ไฟใต้ : สมาชิกมาราปาตานีเตือนเหตุโจมตี ชรบ.ที่ลำพะยา "อาจไม่ใช่กรณีสุดท้าย" หากไทยยังเมินข้อเสนอบีอาร์เอ็น

ทหารตรวจพื้นที่ จ.ยะลา

ที่มาของภาพ, AFP

Published
เวลาอ่าน: 2 นาที

นายอาบูฮาฟิส อัลฮากิม สมาชิกกลุ่มมาราปาตานี ที่กำลังพูดคุยแนวทางสันติภาพกับรัฐบาลไทย เชื่อว่ากลุ่มบีอาร์เอ็นมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่ ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 5 พ.ย.

เขาเตือนว่าเหตุรุนแรงครั้งนี้อาจไม่ใช่กรณีสุดท้าย หากรัฐไทยยังคงเมินเฉยต่อข้อเสนอว่าด้วยการพูดคุยสันติภาพของบีอาร์เอ็น

นายอาบูฮาฟิสเผยแพร่บทความเรื่อง "เหตุโจมตีที่ลำพะยา นี่คือสัญญาณอะไร" เมื่อ 10 พ.ย. โดยชี้แจงว่าบทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่ท่าทีอย่างเป็นทางการของกลุ่มมาราปาตานี

แม้จะเป็นความเห็นส่วนตัว แต่ในฐานะโฆษกกลุ่มมาราปาตานีและเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการพูดคุยสันติภาพ บทวิเคราะห์และข้อเสนอของนายอาบูฮาฟิสจึงมีความน่าสนใจ อีกทั้งยังสรุปความเป็นมาของกระบวนการพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้ และมีเบื้องลึก-เบื้องหลังบางประการที่ยังไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง บีบีซีไทยจึงหยิบยกเนื้อหาบางตอนของบทความดังกล่าว ซึ่งเขียนเป็นภาษาอังกฤษในชื่อ "The LAM PHAYA attack and the peace talk- what was the signal?" มาดังนี้

ชรบ. เป้าหมายอ่อนหรือเป้าหมายที่ชอบธรรม

นายอาบูฮาฟิสเขียนว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้เขาได้ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วผู้เข้าร่วมประชุมคนหนึ่งก็เปรยขึ้นมาว่า ทำไมช่วงนี้ไม่ค่อยมีเหตุการณ์รุนแรง อีกคนหนึ่งจึงตอบว่า "คลื่นลมมักจะสงบก่อนที่พายุจะมา" แล้วข้อสังเกตนี้ก็เป็นจริงในกลางดึกของวันที่ 5 พ.ย. 2562 ที่หมู่บ้านใน ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา จ.ยะลา ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองเพียง 18 กม.

มันเป็นพายุที่เต็มไปด้วยเลือดและกระสุน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่ไม่พร้อมทั้งอาวุธและกำลังคนตกเป็นเป้าของการถูกโจมตี เมื่อ 2-3 เดือนก่อนก็เกิดเหตุโจมตีชุด ชรบ. ที่ อ.เมืองปัตตานี

บางคนบอกว่า ชรบ.เป็นเป้าหมายอ่อน ขณะที่บางคนบอกว่า ชรบ.เป็นเป้าหมายที่ชอบธรรม เพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับการฝึกฝนและมีอาวุธ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ดูเหมือนว่า ชรบ. จะเป็นเป้าหมายที่ง่ายต่อการถูกโจมตีของกลุ่มติดอาวุธ ที่ต้องการหายุทโธปกรณ์เพิ่ม กล่าวได้ว่านโยบายของรัฐไทยในการฝึกอาวุธและติดอาวุธให้พลเรือน (ชาวบ้านที่ตอนกลางวันเป็นเกษตรกร แต่กลางคืนเป็นทหาร) จะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองเสียแล้ว

