เดวิด สเตร็คฟัสส์ นักวิชาการอเมริกันผู้ตกเป็นเป้าของ "ความพยายามทำให้หายไปจากสายตา"

ที่มาของภาพ, The Isaan Record
- Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
"แม่อาจจะสอนเขามาไม่ดีมั้ง"
นี่อาจเป็นคำพูดแรงสุดแล้วที่เดวิด สเตร็คฟัสส์ นักวิชาการอิสระชาวอเมริกันวัย 61 ปี พูดถึงคนที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จโจมตีเขาในโซเชียลมีเดียด้วยข้อกล่าวหาที่เขาบอกว่าเลื่อนลอยและไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง เช่น เป็นซีไอเอหรือสายลับอเมริกัน เป็นผู้ไม่หวังดีต่อประเทศไทย ไปจนถึงเป็นผู้ร่วมขบวนการล้มเจ้า
"ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมพิสูจน์ได้ว่าผมเป็นอะไร ผมทำงานที่นี่ อยู่ที่นี่" เดวิดให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยเป็นภาษาไทยที่แม้จะติดขัดบ้างแต่ก็จัดว่าเป็นฝรั่งที่สื่อสารภาษาไทยได้ในระดับดีมาก
"ทั้งหมดนั้นมันเป็นแค่การกล่าวหาแบบลอย ๆ ซึ่งแน่นอนว่าผมจะไม่ทำสิ่งที่ไม่ซื่อสัตย์แบบนี้ แม่สอนผมให้เป็นคนดี ผมจึงไม่มีวันทำอย่างที่คนพวกนั้นกำลังทำ"
เดวิดเป็นอดีตผู้อำนวยการโครงการแลกเปลี่ยนเพื่อการศึกษานานาชาติ (Council of International Educational Exchanges—CIEE) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย โดยซีไออีอีทำโครงการร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) มาตั้งแต่ปี 2534 ก่อนจะเพิ่งยุติโครงการกับ มข. ไปในเดือน ก.ค. 2563 โดยให้เหตุผลว่าเนื่องมาจากวิกฤตการระบาดของโควิด-19
เดวิดซึ่ง มข. ว่าจ้างให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการซีไออีอีมานานถึง 26 ปี บรรยายความรู้สึกต่อการปิดโครงการว่า "ทั้งเศร้าและเจ็บปวด" เพราะเขาทุ่มเททั้งชีวิตไปกับโครงการนี้
แต่นักวิชาการอเมริกันหารู้ไม่ว่าหลายเดือนหลังจากซีไออีอีปิดตัวลง เขากลับต้องพบเรื่องที่เศร้าและเจ็บปวดกว่านั้นมาก เมื่อ มข. ได้ยกเลิกสัญญาจ้างเขาด้วยเหตุผลอันคลุมเครือว่า "ไม่สามารถปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายได้" พร้อมกับทำหนังสือแจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองขอนแก่นว่าสัญญาจ้างงานจะสิ้นสุดในวันที่ 19 มี.ค.
คลังข้อมูล 112
การเลิกจ้างของ มข. ส่งผลให้ใบอนุญาตทำงานและวีซ่าของเดวิดสิ้นสุดตามไปด้วย เขาจึงยื่นขอต่ออายุวีซ่าโดยใช้หลักฐานการเป็นพนักงานของบริษัทบัฟฟาโล่ เบิร์ด โปรดักชั่นส์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตและดูแลเนื้อหาของเดอะอีสานเรคอร์ด (The Isaan Record) สำนักข่าวออนไลน์ที่เดวิดเป็นที่ปรึกษา
ในกระบวนการยื่นต่ออายุวีซ่านี้เองที่เดวิดพบว่าเขากำลังถูกฝ่ายความมั่นคงจับตาดูความเคลื่อนไหว มีการปล่อยข้อมูลเท็จเกี่ยวกับเขา และมีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมาสอบสวนหลายครั้งเกี่ยวกับการร่วมกิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในภาคอีสาน
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นก็เริ่มมีการด่าทอเขาด้วยถ้อยคำรุนแรงทางโซเชียลมีเดีย
