทั่วเมือง และในยามกลางคืนเขาจะจอดรถอยู่ที่หน้าสถานออกกำลังกายแห่งหนึ่งที่เปิด 24 ชม. และนอนในรถโดยเปิดหน้าต่างไว้
เจมส์เป็นคนเร่งรีบอยู่เสมอตั้งแต่ตอนที่เขาอยู่จีนแล้ว แต่หลังจากที่การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำและการปราบปรามทางการเมืองทำให้เขาหายใจไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่นัก เขาจึงตัดสินใจที่จะย้ายประเทศ
"อย่างน้อยการที่คุณงานหนักที่นี่ก็นำมาซึ่งความหวัง แต่ย้อนกลับไปในจีน คุณอาจจะทำงานมากกว่าสิบชั่วโมงต่อสัปดาห์และไม่เห็นอนาคตเลยก็ได้" เจมส์บอกกับผม
"อเมริกากำลังจะกลายเป็นจีนอีกแห่ง"
แต่ความหวังอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอ สำหรับผู้มาใหม่ทั้งหมดรวมถึงเจมส์และพ่าน ซึ่งพอใจกับชีวิตส่วนใหญ่ของพวกเขาในสหรัฐฯ แล้ว การหวนคืนสู่การเมืองของทรัมป์นำความรู้สึกไม่มั่นคงกลับมา
จากคลื่นการตรวจค้นของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (Immigration and Customs Enforcement – ICE) ที่เกิดขึ้นทั่วรัฐแคลิฟอร์เนียตอนใต้ การผลักดันอย่างต่อเนื่องของทรัมป์ในการเนรเทศผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร และความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับจีนด้านภาษีศุลกากรทางการค้า ยิ่งทำให้ความหวาดระแวงฝังรากลึกขึ้น
ระหว่างที่ผมกำลังติดต่อกับบรรดาผู้อพยพที่ผมได้พบเจอครั้งแรกเมื่อปี 2023 นั้น ก็เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงและกำลังตำรวจของรัฐในย่านใจกลางเมืองของนครลอสแอนเจลิส จากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ ICE ที่ผ่านมาไม่นาน
การตรวจค้นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในความมุ่งหมายของประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะเปิด "ปฏิบัติการเนรเทศครั้งใหญ่ที่สุด" ในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาที่ช่วยให้เขาได้กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งในปีที่แล้ว ผลการสำรวจที่ดำเนินการร่วมโดยสำนักข่าวซีบีเอสและยูกอฟ (YouGov) ที่สำรวจในช่วงต้นเดือน มิ.ย. พบว่า 54% ของชาวอเมริกันระบุว่า พวกเขาเห็นด้วยกับนโยบายเนรเทศของทรัมป์
ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ระบุว่า การตรวจค้นดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่ผู้มีประวัติอาชญากรรมก่อน แม้ว่านักวิจารณ์บางส่วนจะบอกว่ามีผู้บริสุทธิ์ถูกจับกุมในปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย จุดกระแสความวิตกกังวลในหมู่ผู้อพยพ
ผู้อพยพเกือบทุกคนที่ผมติดต่อกลับไปอีกครั้งถือสิ่งที่เรียกว่า "เอกสารอนุญาตการจ้างงาน" (Employment Authorisation Document – EAD) ที่ทำให้พวกเขาสามารถทำงานอย่างถูกกฎหมายในสหรัฐฯ ได้ แต่พวกเขาไม่ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการ ซึ่งในปฏิบัติการตรวจค้นอย่างกว้างขวางของทรัมป์ ผู้ที่มีสถานะแบบเดียวกันนี้คือผู้อพยพที่ถูกจับกุม
แต่สิ่งที่ทำให้ความหวาดกลัวปะทุขึ้น คือความไม่รู้ว่าเมื่อไหร่การตรวจค้นเหล่านี้จะมาถึงชุมชนชาวจีน หรือเมื่อไหร่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะถดถอยลงอีก
ระหว่างช่วงที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสองครั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนแทบไม่ได้ดีขึ้นเลยในช่วงเวลาที่โจ ไบเดน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในทำเนียบขาว พรรคเดโมแครตยังคงรักษาระดับภาษีเช่นเดียวกับในสมัยของทรัมป์ และความตึงเครียดก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อรัฐบาลจีนยกระดับด้วยการวาทกรรโจมตีเกี่ยวกับสถานะของไต้หวัน ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ
