กนก รัตน์วงศ์สกุล: กองทุนพัฒนาสื่อฯ แจงเหตุให้งบฯ ท็อปนิวส์ผลิตรายการ "ลายกนก"

กนก รัตน์วงศ์สกุล

ที่มาของภาพ, Facebook/รายการลายกนก ยกสยาม

คำบรรยายภาพ, นายกนก รัตน์วงศ์สกุล ระหว่างการถ่ายทำรายการลายกนก ยกสยาม
    • Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published

นายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่ากองทุนฯ คาดไว้อยู่แล้วว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และไม่เห็นด้วยกับการที่กองทุนฯ อนุมัติงบประมาณ 4.8 ล้านบาทให้บริษัทท็อปนิวส์ดิจิตัลมีเดียผลิตรายการ "ลายกนก ยกสยามสัญจร"

การคาดการณ์ของเขาเป็นจริง

ทันทีที่กองทุนฯ ประกาศผลการพิจารณาโครงการและกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณประจำปี 2564 ทางเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 18 พ.ค. "ชาวเน็ต" จำนวนหนึ่งก็พากันส่งต่อเอกสารที่ปรากฏชื่อรายการ "ลายกนก ยกสยามสัญจร" ของช่องท็อปนิวส์ซึ่งได้รับงบประมาณ 4.8 ล้านบาท พร้อมเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการพิจารณาที่ไม่เหมาะสม และตั้งคำถามว่าเหตุใดกองทุนฯ จึงนำภาษีประชาชนไปให้แก่ช่องท็อปนิวส์และรายการที่มีพิธีกรชื่อ "กนก รัตน์วงศ์สกุล" ซึ่งถูกมองจากผู้บริโภคข่าวสารจำนวนหนึ่งว่าเป็นสื่อที่ไม่เป็นกลางทางการเมือง-แสดงจุดยืนทางการเมืองชัดเจน

วันนี้ (20 พ.ค.) กองทุนฯ ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีดังกล่าวโดยระบุว่ากระบวนการพิจารณาทุนปี 2564 เป็นไปด้วยความรอบคอบตามหลักเกณฑ์และวัตถุประสงค์ของกองทุน ส่วนเหตุผลที่รายการ "ลายกนก" ได้รับทุนนั้นเพราะ "เป็นรายการมีความน่าสนใจ เป็นการต่อยอดรายการเดิมที่ผลิตสารคดีท่องเที่ยวชุมชน สอดแทรกเกร็ดความรู้ประเด็นประวัติศาสตร์มานำเสนอในรูปแบบที่เข้าใจง่าย สนุกสนาน มีฐานผู้ชมจำนวนมาก ทั้งนี้รายการไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเมืองจึงเห็นควรให้โอกาส"

ไม่กี่นาทีหลังจากกองทุนฯ เผยแพร่แถลงการณ์ เพจเฟซบุ๊กรายการ "ลายกนก ยกสยามสัญจร" ก็โพสต์ข้อความว่า

"ขอขอบคุณกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่เล็งเห็นประโยชน์คุณค่าของโครงการ คัดเลือกให้ ลายกนก ยกสยาม ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก ฝากคุณผู้ชมแฟนรายการทุกท่าน ติดตามโปรเจคที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเป็นประโยชน์ ลดช่องว่างระหว่างวัย สร้างความเข้าใจ ปลูกจิตสำนึกให้เกิดความรัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์กับคนรุ่นใหม่อย่างแน่นอน"

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กองทุนฯ ถูกวิจารณ์และตั้งคำถามถึงการอนุมัติงบประมาณซึ่งเป็นเงินที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดสรรมาให้ แต่แทบทุกปีหลังการประกาศรายชื่อโครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ กองทุนฯ มักต้องรับมือกับเสียงวิจารณ์ถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสในการพิจารณาที่เกิดขึ้นตามมา

นายธนกร อดีตสื่อมวลชนที่กลายมาเป็นผู้จัดการกองทุนฯ จะตอบกระแสวิจารณ์ยกล่าสุดนี้อย่างไร นอกเหนือจากแถลงการณ์ที่เผยแพร่ไปวันนี้

"กองทุนที่โปร่งใสที่สุดในประเทศ"

นายธนกรให้ข้อมูลเบื้องต้นว่ากองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ตั้งขึ้นมา 5 ปีแล้ว ตาม พ.ร.บ. กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ 2558 ซึ่งกำหนดให้ กสทช. นำเงินที่ได้จากการประมูลคลื่นความถี่ และค่าธรรมเนียมในประกอบกิจการโทรทัศน์ กิจการวิทยุ จัดสรรให้กองทุนสื่อฯ ปีละประมาณ 500 ล้านบาท ในจำนวนนี้ 300 ล้านบาทเป็นงบประมาณที่สนับสนุนโครงการและกิจกรรมเพื่อมุ่ง "สร้างนวัตกรรมสื่อแบบต่าง ๆ เพื่อทลายกรอบการผลิตเนื้อหาแบบเดิม ๆ เพิ่มเนื้อหาที่เป็นทางเลือกในการรับรู้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้มากขึ้น และนำเสนอข้อมูลที่จำเป็นต้องรู้ในมิติที่คนต้องการเพื่อการเล่าเรื่องที่รอบด้าน หลากหลายแง่มุม"