ถึงจุดหนึ่งเดวิดจึงเริ่มสงสัย—ใช่หรือไม่ว่าการที่ มข. ยกเลิกสัญญาจ้างกระทันหัน ความยุ่งยากในการต่ออายุวีซ่าและการถูกโจมตีในโซเชียลมีเดีย เป็นหนึ่งในความพยายามของรัฐไทยและฝ่ายอนุรักษนิยมที่จะกำจัดหรือปิดปากนักวิชาการและคนที่เห็นต่าง

ที่มาของภาพ, The Isaan Record
"ผมก็เป็นแค่หนึ่งในหลาย ๆ คนที่รัฐบาลพยายามควบคุม ใช้วิธีการต่าง ๆ ให้เราหยุดพูดความจริง" เดวิดกล่าวพร้อมกับยกตัวอย่างนักวิชาการผู้เป็นนายประกันให้นักศึกษาที่เป็นจำเลยในข้อหาหมิ่นสถาบันฯ ที่ถูกเพ่งเล็งและอาจถูกสอบสวน
ในแวดวงวิชาการ เดวิดซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา เป็นที่รู้จักในฐานะเป็นนักวิชาการต่างชาติคนแรก ๆ ที่ศึกษาเรื่องการใช้กฎหมายความมั่นคงและกฎหมายอาญาของไทย โดยเฉพาะมาตรา 112 และ 116
เดวิดหรือที่มิตรสหายในแวดวงวิชาการ ชาวบ้านและเอ็นจีโอเรียกอย่างสนิทสนมว่า "เดฟ" เคยเป็นลูกศิษย์ของ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ซึ่งเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของเขาเรื่อง "The Poetics of Sub-version: Civil Liberty and Lese-Majeste in the Modern Thai State" ที่ได้พัฒนาต่อยอดเป็นหนังสือชื่อ Truth on Trial in Thailand: Defamation, Treason, and Lèse-majesté (ดร.ธงชัยเคยแปลชื่อหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า "เมื่อความจริงหรือสัจจะโดนดำเนินคดี")
หนังสือเล่มนี้สืบสาวความเป็นมาของการใช้กฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นประมาท กบฏและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เขาศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาจำนวนมาก และหลังจากหนังสือเผยแพร่ออกมาในปี 2554 เดวิดก็ได้รับเชิญไปบรรยายและเสวนาในหัวข้อนี้อยู่บ่อยครั้ง จนทำให้หลายคนมองว่าเขาเป็นเสมือน "คลังข้อมูลเรื่องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"
บทบาทของการเป็นที่ปรึกษาสำนักข่าวเดอะอีสานเรคอร์ด ซึ่งนำเสนอข่าวการเคลื่อนไหวของกลุ่ม "ราษฎร" ในภาคอีสานและข้อเรียกร้องให้ยกเลิก ม.112 อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การต่ออายุวีซ่าของเดวิดกลายเป็นเรื่องยาก

ที่มาของภาพ, TOSSAPOL CHAISAMRITPOL/BBC THAI
อย่างไรก็ตาม มข. ได้ออกมาปฏิเสธว่าการเลิกจ้างนักวิชาการอเมริกันรายนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง ขณะที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองขอนแก่นยืนยันว่าการสัมภาษณ์และสอบประวัติล้วนเป็นกระบวนการปกติในการพิจารณาวีซ่า
หลังจากเผชิญกับความไม่แน่นอนนานนับเดือน ล่าสุดวันนี้ (3 พ.ค.) ตม. ได้อนุมัติวีซ่าให้นายเดวิดแล้ว
น.ส.ณัฐาศิริ เบิร์กแมน จากความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่เดวิด เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองขอนแก่น ได้อนุมัติวีซ่าให้เดวิดแล้วเป็นเวลา 1 ปี
"การที่เจ้าหน้าที่มาสอบสวนหลายครั้งก่อนหน้านี้ ทำให้เรากังวลว่าเดวิดกำลังถูกมองว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงหรือไม่ แต่การได้รับวีซ่าในครั้งนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาไม่ได้มีประวัติดังกล่าว" น.ส.ณัฐาศิริกล่าว
"ผมรักประเทศไทย ผมรักอีสาน"
