You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ชายแดนใต้ : แม่ของ 1 ใน ผู้เสียชีวิตเหตุ จนท. "สำคัญผิด" ยิงพลเรือนมุสลิมที่นราธิวาส บอก "พอจะหลับก็นึกถึงลูก ก็ตื่นมาร้องไห้"
"แม่มีลูกทั้งหมด 9 คน เขาเป็นลูกคนที่ 5 เขามีอาชีพตัดไม้" ซากีนะ มะดาโอะ มารดาของ ฮาฟีซี มะดาโอะ วัย 24 ปี 1 ใน 3 ชายหนุ่มผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ความมั่นคง "สำคัญผิด" ยิงราษฎรเสียชีวิตบนเทือกเขาตะเวใน ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมา
เธอบอกกับบีบีซีไทยว่า ปกติแล้วเวลาขึ้นไปตัดไม้ ลูกชายอาจค้างบนเขาหนึ่งคืน หรือ ไปเช้ากลับเย็น ก่อนขึ้นไปวันนั้น เขายืมเงินน้องไป 200 บาท เพื่อทำทุนซื้อน้ำมันสำหรับตัดไม้
"ไม้ที่พวกเขาไปตัดพอแค่ประทังชีวิตแค่นั้นเองที่เหลือนิดหน่อยก็จะแบ่งให้กับน้อง ๆ ไว้ทำทุนในการเรียนหนังสือ" ซากีนะ เล่าด้วยแววตาอิดโรย
ซากีนะ เล่าถึงวันเกิดเหตุว่า ก่อนเที่ยงไม่นาน สามีของเธอได้ยินเสียงปืน 1 นัด จากนั้นได้ยินเสียงปืนมาเป็นชุดประมาณ 4 ชุด เวลาล่วงเลยไปจนประมาณหนึ่งทุ่ม ญาติของเธอมาบอกว่าลูกชายเสียชีวิตแล้ว ตอนแรกที่ได้ยินเธอไม่เชื่อเลยว่าเป็นลูกของเธอ
"ลูกคนนี้เสียชีวิต แม่รู้สึกหมดหวังเพราะว่าเขาคือเสาหลักของครอบครัว ทั้ง 3 คน ไม่มีคดีอะไรเลยที่ติดตัว เป็นคนบริสุทธิ์ทั่วไป เรื่องยาเสพติดก็ไม่มีหมายจับก็ไม่มี ลูกเราบริสุทธิ์จริง ๆ สิ่งที่เขาบอกว่าลูกเราเป็นก่อการร้ายนี่เราเสียใจมาก ๆ"
ผ่านไป 3 วัน หลังเกิดเหตุพรากชีวิตลูกไป เธอยังไม่ได้นอน
"พอจะหลับก็นึกถึงลูก ก็ตื่นมาร้องไห้"
เธอถามเจ้าหน้าที่ว่า หากสงสัยในตัวลูกเธอ "ทำไมคุณไม่จับเลย ทั้ง ๆ ที่มีเจ้าหน้าที่เยอะ... ถ้าผิดก็ว่าไป ทำผิดไม่ใช่ไปยิง เหมือนคนมลายูที่นี่ไม่มีราคา"
ปากคำเพื่อนผู้เสียชีวิต
"ผมก็รู้สึกเศร้าใจที่เขามายิงเพื่อนเรา" หนึ่งในผู้ที่อยู่กับผู้เสียชีวิตก่อนเกิดเหตุบอกกับบีบีซีไทย ถึงเหตุยิงราษฎรเสียชีวิตบนเทือกเขาตะเว ใน ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
พยานรายนี้เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า เขาและผู้เสียชีวิตอีก 1 คน ขึ้นไปบนเขาเพื่อตัดไม้ตั้งแต่ช่วงกลางคืนของวันที่ 15 ธ.ค. จากนั้นมีผู้เสียชีวิตอีกคนตามมาสมทบ และพูดคุยกันว่าจะลงจากเขาในเวลาเช้าตรู่ของอีกวัน
เวลา 9.00 น. วันที่ 16 ธ.ค. มีเพื่อนตามมาสมทบอีกสองคนและนำข้าวห่อมานั่งกินร่วมกันห่างจากจุดเกิดเหตุราว 100 เมตร พยานผู้นี้ ระบุว่า ช่วงก่อนเกิดเหตุพวกเขา "ไม่ได้อยู่พร้อมกัน" เป็นไปในลักษณะที่ "คนนี้ขึ้นคนนี้ลง" มีช่วงหนึ่งผู้เสียชีวิตได้ลงมาเอารองเท้าบู๊ทและกลับขึ้นไปอีก จนกระทั่งเขาและเพื่อนรวม 3 คน กลับลงมา โดยที่ผู้เสียชีวิตทั้ง 3 คนยังอยู่บนเขา เมื่อลงมาได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงปืน
"พอได้ยินเสียงปืน ก็รู้ว่าเป็นที่นั่น เลยตามขึ้นไปอีกทางหนึ่งเพื่อที่จะไปดูให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่เจอใครเลยว่าใครเป็นคนยิง... ตอนที่ขึ้นไปศพก็มองไม่เห็น "
หลังจากนั้นเวลาประมาณ 15.00 น. เขากลับลงมาเพื่อสอบถามบ้านของผู้ตาย แต่ครอบครัวบอกว่ายังไม่กลับลงมา เขาได้พยายามขึ้นไปบนเขาอีกครั้ง เพราะไม่พบว่าเพื่อนอีก 3 คน กลับลงมาหลังจากได้ยินเสียงปืน แต่ถูกทหารไล่ลงมาเพราะอยู่ระหว่างเคลียร์พื้นที่
"ในส่วนที่ผมเจอเขาในวินาทีแรก ผมก็ไม่ค่อยตกใจ แค่อยากจะรู้ว่าคนที่เสียชีวิตนั้นเป็นเพื่อนของผมหรือไม่แค่นั้น เขาก็ไม่ได้บอก ผมก็ถามอีกคน ก็ได้แค่พยักหน้า ไม่พูดด้วย ช่วงแรก ๆ ที่ได้ยินเสียงปืนก็ยิงหลายนัดอยู่ แล้วก็ครั้งที่ 2 ก็หลายนัดเหมือนกัน ตอนที่ผมลงจากรถก็ได้ยินอีกครั้งหนึ่งเหมือนเป็นการยิงรัว ๆ"
เขาเผยว่ารู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยเมื่ออยู่ในสายตาของเจ้าหน้าที่ และตามที่มีข่าวว่า 3 คน หลบหนีไป ไม่เป็นความจริง แต่กลับไปอยู่ในชุมชน
"เราไม่ใช่โจรก่อการร้ายก็เป็นชาวบ้านหากินธรรมดา ทำไมไม่ห้ามก่อน ทำไมถึงมายิงเลย จุดที่ผมอยู่ก็ได้ยินเสียงเลื่อยยนต์และก็เสียงปืน ส่วนของที่เขาบอกว่ามีการปะทะกันนั้น พวกผมไม่มีปืนมีแต่ขวาน 1 อัน กับเลื่อยยนต์ 2 อัน มีแค่นั้นครับมีแต่เครื่องมือทำมาหากิน"
"นานเกินไปแล้ว" เสียงจากญาติที่รอคอยร่างผู้เสียชีวิตนานกว่า 30 ชั่วโมง
มาหามะรอยาลี สะมะเเอ พ่อของนายมะนาซี ผู้เสียชีวิตวัย 27 ปี บอกกับบีบีซีไทยว่า ลูกชายขึ้นเขาไปไม่ได้นำอะไรขึ้นไปเลย เมื่อเกิดเหตุนี้ เขามองว่าเป็นเรื่องที่ เจ้าหน้าที่กระทำเกิดกว่าเหตุ ทั้งที่สามารถพูดคุยได้
เขาบอกอีกว่าเสียใจที่ต้องรอคอยร่างไร้วิญญาณของลูกชายนานกว่า 30 ชั่วโมง ซึ่งตามหลักศาสนาอิสลามแล้วจะต้องประกอบพิธีทางศาสนาภายในเวลา 24 ชั่วโมง
"ในช่วงที่จะลงมานั้นนานมาก ชาวบ้านจะขึ้นไปเจ้าหน้าที่ก็ไม่ให้ขึ้นไป ขอกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ไม่ให้ขึ้นไป อันนี้แหละที่ผมรู้สึกเสียใจเวลามันผ่านไปล่วงเลยเยอะมาก" มาหามะรอยาลี บอก
ซูไรดา อิสมารอฮิม ภรรยาของนายบูดีมัน มะลี ผู้เสียชีวิตอายุ 26 ปี บอกว่า สามีประกอบอาชีพเป็นช่างซ่อมและเก็บผลไม้ แต่ในช่วงฤดูฝนไม่มีงานอะไรก็ขึ้นไปรับจ้างตัดไม้ ขึ้นไปแต่ละครั้ง 4-5 วัน แล้วก็ลงมา ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาขึ้นไป
"ตอนนั้นมันผ่านไปหลายชั่วโมงแล้วค่ะก็ขึ้นไม่ได้ ก็รอไปจนถึงพรุ่งนี้อีกวันหนึ่งกว่าที่จะขึ้นได้ พอวันรุ่งขึ้นพวกเราก็จะขึ้นกันเองไม่อยากรอแล้วเพราะว่ามันนานเกินไปแล้ว ชาวบ้านรวมตัวกันว่าจะขึ้นไปแต่พอขึ้นไปก็ได้เห็นกับตาว่าเสียชีวิตทั้ง 3 คน"
ทำไมตอนแรกฝ่ายรัฐจึงให้ข้อมูลว่าเป็นการปะทะ "ทั้งที่พวกเขาไม่ได้มีปืนเลย" เธอตั้งคำถาม
ซูไรดา อยากส่งเสียงถึงรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ว่า หากเจอชาวบ้านที่ประกอบอาชีพอยู่บนภูเขาควรพูดคุยก่อน หากมีการทำผิดก็ว่าไปตามกระบวนการ