ไม่น่าแปลกใจที่หลังเกิดเหตุ ใคร ๆ ต่างก็ชี้นิ้วไปที่กลุ่มบีอาร์เอ็น ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชปาตานีที่มีบทบาทมากที่สุด ซึ่งเมื่อพิจารณาจากวิธีการก่อเหตุและปฏิบัติการที่ผ่านมาแล้ว ผู้เขียนมีแนวโน้มที่จะเห็นด้วยกับสมมติฐานนี้ แต่ก็คงต้องรอฟังผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการจากเจ้าหน้าที่

เหตุโจมตีที่ลำพะยากับการเจรจาสันติภาพ

คำถามต่อไปก็คือ ถ้าเป็นฝีมือของบีอาร์เอ็นจริง เหตุรุนแรงครั้งนี้ นอกจากจะเป็น "งานประจำ" ที่พวกเขาทำกันแล้ว บีอาร์เอ็นยังพยายามจะส่งสัญญาณอะไรไปถึงฝ่ายอื่น ๆ รวมถึงรัฐไทยหรือไม่ เป็นการแก้แค้นเอาคืนต่อเหตุการณ์บางอย่างหรือไม่ หรือเป็นปฏิกิริยาที่มีต่อกระบวนการสร้างสันติภาพที่ถดถอยและการพูดคุยสันติภาพรอบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

โลงศพ

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, ศพของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านที่เป็นชาวพุทธและเสียชีวิตในเหตุโจมตีจุดตรวจ ชรบ.ที่ ต.ลำพะยา จ.ยะลา ถูกนำมาประกอบพิธีทางศาสนาพร้อมกัน

เมื่อการพูดคุยสันติภาพครั้งแรกเริ่มต้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ในเดือน ก.พ. 2556 กลุ่มเคลื่อนไหวปาตานี-มาเลย์ มี อุสตาซ ฮัสซัน ตอยิบ จากบีอาร์เอ็นเป็นหัวหน้าคณะพูดคุย น่าเสียดายที่การพูดคุยสันติภาพครั้งนั้นเดินหน้าไปได้เพียง 9 เดือนก็ยุติลง เนื่องจากคู่เจรจาทั้งสองฝ่ายต่างก็พบกับปัญหาภายในที่ส่งผลให้การเจรจาไม่มีความคืบหน้า กล่าวคือ ฝ่ายบีอาร์เอ็นไม่พอใจกระบวนการที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อข้อเรียกร้อง 5 ประการของพวกเขาถูกปฏิเสธ ส่งผลให้ฮัสซัน ตอยิบถูกปลดจากการเป็นหัวหน้าคณะ ส่วนฝ่ายไทยนั้นก็เกิดความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงที่นำไปสู่การรัฐประหารในเดือน พ.ค. 2557

การพูดคุยสันติภาพได้รับการรื้อฟื้นอีกครั้งโดยรัฐบาลทหาร ซึ่งเรียกกระบวนการนี้ว่าการพูดคุยสันติสุข ครั้งนี้ กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชปาตานีได้รวมตัวกันเป็น "มาราปาตานี" (Patani Consultative Council) ซึ่งประกอบด้วย 5 กลุ่มเคลื่อนไหว โดยสมาชิกหลักของบีอาร์เอ็นเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการพูดคุย มีเพียงสมาชิกบีอาร์เอ็นบางคนที่เข้าร่วมกระบวนการนี้ หนึ่งในนั้นคืออุซตาซ สุกรี ฮารี สมาชิกบีอาร์เอ็นที่ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยของฝ่ายมาราปาตานี

ทั้งฝ่ายมาราปาตานีและฝ่ายรัฐไทยเริ่มต้นกระบวนการพูดคุยด้วยความมั่นใจ เริ่มจากการร่างขอบเขตการพูดคุย (Terms of Reference-TOR) ร่วมกันร่างกรอบการดำเนินการประกาศพื้นที่ปลอดภัย (Safety Zones-SZ) การจัดตั้ง Safe House (SH) และการตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Action Committee-JAC) ทุกขั้นตอนได้รับความเห็นชอบและยอมรับร่วมกันจากทั้งสองฝ่าย