จริง ๆ แล้วเดวิดซึ่งเป็นชาวเมืองฮัดสัน รัฐอิลลินอยส์ ไม่ได้สนใจเมืองไทยเป็นพิเศษ แต่ด้วยความที่อยากเดินทางหาประสบการณ์ในต่างแดนหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย เขาจึงสมัครเป็นอาสาสมัครหน่วยสันติภาพสหรัฐอเมริกา (Peace Corps) โดยบอกเจ้าหน้าที่ว่าขอไปประเทศไหนก็ได้ที่ได้ไปก่อน และนั่นคือประเทศไทย
เขาแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับไทยในตอนนั้น เดวิดซึ่งมีแม่เป็นครูสอนโรงเรียนมัธยมและพ่อเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยด้านสื่อสารมวลชน รีบไปห้องสมุดค้นหนังสือเกี่ยวกับประเทศไทยมาอ่าน แล้วเดินทางมาไทยในปี 2524
เป็นอาสาสมัครครบ 2 ปีครึ่ง เดวิดก็ขอเป็นอาสาสมัครต่ออีกระยะหนึ่ง ระหว่างนั้นเขาได้อ่านงานเขียนของสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนอาวุโสของไทย ที่ช่วย "เปิดมุมมองใหม่ต่อพระพุทธศาสนา" ให้หนุ่มอเมริกันที่รู้สึกซาบซึ้งจนตัดสินใจบวชที่วัดป่าแห่งหนึ่งในภาคอีสานอยู่นานเกือบ 1 พรรษา ก่อนจะสึกออกมาและกลับบ้านที่สหรัฐฯ
หลังจากนั้นเขาเข้าเรียนต่อปริญญาโทที่ ม.วิสคอนซิน เลือกทำวิจัยเรื่องวาทกรรมชาตินิยมในประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 5 โดยกลับมาเก็บข้อมูลในภาคอีสานของไทยประมาณ 4 เดือน ช่วงนี้เองที่เขาค้นพบว่าตัวเองสนใจประเด็นทางสังคม ความยุติธรรมและอยากทำงานกับชุมชนในภาคอีสานของไทย

ที่มาของภาพ, The Isaan Record
เดวิดศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่ ม.วิสคอนซิน และเป็นคนหนึ่งที่ผลักดันให้มหาวิทยาลัยรับ ดร.ธงชัยเป็นอาจารย์ประจำศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของเขา
ระหว่างทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกอยู่นั้น เขาก็ได้รับการทาบทามจากผู้บริหารโครงการแลกเปลี่ยนเพื่อการศึกษานานาชาติหรือซีไออีอีให้มาเป็นผู้อำนวยการโครงการในประเทศไทยที่ จ.ขอนแก่น เขาตอบตกลงทันที
เดวิดปรับเปลี่ยนหลักสูตรของซีไออีอีจากเดิมที่เน้นการเรียนภาษาไทยเป็นส่วนใหญ่ ให้เป็นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในประเด็นสิ่งแวดล้อมและชุมชน เขาเริ่มออกไปพบปะกับเอ็นจีโอในภาคอีสานและชาวบ้านตามชุมชนต่าง ๆ
"ช่วงแรกเขาก็ไม่สนิทใจกับคนอเมริกันอย่างผม แต่ผมก็พยายามหาทางให้นักศึกษาต่างชาติเข้าใจวิถีชีวิตของคนอีสานอย่างแท้จริง จึงออกแบบหลักสูตรให้นักศึกษาได้พบชาวบ้าน พูดคุยแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียมกัน เรียนรู้จากกันและกัน" อดีตผู้อำนวยการซีไออีอี มข. กล่าว
จุดเด่นในหลักสูตรของซีไออีอีภายใต้การบริหารงานของเดวิดคือการหยิบประเด็นที่กำลังเป็นปัญหาในพื้นที่มาเป็นหัวข้อและพื้นที่ในการศึกษา นักศึกษาต่างชาติในความดูแลของเขาจึงได้ลงพื้นที่เขื่อนปากมูล จ.อุบลราชธานี ในช่วงที่ชาวบ้านชุมนุมคัดค้านการสร้างเขื่อน ไปหมู่บ้านนาหนองบงที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองทองคำใน จ.เลย ใช้ชีวิตร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ใน จ.ขอนแก่น แลกเปลี่ยนความเห็นกับกลุ่ม "คนเสื้อเหลือง" และเดินทางไป "หมู่บ้านคนเสื้อแดง" ในอีสานช่วงความขัดแย้งทางการเมืองหลังรัฐประหารปี 2549

ที่มาของภาพ, David Streckfuss
