ใบสั่งไปรษณีย์ : สรุปดราม่าใบสั่งไปรษณีย์ ส่งแล้ว 15 วันถือว่าเป็นผล และผู้ขับขี่ไทยว่าอย่างไร

ที่มาของภาพ, Getty Images
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการส่งใบสั่งทางไปรษณีย์ พ.ศ.2565 ลงนามโดยพลตำรวจเอก สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุให้ในกรณีเจ้าพนักงานจราจรที่ออกใบสั่ง ไม่พบตัวผู้ขับขี่ ให้ติด ผูก หรือแสดงใบสั่งไว้ที่รถที่ผู้ขับขี่เห็นได้ง่าย
แต่หากไม่สามารถติด ผูก หรือแสดงใบสั่งไว้ที่รถได้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ให้ส่งใบสั่งพร้อมด้วยพยานหลักฐานทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ "ไปยังภูมิลำเนาของเจ้าของรถหรือผู้ครองครองรถ" เพื่อให้ชำระค่าปรับภายในระยะเวลาที่กำหดในใบสั่ง
ในระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 โดยมีใจความสำคัญ ดังนี้
1. ระเบียบนี้ให้ใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือ ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค. 2565 เป็นต้นไป
2. กรณีส่งใบสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังภูมิลำเนาของเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถ ให้ดำเนินการในระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันที่พบการกระทำผิด
3. เมื่อส่งไปรษณีย์แล้ว ให้ถือว่าเจ้าของรถหรือผู้ครองครองรถได้รับใบสั่งนั้น เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับตั้งแต่วันส่ง

ที่มาของภาพ, ราชกิจจานุเบกษา
ผู้ขับขี่ไทยว่าอย่างไรบ้าง
หลังจากสำนักข่าวหลายแห่งรายงานถึงระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการส่งใบสั่งทางไปรษณีย์ ผู้ใช้รถใช้ถนนได้ออกมาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมาก ส่วนใหญ่ในแง่ลบและคัดค้านระเบียบฯ นี้
อาทิ "ควรเลิกส่วนแบ่งเบี้ยปรับของตำรวจได้แล้ว เพราะทำหน้าที่ปกติ"
"กินเงินภาษี แล้วจะใช้กล้องจับผิด รีดเงิน ข้าราชการกดขี่ประชาชน"
และ "ควรให้ความเป็นธรรมกับประชาชนด้วย อย่าใช้อำนาจยัดเยียด"

ที่มาของภาพ, Facebook

ที่มาของภาพ, Facebook
เหตุผลที่ผู้ขับขี่ไทยถึงกล่าวเช่นนี้ นั่นเพราะตาม พ.ร.บ. สำหรับเงินค่าปรับใบสั่งนั้น 50% จากการหารครั้งแรก จะถูกส่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากเป็นตำรวจนครบาล เงินส่วนนี้จะตกเป็นของกรุงเทพมหานคร
เงินค่าปรับ 50% ที่เหลือ จะนำมาคิดเป็น 100% ใหม่ และจัดแบ่งอีกรอบ โดย 5% ตัดเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน และ 45% ที่เหลือ จะเป็นเงินรางวัลจราจร แต่หากมีอาสาจราจรแจ้งเหตุ ตำรวจผู้ออกใบสั่งจะได้เงินรางวัลจราจร 60% ส่วนอาสาจราจร 40%
ตำรวจจราจรแต่ละนายจะได้เงินส่วนแบ่งจากใบสั่ง ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท โดยการให้เงินรางวัลจราจรนี้ มีขึ้นเพื่อทำให้ตำรวจมีรายได้ถูกกฎหมาย แทนการรีดไถผู้ขับขี่เพื่อแลกกับการไม่ออกใบสั่ง
ใบสั่งจากกล้องวงจรปิดไม่มีเงินรางวัล
คำกล่าวของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทยถึงกรณีระเบียบฯ ว่าด้วยใบสั่งส่งทางไปรษณีย์ เชื่อมโยงกับ "การรีดไถเงินของตำรวจจราจร" อาจคลาดเคลื่อน เพราะเงินรางวัลใบสั่ง กำหนดเฉพาะการออกใบสั่งการกระทำผิดแบบซึ่งหน้าเท่านั้น
ตามที่สำนักข่าวแมเนเจอร์ ออนไลน์ รายงานเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2564 ว่า พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะคณะทำงานแก้ปัญหาจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า การจับกุมผู้ประทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ด้วยกล้องตรวจจับหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิส์ จะไม่สามารถเบิกเงินรางวัลได้แล้ว
โดยการหักเงินค่าปรับกรณีจับกุมผู้กระทำความผิดด้วยเครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ให้นำเงินดังกล่าวมาใช้ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับงานจราจรในภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เฉกเช่นเงินงบประมาณแผ่นดินเท่านั้น จึงไม่สามารถใช้เป็นเงินรางวัลให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้จับกุมได้ ส่วนการจับกุมในความผิดซึ่งหน้ายังคงมีการเบิกจ่ายเงินรางวัลเช่นเดิม
คำชี้แจงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ทีมโฆษกของ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงขั้นตอนการออกใบสั่งและชำระค่าปรับจราจรกับบีบีซีไทยว่า หากตำรวจพบผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นการพบการกระทำความผิดซึ่งหน้า หรือความผิดที่ตรวจพบโดยกล้องตรวจจับต่าง ๆ ตำรวจจะออกใบสั่งด้วยวิธีการ 3 รูปแบบ
1. การเขียนใบสั่งเล่ม (การกระทำผิดแบบซึ่งหน้า)
2. ใบสั่งจากภาพกล้องวงจรปิดส่งไปทางไปรษณีย์
3. ใบสั่งจากเครื่อง E-TICKET (ใบสั่งออนไลน์)

ที่มาของภาพ, Reuters
ผู้กระทำผิดจำเป็นจะต้องมาชำระค่าปรับภายในระยะเวลาที่กำหนด เพราะหากเมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในใบสั่งแต่ละประเภท เจ้าหน้าที่ตำรวจจะออกหนังสือแจ้งเตือนการไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับภายใน 15 วัน นับแต่วันครบกำหนดชำระค่าปรับในใบสั่ง
โดยให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครอง ได้รับแจ้งเมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันส่งและต้องชำระค่าปรับภายใน 15 วัน นับแต่วันรับที่ได้รับแจ้ง
กรณีเมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในใบเตือน และผู้กระทำความผิดยังไม่มาชำระค่าปรับ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะส่งข้อมูลไปยังกรมขนส่งทางบก เพื่อดำเนินการตามมาตรการงดออกเครื่องหมายเสียภาษีประจำปี และพนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียกผู้ต้องหาเพื่อให้มาชำระค่าปรับ หากไม่มาพบตามหมายเรียก 2 ครั้ง ก็จะดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุมัติออกหมายจับตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุถึงช่องทางชำรค่าปรับได้หลายช่องทาง คือ
1. ทางธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ได้ทุกธนาคาร และตู้บุญเติม
2. จุดบริการชำระเงินอื่น ๆ ได้แก่ ไปรษณีย์ทุกสาขา และจุดบริการเคาน์เตอร์เซอร์วิสที่มีสัญลักษณ์ คำว่า "PTM"
3. สามารถเดินทางไปชำระได้ที่สถานีตำรวจทุกสถานี



