การพิจารณาโครงการที่จะได้รับเงินสนับสนุนในแต่ละปีจะต้องผ่านหลายขั้นตอน เริ่มจากคณะทำงานชุดต่าง ๆ จำนวน 11 คณะ แต่ละคณะประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 5-7 คน เลือกโครงการที่ผ่านการพิจารณาชั้นต้นเสนอต่อคณะอนุกรรมการกลั่นกรองและพัฒนาโครงการ ซึ่งจะสรุปผลการคัดเลือกเสนอคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์เพื่อพิจารณาอนุมัติ ก่อนจะส่งต่อให้คณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยฯ รับทราบ

ธนกร ศรีสุขใส

ที่มาของภาพ, Facebook/กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

คำบรรยายภาพ, ธนกร ศรีสุขใส รับตำแหน่งผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์เมื่อเดือน ก.ค. 2563

นายธนกรชี้แจงว่ากองทุนฯ ไม่เปิดเผยชื่อผู้ทรงคุณวุฒิในคณะทำงาน 11 ชุดที่พิจารณาขั้นแรกเพราะ "คณะทำงานก็เหมือนกับคณะกรรมการออกข้อสอบ ถ้ารายชื่อหลุดออกไปก็เหมือนเป็นดาบสองคม อาจจะเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ" แต่ยืนยันว่าทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาที่เกี่ยวข้อง และไม่มีคณะทำงานคณะใด หรืออนุกรรมการชุดใดที่ผูกขาดความเห็น

"ยืนยันได้เลยว่ากระบวนการพิจารณาทุนของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ น่าจะเปิดเผยและโปร่งใสที่สุดในทุกกองทุนที่มีอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้" ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าวกับบีบีซีไทย

"ถูกวิจารณ์เพราะเป็นกนก"

นายธนกรให้ข้อมูลว่าปี 2564 นี้มีผู้เสนอโครงการมาทั้งหมด 1,432 โครงการ วงเงินที่ขอรับการสนับสนุนสูงถึง 6,274 ล้านบาท กองทุนฯ ใช้เวลาพิจารณาตั้งแต่ 19 ก.พ. -13 พ.ค. ท้ายที่สุดมีโครงการที่ผ่านการพิจารณา 98 โครงการ งบประมาณที่สนับสนุน 264 ล้านบาท

"ที่เราให้ไม่เต็ม 300 ล้านบาท เพราะบางโครงการไม่ถึงขั้นที่จะได้รับทุนจริง ๆ เงินยังมีอยู่ เราอยากให้ แต่เราไม่สามารถให้แล้วไปทำงานที่มีปัญหาได้ การพิจารณาของกองทุนปีนี้มันชัดเจนที่สุด แต่อาจจะถูกใจหรือไม่ถูกใจแต่ละคน"

นายธนกรกล่าวว่าการพิจารณาในปีนี้ มี 2 โครงการที่ถูกวิจารณ์มากคือ โครงการผลิตภาพยนตร์เรื่อง "พระร่วง พระราชาผู้ทรงธรรม" ที่เสนอโดยบริษัทเดอะวินออแกไนเซอร์ ได้รับงบประมาณ 30 ล้านบาท และรายการ "ลายกนก ยกสยามสัญจร" ของบริษัทท็อปนิวส์ดิจิตัลมีเดีย

"ผมวิเคราะห์ไว้อยู่แล้วว่าสองรายการนี้จะต้องรับมือให้ดี แต่คณะอนุกรรมการก็มีเหตุผลของเขา และที่สำคัญคือกรรมการมีความเป็นอิสระสูงมาก แล้วแต่ละคนก็เป็นปรมาจารย์ทางด้านนิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชนทั้งนั้นเลย"

กรณีรายการลายกนก นายธนกรให้ยอมรับว่า "ถ้าเอาเซนส์การเมืองมาจับนี่มันจี๊ดเลยจริง ๆ แม้ว่ารายการนี้จะไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองเลย เป็นรายการนำเที่ยว จุดยืนทางการเมืองของพิธีกร (กนก รัตน์วงศ์สกุล) ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่พอได้รับการอนุมัติ ผู้ติดตามการเมืองก็จี๊ดเลย"

ผู้จัดการกองทุนให้ความเห็นว่ารายการนี้ "ถูกวิพากษ์วิจารณ์เพราะมันเป็นกนก ที่เป็นพิธีกรรายการการเมือง...แต่เรายืนยันว่ารายการนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง ถ้ารายการไปเฉี่ยวการเมืองก็จะไม่ผ่านเข้ามาแน่นอน"