สำหรับบางคน ความยากลำบากทั้งหมดนี้ทำให้พวกเขา ผู้อพยพชาวจีน เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า การมาอยู่ที่อเมริกาคุ้มค่าจริงหรือไม่
เควิน ชายวัย 30 กว่าจากมณฑลฝูเจี้ยนของจีน ไม่คิดเช่นนั้น เขาเดินทางผ่านประเทศละตินอเมริกาเข้าสู่สหรัฐฯ เช่นเดียวกับพ่านและเจมส์ แต่ความฝันแบบอเมริกัน (American dream) ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเชื่อมั่น ตอนนี้กลับคล้ายเป็นภาพลวงตา
เมื่อผมถามเขาว่าเขาตั้งหลักในย่านซาน กาเบรียล วัลเลย์ (San Gabriel Valley) ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ที่เขาใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาและลูกชายที่เพิ่งเกิด ได้แค่ไหนแล้ว เขาพูดถึงการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ ICE ในนครลอสแอนเจลิส และตอบว่า "ทุกอย่างมันไม่แน่นอนเลย ดังนั้น ไม่หรอก ผมยังไม่รู้สึกว่าตั้งหลักได้"
ความผิดหวังของเควินนั้นหยั่งรากลึก "อเมริกา สำหรับผมนะ ผมรู้สึกว่ามันกำลังจะกลายเป็นจีนอีกแห่งแล้ว" เขากล่าว "เป็นสังคมของดาร์วิน" (ทฤษฎีที่เชื่อว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอด)
"ถ้าผมรู้ว่ามันจะเป็นยังไง ผมก็คงไม่มาหรอก" เขากล่าวต่อ
ติดหล่ม
ตั้งแต่เนิ่นนานมาแล้ว สิ่งที่เชื่อมโยงผู้อพยพเหล่านี้เข้าด้วยกันคือเส้นทางที่พวกเขามีร่วมกันบนถนนแห่งการทรยศนี้
แต่ตอนนี้สายใยเชื่อมโยงนั้นมีส่วนที่เพิ่มเข้ามาขึ้นอีกหนึ่งชั้น คือคลื่นใต้น้ำทางอารมณ์ที่พวกเขากำลังว่ายวนอยู่หลังจากมาถึงสหรัฐฯ ได้สองปีแล้ว มันคือความตระหนักรู้ที่คืบคลานเข้ามาว่าที่ทางของพวกเขาในอเมริกากำลังอยู่ในสถานะล่อแหลม และประเทศที่พวกเขาวางเดิมพันทั้งหมดเพื่อมันอาจไม่มีพื้นที่ให้สำหรับพวกเขา
กระแสของ "โจวเฉียน" ถูกขับเคลื่อนด้วยความสิ้นหวัง แต่ส่วนหนึ่งก็ด้วยความศรัทธาที่เกือบจะใสซื่อในแนวความคิดแบบอเมริกัน ว่าประเทศนี้แม้จะมีข้อบกพร่องบางอย่าง แต่ก็ยังให้โอกาสเพื่อการมีเกียรติ มีงานขนส่ง มีที่ดินเล็ก ๆ มีเตียงอยู่หลังร้านอาหารที่ไม่มีใครมาคอยเคาะประตูดึก ๆ ดื่น ๆ
ตอนนี้เมื่อทรัมป์กำลังวาดภาพจีนว่าเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงแห่งชาติ เตือนถึง "การแทรกซึม" และสัญญาว่าจะปราบปรามในหลาย ๆ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับจีน แม้แต่ความหวังที่ดูจะเจียมเนื้อเจียมตนข้างต้นก็ยังรู้สึกเหมือนถูกปิดประตู
ผลกระทบนั้นชัดเจน คลื่นผู้อพยพชาวจีนลูกใหม่ แต่หลายคนยังคงรอสถานะผู้ลี้ภัย และตอนนี้พวกเขาก็รู้สึกเหมือนกำลังติดหล่ม เพราะชาวอเมริกันก็ไม่ไว้ใจ ขณะที่รัฐบาลจีนก็ไม่ต้องการ และบางครั้งยังถูกจำกัดด้วยขอบเขตทางกฎหมาย
ตัวอย่างหนึ่งคือพ่าน ที่กำลังเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด "ผมไม่รู้สึกว่าอนาคตที่นี่มันมั่นคงอีกต่อไปแล้ว" เขากล่าวขณะที่ยืนอยู่นอกร้านอาหารในเมืองบาร์สโตว์ เฝ้ามองรถราที่วิ่งผ่านบนถนนฟรีเวย์ "ผมกังวลว่าผมอาจไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อแล้ว และถ้าผมกลับไปที่จีน..."
เขาเงียบไป ชั่วขณะหนึ่งที่เขาไม่พูดอะไรเลย ก่อนจะมองมาที่ผม สงบนิ่ง ยอมจำนน "ความคิดนั้น" เขาบอกกับผม "มันเกินจะทนไหว"
มันเป็นสีหน้าแบบเดียวกับที่ผมจำได้จากห้องพักในโรงแรมที่กรุงกีโตเมื่อสองปีที่แล้ว ความกังวลผุดขึ้นมาภายในดวงตาที่ดูเหนื่อยล้า แต่เบื้องหลังสายตาแบบนี้ยังมีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงปรากฏอยู่
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พ่านบอกกับผมว่า เขาจะอยู่ที่นี่