ยิงถล่ม ชรบ. ยะลา : เรารู้อะไรบ้างในรอบสัปดาห์

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
เหตุยิงถล่มจุดตรวจชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ยะลา เมื่อ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา ถูกมองว่าเป็นเหตุรุนแรงที่สุดในพื้นที่ปลายด้ามขวานในรอบ 15 ปี นับจากเหตุปล้นปืนเมื่อปี 2547 คร่าชีวิต ชรบ. และประชาชนไป 15 ราย ทำให้ฝ่ายต่าง ๆ ออกมาประณามผู้ก่อเหตุในครั้งนี้
ผ่านมาครบสัปดาห์ เรารู้อะไรบ้างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เกิดอะไรขึ้นในวันนั้น
เหตุยิงถล่มป้อมจุดตรวจชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ม.5 ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา เกิดขึ้นเมื่อเวลา 23.20 น. ในวันอังคารแรกของเดือน พ.ย.
ทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุ ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ได้รุดเข้าพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือ ทว่าต้องพบกับอุปสรรคเมื่อผู้ก่อความไม่สงบได้เผายางรถยนต์กีดขวางถนนหลายจุด และโปรยตะปูเรือใบสกัดการเข้าพื้นที่ของเจ้าหน้าที่

ที่มาของภาพ, EPA
เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย ซึ่งมีทั้ง ชรบ., ชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) และราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน (อรบ.) ทั้งนี้ในจำนวนผู้เสียชีวิตแบ่งเป็นชาวไทยมุสลิม 2 ราย ชาวไทยพุทธ 13 ราย
ในส่วนของผู้เสียชีวิตชาวไทยพุทธที่อาศัยอยู่ใน ต.ลำพะยา 9 ราย ญาติได้เข้ารับร่างไปประกอบพิธีสวดอภิธรรมศพร่วมกันที่วัดสิริปุณณาราม (วัดลำพะยา) ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย. ก่อนได้รับพระราชทานเพลิงศพเมื่อ 12 พ.ย. ขณะที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตอีก 4 ราย ญาตินำร่างกลับไปประกอบพิธีที่ภูมิลำเนา และได้รับพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 11 พ.ย.
รายชื่อผู้เสียชีวิต
อาวุธที่ใช้ก่อเหตุ กับอาวุธของที่ถูกขโมยไป
จากการตรวจสอบหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน พบว่า ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธอย่างน้อย 3 ชนิดโจมตีป้อม ชรบ. ประกอบด้วย ปืนเล็กยาว, ปืนเอ็ม 16 และปืนอาก้า ทิ้งปลอกกระสุนไว้กว่า 100 ปลอก
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าผู้ก่อเหตุได้ขโมยอาวุธประจำกายของ ชรบ. และ ชคต. จำนวนหนึ่งไปจากป้อม ประกอบด้วย ปืนเอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก, ปืนลูกยาว 2 กระบอก และปืนพกสั้น 5 กระบอก

ที่มาของภาพ, Reuters
ผู้ก่อเหตุเป็นเครือข่ายพี่น้อง "หลำโซะ"
ปลอกกระสุนมหาศาลที่เจ้าหน้าที่เก็บได้จากที่เกิดเหตุ ทำให้ฝ่ายความมั่นคงคาดการณ์ว่าน่าจะมีผู้ร่วมก่อเหตุไม่ต่ำกว่า 12 ราย แต่ถ้ารวมผู้สนับสนุนด้วยก็จะเป็นราว 40 ราย
พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า บอกใบ้ว่านี่เป็นฝีมือของกลุ่มพี่น้อง "หลำโซะ" มี นายรอซาลี และนายซอบรี หลำโซะ เป็นแกนนำ และเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มที่เคยก่อเหตุใน 3 เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่
- เหตุโจมตี ชคต.ปะกาฮารัง จ.ปัตตานี เมื่อ ก.ค. 2562
- เหตุปล้นตู้เอทีเอ็มที่มหาวิทยาลัยฟาฏอนี จ.ปัตตานี เมื่อ ส.ค. 2562
- เหตุปล้นร้านทอง อ.นาทวี จ.สงขลา เมื่อ ส.ค. 2562
ถึงขณะนี้ศาลอนุมัติหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว 2 รายคือ นายนัสรุเลาะห์ สะมะ และนายซะอุดี ติงอุเซ็ง ชาวบ้านพื้นที่ หมู่ 3 ต.และ อ.บันนังสตา จ.ยะลา หลังพบหลักฐานสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ของทั้งคู่ปรากฏในที่เกิดเหตุ
พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ภ. 9 เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 รายมีหมายจับคดีความมั่นคงอยู่แล้ว ได้แก่ คดีเผา หจก.ชินวรก่อสร้าง ต.ลิดล อ.เมืองยะลา, คดีโจมตีจุดตรวจ 3 ฝ่ายในตลาดกรงปินัง หมู่ 7 ต.กรงปินัง อ.กรงปินัง และคดีลอบวางเพลิงการไฟฟ้า อ.กาบัง จ.ยะลา