สำหรับงบประมาณ 4.8 ล้านบาทนั้น นายธนกรอธิบายว่าเนื่องจากบริษัทท็อปนิวส์เสนอโครงการเพื่อขอรับทุนประเภทเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งตามระเบียบกำหนดวงเงิน 5-20 ล้านบาท แต่กองทุนฯ จะอนุมัติให้ต่ำกว่า 5 ล้านบาทก็ได้โดยพิจารณาจากเนื้องานจริง

30 ล้านสำหรับ "พระร่วง พระราชาผู้ทรงธรรม"

อีกโครงการหนึ่งที่ถูกตั้งคำถามคือการผลิตภาพยนตร์เรื่อง "พระร่วง พระราชาผู้ทรงธรรม" ของบริษัทเดอะวินออแกไนเซอร์ที่ได้รับงบประมาณไปถึง 30 ล้านบาท

นายธนกรเล่าเบื้องหลังการพิจารณาให้บีบีซีไทยฟังว่า "พระร่วง พระราชาผู้ทรงธรรม" เป็นการสร้างภาพยนตร์จากบทพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นโครงการที่ขับเคี่ยวมากับโครงการผลิตภาพยนตร์เรื่อง "สลักฝันสะท้านโลก" ที่นำเสนอเรื่องราวของคนไทยที่ไปแข่งขันแกะสลักหิมะที่ประเทศญี่ปุ่น

ธนกร ศรีสุขใส

ที่มาของภาพ, Facebook/กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

คำบรรยายภาพ, "จุดยืนทางการเมืองของพิธีกร (กนก รัตน์วงศ์สกุล) ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง" ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์กล่าว

"ปัญหาใหญ่ของ 'สลักฝันสะท้านโลก' คืออุปสรรคในการเดินทางไปถ่ายทำในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ผู้เสนอโครงการก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะสามารถถ่ายทำให้เสร็จภายใน 1 ปีได้"

นายธนกรกล่าวต่อว่าโอกาสที่จะได้รับทุนจึงไปอยู่ที่ "พระร่วง ราชาผู้ทรงธรรม"

"ผู้เสนอโครงการนำเสนอแบบยิ่งใหญ่ อลังการงานสร้างเลย เปิดฉากเป็นละครแล้วย้อนยุคไปสู่สารคดีอิงประวัติศาสตร์ เขาเอาทีมงานใหญ่ทั้งที่ปรึกษาด้านประวัติศาสตร์ ผู้กำกับ คนเขียนบท นักแสดงมาให้ดู และเขาก็รู้ว่าภาพยนตร์ออกแนวชาตินิยมหน่อย และตอบโจทย์คนอายุมากที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เขาจึงเลือกกลุ่มนักแสดงที่เป็นวัยรุ่นเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายอีกกลุ่มหนึ่ง ในที่สุดคณะอนุกรรมการก็ลงมติให้พระร่วงได้"

มีแผนปรับระเบียบ ลดเสียงวิจารณ์

นายธนกรยอมรับว่าระเบียบการพิจารณาโครงการของกองทุนฯ มีหลายจุดที่ต้องปรับ เช่น การกำหนดเงื่อนไขเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสื่อหน้าใหม่และผู้ผลิตสื่อรายย่อยได้เข้าถึงเงินสนับสนุนมากขึ้น หรือการเขียนขอบเขตของโครงการให้ชัดขึ้น เช่น ต้องการภาพยนตร์ความยาวเท่าไหร่หรือเป็นรายการโทรทัศน์ความยาวกี่ตอน เพื่อให้ผู้เสนอโครงการไม่ต้องคิดเรื่องขอบเขตงานแต่คิดเรื่องเนื้อหาเป็นหลัก

"เรากำลังปรับตรงนี้ไม่ใช่เพราะว่าเราถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่เพราะ พ.ร.บ.กองทุนฯ บังคับใช้มาครบ 5 ปีแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในฐานะผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติมีนโยบายให้กองทุนฯ ทบทวนประเมินผลในการใช้กฎหมายและระเบียบว่าด้วยการให้ทุนว่ามีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง มีจุดอ่อนจุดแข็งยังไงบ้าง"

"อยากเรียนทุกท่านที่อาจจะขุ่นข้องหมองใจขัดเคืองว่าจริง ๆ แล้วกองทุนฯ สร้างสรรค์ผลงานดี ๆ ออกมาเยอะมาก แต่เราเป็นหน่วยงานของรัฐ มันมีบางเรื่องที่ต้องสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลด้วยระดับหนึ่ง อยากให้เข้าใจในข้อจำกัด ส่วนภาพรวมที่ประชาชนได้ประโยชน์ เป็นเรื่องที่ไม่ต้องสงสัยเลย" ผู้จัดการกองทุนกล่าว