ไม่ว่าหัวข้อการศึกษาจะเป็นเรื่องใด เดวิดบอกว่าเขาจะให้นักศึกษาได้พูดคุยกับคู่ขัดแย้งทั้งสองด้านเสมอ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตสำหรับกรณีเขื่อนปากมูล บริษัทเหมืองแร่ที่ได้สัมปทานใน จ.เลย เขาเคยให้นักศึกษาไปอยู่ที่ค่ายทหารเป็นเวลา 1 วันเพื่อรู้จักชีวิตทหารและฟังทหารอธิบายว่าทำไมถึงต้องทำรัฐประหาร
เดวิดสรุปสิ่งที่เขาทำมาตลอดเวลาเกือบ 30 ปีว่า "ผมพาคนสองกลุ่มจากคนละมุมโลกมาคุยกัน ทำอะไรด้วยกันเพื่อสร้างความเข้าใจกัน เคารพซึ่งกันและกัน ทำให้อีสานอยู่ในสายตาของสังคมไทยและสังคมโลกมากขึ้น และทำให้คนอเมริกันได้รู้จักอีสานและหลงรักอีสานเหมือนผม"
ภูมิใจ
บีบีซีไทยถามเดวิดว่าเกือบ 30 ปีที่อยู่ในไทย มีอะไรบ้างที่นับว่าเป็นความภูมิใจของเขา
งานวิชาการที่เกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งไม่เพียงปรากฏเป็นหนังสือวิชาการ Truth on Trial ที่ถูกอ้างอิงอย่างกว้างขวาง แต่เขายังได้รับการชักชวนจากนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการที่ปรึกษาด้านเนื้อหาของหนังสือ King Bhumibol Adulyadej, A Life's Work: Thailand's Monarchy in Perspective ให้มาเป็นผู้เขียนร่วมในหัวข้อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมีการแปลเป็นภาษาไทยโดยใช้ชื่อว่า "กลางใจราษฎร์" เดวิดบรรยายถึงประวัติความเป็นมาของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย เปรียบเทียบตัวบทและการบังคับใช้กฎหมายลักษณะเดียวกันนี้กับประเทศอื่นที่มีสถาบันกษัตริย์ สำรวจปัญหาที่พบในการบังคับใช้ นำเสนอมุมมองทางนิติศาสตร์ ก่อนจะมาถึงบทสรุปที่ระบุว่าแม้แต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ยังทรงวิจารณ์กฎหมายนี้ โดยเดวิดได้อ้างพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อปี 2548 ซึ่งตรัสตอนหนึ่งว่าการทำโทษคนที่ละเมิดพระมหากษัตริย์ เป็นการทำให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อน

ที่มาของภาพ, David Streckfuss
เดวิดยอมรับกับบีบีซีไทยว่ามีหลายครั้งที่เขารู้สึกว่า "ไม่มีอะไรใหม่ที่จะเสนอ" เกี่ยวกับเรื่องมาตรา 112 นอกจากข้อสังเกตเดิมที่เขาเคยนำเสนอมาแล้วหลายครั้ง คือ อัตราโทษที่สูงเกินไปสำหรับอาชญากรรมทางความคิด, การจัดมาตรา 112 ไว้ในหมวดความมั่นคงทำให้ส่งผลต่อการจับกุมและเงื่อนไขการประกันตัว, กระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่่มีปัญหาของตำรวจ อัยการและศาล รวมถึงการผูกโยงความผิดตามมาตรา 112 เข้ากับการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ทำให้บทลงโทษสูงขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อข้อความ 1 โพสต์หรือแชร์ ถูกนับเป็นความผิด 1 กระทง
แม้จะมีภาพจำว่าเป็น "คลังข้อมูลเรื่องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" แต่สำหรับเดวิดแล้ว งานที่เป็นความภาคภูมิใจที่สุดของเขาเมื่อนึกถึงช่วงเวลาเกือบ 30 ปีในไทยคือการทำโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาซีไออีอีที่มีนักศึกษาต่างชาติกว่า 1,000 คน เดินทางเข้ามาในไทย มาทำความรู้จักวิถีชีวิตชุมชนในภาคอีสานของไทย และนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเมืองไทยไปพัฒนาสังคมโลกให้ดีขึ้น