ที่มาของภาพ, ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.ภาค 4 สน.
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ต้องสงสัยอย่างน้อย 11 ราย ตามการเปิดเผยของ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาค 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ถูกทางการควบคุมตัวและเข้าสู่กระบวนการซักถาม โดย 2 รายแรกถูกคุมตัวได้ตั้งแต่วันแรก ๆ ส่วนอีก 6 รายถูกควบคุมตัวระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองสนธิกำลังกันราว 200 นาย เข้าปิดล้อมตรวจค้น 19 จุดในพื้นที่ปัตตานีและยะลา เมื่อ 9 พ.ย. ก่อนแยกสอบปากคำผู้ต้องสงสัยกลุ่มหลังไป 3 จุดคือ ที่ศูนย์ซักถามค่ายอิงคยุทธบริหาร หมู่ 7 ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี, ศูนย์ซักถามกรมหารพรานที่ 41 ค่ายวังพญา ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา และศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) ต.สะเตง อ.เมืองยะลา
บีอาร์เอ็นอ้างเป็นผลงานตัวเองครั้งแรก
3 วันหลังเกิดเหตุสังหารหมู่ ขบวนการบีอาร์เอ็นได้ออกมากล่าวอ้างว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของบีอาร์เอ็น ผ่านข้อความที่เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กชื่อ "BRN Barisan Revolusi National" (มีข้อสังเกตว่าคำว่า National สะกดต่างจากชื่อกลุ่ม BRN ที่สะกดว่า Nasional) นี่ถือเป็นครั้งแรกที่บีอาร์เอ็นออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ปลายด้ามขวานหลังเกิดเหตุรุนแรงยืดเยื้อมากกว่า 15 ปีนับจากปี 2547
อาบูฮาฟิส อัลฮากิม โฆษกฝ่ายผู้เห็นต่างจากรัฐไทยที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มมาราปาตานี แสดงความเห็นด้วยกับสมมติฐานที่ว่าเป็นฝีมือของกลุ่มบีอาร์เอ็น
ในบทความเรื่อง "เหตุโจมตีที่ลำพะยา นี่คือสัญญาณอะไร" ที่อาบูฮาฟิสเขียนขึ้น เขาตั้งสมมติฐานต่อว่า บีอาร์เอ็นอาจต้องการแสดงศักยภาพและส่งสัญญาณถึงรัฐไทยว่าต้องเอาจริงเอาจัง และมีความจริงในการพูดคุยสันติภาพที่หยุดชะงักลง
"เป็นไปได้หรือไม่ว่าเหตุโจมตีที่ลำพะยาเป็นการส่งสัญญาณครั้งล่าสุด" เขาระบุ แต่ขณะเดียวกันได้ออกตัวว่าเป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่ท่าทีอย่างเป็นทางการของกลุ่มมาราปาตานี ซึ่งอยู่ในกระบวนการพูดคุยสันติสุขกับรัฐไทย

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยังไม่ขอยืนยันว่าผู้ก่อเหตุเป็นบีอาร์เอ็นหรือไม่ โดยบอกเพียงว่า "ไม่รู้ ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน"
ด้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงตั้งสมมติฐานว่า เหตุโจมตีป้อมจุดตรวจ ชรบ. ยะลา เป็นการตอบโต้กรณีเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมแนวร่วมก่อความไม่สงบ 2 ศพ ที่ ต.ปะเสยะวอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา รวมถึงกรณีเจ้าหน้าที่ปิดล้อมตรวจค้นและจับกุมญาติพี่น้องของผู้ต้องสงสัยเข้าสู่กระบวนการซักถาม
"หมู่บ้านสีขาว" กับ "เป้าหมายอ่อนแอ"
พื้นที่ลำพะยาถูกแม่ทัพภาคที่ 4 เรียกว่าเป็น "หมู่บ้านสีขาว" เพราะไม่เคยปรากฏความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามมาก่อน
ขณะที่หมู่บ้านกว่า 1,900 หมู่บ้านในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มี "หมู่บ้านสีแดง" จำนวน 118 หมู่บ้าน ที่ ผอ.รมน.ภาค 4 สั่งให้ "เกาะติดเป็นพิเศษ" หลังเกิดเหตุกราดยิงป้อม ชรบ. ยะลา
ทุกฝ่ายได้แสดงความเสียใจต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการโจมตีประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ภาษาทหารเรียกว่า "เป้าหมายอ่อนแอ"
เพื่อน ชรบ. ร่วมพื้นที่บอกกับบีบีซีไทยว่า ชรบ. เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา แต่ฝ่ายผู้ก่อการอาจเห็นว่าพวกเขา "เป็นคนของรัฐ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ" และ "เป็นสายของเจ้าหน้าที่"
ข่าวไม่จริง
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทั้งในสื่อกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับเหตุอุกฉกรรจ์ที่ลำพะยาเป็นจำนวนมาก ทว่าบางข่าวก็ได้รับคำยืนยันในเวลาต่อมาว่า "ไม่ใช่เรื่องจริง"
- ประกาศห้ามประชาชน 3 จังหวัดภาคใต้และ 4 อำเภอสงขลา ออกนอกเคหะสถาน (เคอร์ฟิว) เพราะข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 18 พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรปี 2551 ที่ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 7 พ.ย. เป็นการให้อำนาจ ผอ.รมน. ออกข้อกำหนดประกาศเคอร์ฟิวได้ แต่ยังไม่ใช่การประกาศเคอร์ฟิว
- ผ้าพันแผลที่พบอยู่หน้าบ้านต้นหยี ขณะเจ้าหน้าที่ปิดล้อมตรวจค้น 19 จุด ไม่ใช่ของคนร้าย แต่เป็นผ้าพันแผลของ "คนข้างบ้านเป้าหมาย" ที่มีมารดาป่วยเป็นโรคมะเร็งและต้องทำการล้างแผลทุกวัน




