กลุ่มมาราปาตานี

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, กลุ่มมาราปาตานีซึ่งเป็นองค์กรร่มของขบวนการเอกราชปาตานี

ในเดือน เม.ย. 2561 ได้มีเตรียมการประกาศให้อำเภอเจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เป็นพื้นที่ปลอดภัยนำร่อง แต่สุดท้ายฝ่ายไทยกลับไม่ยอมลงนามในข้อตกลงประกาศพื้นที่ปลอดภัยโดยอ้าง "เหตุผลบางประการ" ทางฝ่ายมาราปาตานียืนยันว่าฝ่ายไทยจำเป็นต้องลงนามในข้อตกลงเพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยและความมั่นคงของสมาชิกมาราปาตานี เมื่อตกลงกันไม่ได้ การประกาศพื้นที่ปลอดภัยนำร่องจึงถูกพับไปในที่สุด

เมื่อรัฐบาลใหม่ของมาเลเซียขึ้นมาบริหารประเทศหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือน พ.ค. 2561 ผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยสันติสุขก็ถูกเปลี่ยนตัว ฝ่ายไทยเองก็แต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยคนใหม่เป็น พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ ซึ่งมีความพยายามที่จะติดต่อกับกลุ่มเคลื่อนไหวปาตานีโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มสมาชิกหลักของบีอาร์เอ็น พล.อ.อุดมชัยติดต่อขอพบปะพูดคุยกับพวกเขา แต่ถูกปฏิเสธไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง เมื่อความพยายามเข้าถึงสมาชิกหลักของบีอาร์เอ็นไม่ประสบผล พล.อ.อุดมชัยจึงกลับมาพูดคุยกับมาราปาตานีต่อ

ต้นเดือน ก.พ. 2562 เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวันนัดหมายพูดคุยสันติสุขที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ทำให้อุซตาซสุกรียกเลิกและเลื่อนการพูดคุยไปจนหลังการเลือกตั้งของไทยในเดือน มี.ค. การพูดคุยจึงหยุดชะงักและยุติลงในที่สุด พล.อ.อุดมชัยจึงกลายเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยของไทยที่ไม่เคยได้นั่งโต๊ะเจรจาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดเกี่ยวกับการพูดคุยสันติภาพนั้นอยู่ในสายตาของกลุ่มสมาชิกหลักของบีอาร์เอ็น ที่แม้จะประกาศไม่เข้าร่วมการพูดคุย แต่ก็ติดตามความเป็นไปอย่างใกล้ชิดผ่านผู้ที่เป็นตัวแทนแบบไม่เป็นทางการ และจะเห็นได้ว่าฝ่ายสารนิเทศของบีอาร์เอ็นได้เผยแพร่แถลงการณ์ออกมาเป็นระยะ ๆ เพื่อย้ำจุดยืนและท่าทีต่อกระบวนการสันติภาพ เช่น กระบวนการสันติภาพต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล กล่าวคือ มีนานาชาติร่วมสังเกตการณ์และเป็นสักขีพยาน ผู้ไกล่เกลี่ย (mediator) ต้องมีความน่าเชื่อถือและเป็นกลาง กระบวนการทั้งหมดต้องได้รับการออกแบบและเห็นชอบร่วมกัน และรัฐบาลไทยต้องมีความจริงใจและให้การยอมรับคู่เจรจา

เช่นเคย รัฐไทยเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องเหล่านี้ของบีอาร์เอ็น และเมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดเหตุรุนแรงขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือแม้แต่ที่อื่น ๆ ก็มักจะมีสมมติฐานว่าเป็นฝีมือของบีอาร์เอ็นที่ต้องการแสดงศักยภาพและส่งสัญญาณถึงรัฐไทยว่าต้องเอาจริงเอาจังและมีความจริงในการพูดคุยสันติภาพ