"ศิษย์เก่าของเรากลุ่มหนึ่งได้ตั้งองค์กรที่จัดหาทุนให้ชาวบ้านจากประเทศต่าง ๆ ได้เดินทางไปดูงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน เขาพาเกษตรกรไทย ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ไปคุยให้คนในสหรัฐฯ ฟัง และยังเคยพาชาวบ้านจากนาหนองบงไปพบกับชาวบ้านในเม็กซิโกที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่เหมือนกัน" เดวิดกล่าวอย่างภูมิใจ

ที่มาของภาพ, David Streckfuss
ผิดหวัง
"ผมรู้สึกผิดหวังแต่ไม่ตกใจ เพราะเมื่อคนไม่ใช้สมอง ไม่มีมนุษยธรรมแล้ว เขาก็มักจะคิดแบบชาตินิยม มองว่าฝรั่งเป็นคนนอก เป็นปัญหา นักศึกษา (ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย) ก็มีเบื้องหลัง แบบนี้มีทุกที่ ทรัมป์ (อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ) ก็ไล่ ส.ส.เชื้อสายโซมาลี-อเมริกันให้กลับบ้าน...มันเป็นทุกที่ แต่ผมก็เสียใจที่มันเกิดกับผม" เดวิดบรรยายความรู้สึกต่อข้อกล่าวหา การด่าทอและปัญหาเกี่ยวกับการต่ออายุวีซ่าของเขา
เดวิดยืนยันว่าเขาเป็นเพียงนักวิชาการอิสระอเมริกันคนหนึ่งที่ "หวังดีกับคนอื่น หวังดีกับสหรัฐฯ กับประเทศไทย กับชาวอีสาน และไม่เคยคิดร้ายกับใคร" และบอกว่าข้อกล่าวหาต่าง ๆ ที่โผล่ขึ้นในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาล้วนเลื่อนลอยและเป็นเท็จ
เรื่องเป็นสายลับซีไอเอ เดวิดบอกว่า "ไม่มีมูลใด ๆ ทั้งสิ้น" ส่วนการอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของนักศึกษานั้น ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่ทีมงานผู้สื่อข่าวเดอะอีสานเรคอร์ดที่มีเขาเป็นที่ปรึกษา นำเสนอข่าวและรายงานพิเศษเพื่อเข้าใจความคิดของคนรุ่นใหม่ที่ออกมาเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของสำนักข่าวที่นำเสนอ 3 ประเด็นหลัก คือ สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตยและคนชายขอบ

ที่มาของภาพ, The Isaan Record
เดวิดให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเดอะอีสานเรคอร์ดก่อตั้งโดยชาวอเมริกัน 2 คนที่ทำงานในโครงการ Princeton in Asia เมื่อทั้ง 2 คนกลับประเทศ เขาจึงรับมาดูแลต่อ
และหากใครจะสงสัยเรื่องการมาตั้งรกรากในอีสาน เขาก็ขอหยิบยกข้อเขียนที่ ดร.ธงชัยเขียนถึงเขาในเว็บไซต์ประชาไท มาช่วยอธิบาย
" 'เดฟ' เป็นปรากฏการณ์ปกติของโลกยุคนี้ที่ผู้คนมากมายย้ายถิ่นฐานไปยัง 'บ้าน' ในต่างแดน แต่คนคลั่งชาติไม่มีทางเข้าใจเพราะเขาลืมสมองไว้กับยุคสงครามเย็น" ดร.ธงชัยระบุในบทความ
เดวิดมองว่าการคุกคามนักวิชาการและการจำคุกคนที่เห็นต่างที่เกิดขึ้นมากมายในขณะนี้ล้วนเป็นผลพวงจากการที่ "ฝ่ายอนุรักษนิยมหวงอำนาจมากไป ไม่ปล่อยให้ประเทศไทยพัฒนาแบบประชาธิปไตยแบบปกติ แบบที่เปิดให้คนคุยกัน คิดร่วมกันว่าจะทำอะไรด้วยกันบนพื้นฐานแห่งความหวังดี"
"ประเทศไทยอยู่ในกำมือของพวกอนุรักษนิยมซึ่งในที่สุดจะทำลายประเทศ...คุณใจแคบถึงขนาดที่นึกไม่ออกเลยเหรอว่าจะอยู่กับคนที่คิดไม่เหมือนคุณได้ยังไงในประเทศเดียวกัน ในโลกเดียวกัน คุณก็เลยใช้กำลัง จำคุก ปิดปาก ไล่ออกนอกประเทศ ทำให้อีกฝ่ายหายไปจากสายตาของคุณเลยอย่างนั้นเหรอ" เขาตั้งคำถามทิ้งท้าย