เป็นไปได้หรือไม่ว่า เหตุโจมตีที่ลำพะยาเป็นการส่งสัญญาณครั้งล่าสุด

ญาติร้องไห้

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, ญาติ ชรบ.ที่ถูกสังหารเมื่อวันที่ 5 พ.ย. โศกเศร้ากับการจากไปของผู้เป็นที่รัก

รัฐบาลไทยควรทำอย่างไรหลังจากนี้

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีข่าวลือมาว่าสมาชิกกลุ่มหลักของบีอาร์เอ็นพร้อมที่กลับเข้าสู่กระบวนการพูดคุยที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ หลังจากที่การพูดคุยสันติสุข ระหว่างรัฐไทยและมาราปาตานี ไม่มีความคืบหน้า แต่ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่าบีอาร์เอ็นจะกลับคืนสู่โต๊ะเจรจาหรือไม่ หรือในรูปแบบไหน จะมาแบบเดี่ยว ๆ หรือจะร่วมกับกลุ่มอื่น ๆ

ขณะนี้สมาชิกของขบวนการเอกราชปาตานีน่าจะกำลังหารือในเรื่องนี้กันอยู่ และคงต้องรอดูกันต่อไปว่าจะออกมาในรูปแบบไหน จะมีการตั้งองค์กรเครือข่ายใหม่ขึ้นมาหรือมาราปาตานียังคงมีบทบาทในการพูดคุยต่อไป

ในฐานะที่ผู้เขียนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพูดคุยสันติภาพโดยตรง ผู้เขียนยังมองไม่เห็นเจตจำนงทางการเมืองและคำมั่นสัญญาที่จริงใจจากรัฐบาลไทย (โดยเฉพาะรัฐบาลที่มีทหารชี้นำ) ในการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะพูดคุยของฝ่ายไทย จาก พล.อ.อุดมชัย เป็น พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ ผู้เขียนขอเสนอให้ทางการไทยทบทวนและประเมินท่าทีและนโยบายที่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการสันติภาพ บางทีอาจเริ่มต้นจากการพิจารณาข้อเสนอในบทความวิชาการเรื่อง "กระดุม 5 เม็ดในการแก้ไขปัญหาไฟใต้" ของนักวิจัยอิสระด้านความขัดแย้งที่เผยแพร่ในเว็บไซต์บีบีซีไทย

เหตุรุนแรงที่ลำพะยากับบีอาร์เอ็น

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. มีการเผยแพร่แถลงการณ์ในเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า "BRN Barisan Revolusi National" (มีข้อสังเกตว่าคำว่า National สะกดต่างจากชื่อกลุ่ม BRN ที่สะกดว่า Nasional) ชี้แจงท่าทีและเหตุจูงใจในปฏิบัติการทางทหาร

แม้ว่าแถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้เผยแพร่ผ่านโฆษกบีอาร์เอ็น อับดุล การิม คาลิด เหมือนที่ผ่าน ๆ มา แต่เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาและช่วงเวลาที่เผยแพร่ ผู้เขียนเชื่อว่าแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นของบีอาร์เอ็นจริง แถลงการณ์ไม่ได้กล่าวเฉพาะเจาะจงถึงเหตุโจมตี ชรบ.ที่ลำพะยา แต่หากอ่านระหว่างบรรทัดแล้วก็เข้าใจได้ว่าบีอาร์เอ็นยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงครั้งนี้ เนื้อหาและสัญญาณที่สื่อออกมานั้นชัดเจน

ขณะนี้ก็ขึ้นอยู่กับรัฐไทยแล้วว่าจะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของบีอาร์เอ็นหรือไม่เพื่อเปิดทางให้กระบวนการสันติภาพได้ขับเคลื่อนไปข้างหน้า หรือว่าจะปฏิเสธข้อเรียกร้องเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิงและปล่อยให้ไฟใต้ลุกโชนต่อไป ถ้าเลือกอย่างหลัง เหตุสังหารหมู่ที่ลำพะยาก็คงจะไม่ใช่กรณีสุดท้าย