"ถ้าเจอขบวนการก็ว่าไปอย่างนี่เห็นคนที่ตัดไม้ถึงขนาดยิงกันเลย ไม่ทันจะพูดอะไร ไม่ต้องแก้ตัวอะไรเลยตายสถานเดียว"
ในส่วนของการดำเนินคดี เธอบอกว่าต้องการให้มีการดำเนินคดีผู้ลงมืออย่างถึงที่สุด แต่ในความเห็นของผู้ที่สูญเสียสามีไปอย่างไม่มีวันกลับ เธอบอกว่า "ไม่ค่อยมั่นใจว่าจะมีการลงโทษ"
ลำดับเหตุการณ์บนเทือกเขาตะเว
เหตุยิงราษฎรเสียชีวิตบนเทือกเขาตะเวใน ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 16 ธ.ค. ระหว่างที่เจ้าหน้าที่สนธิกำลังปฏิบัติการปิดล้อมกลุ่มขบวนการที่เคลื่อนไหวกบดานบนเทือกเขาตะเว เขตรอยต่อระหว่าง อ.ระแงะ กับ อ.เจาะไอร้อง โดยทางกองทัพอธิบายว่าได้ "เกิดการปะทะ" กับกลุ่มผู้ก่อเหตุ
ภายหลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมพื้นที่ พบผู้เสียชีวิต 3 คน มีการเปิดเผยชื่อและบัตรประจำตัวของราษฎรผู้เสียชีวิต ได้แก่ นายมะนาซี สะมะแอ อายุ 27 ปี นายฮาพีซี มะดาโอะ อายุ 24 ปี และ นายบูดีมัน มะลี อายุ 26 ปี ทั้งหมดเป็นชาว ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
รายงานข่าวในตอนนั้นระบุว่า ที่เกิดเหตุพบกองไม้ ตรวจยึดอาวุธปืนได้ 2 กระบอก เป็นอาวุธปืนอาก้า 1 กระบอก พร้อมกระสุนบรรจุในแม็กกาซีน และอาวุธปืนพกขนาด 9 มม.อีก 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน และสัมภาระอีกจำนวนหนึ่งในที่เกิดเหตุ
ต่อมาในช่วงสายของวันที่ 17 ธ.ค. ชาวบ้าน ผู้นำศาสนา และญาติของผู้เสียชีวิต ซึ่งศูนย์ข่าวภาคใต้ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส รายงานว่ามี "จำนวนหลายร้อยคน" ได้รวมตัวที่ทางขึ้นเขาห่างจากจุดเกิดเหตุ 3 กม. เพื่อรอรับศพผู้เสียชีวิตไปประกอบพิธีทางศาสนา
เมื่อมีการเปิดเผยรายชื่อของผู้เสียชีวิต "ชาวบ้านในพื้นที่หลายรายให้ข้อมูลว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 3 คน ไม่ใช่ผู้ก่อความไม่สงบ แต่เป็นชาวบ้านที่ขึ้นเขาไปตัดไม้ และหาของป่า"
ทหารแถลงยอมรับเจ้าหน้าที่ "สำคัญผิด" ว่าเป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง
พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ลงพื้นที่เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงกับชาวบ้านและแสดงความเสียใจต่อครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมแถลงว่า
"ในเบื้องต้นพบว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 3 คน เป็นราษฎรในหมู่บ้านมิใช่ผู้ก่อเหตุรุนแรง แม้เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง แต่ได้สำคัญผิดว่าเป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง"
พล.ท.พรศักดิ์ ระบุอีกว่า แต่เมื่อเกิดความสูญเสียขึ้น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคนก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้ โดยจะต้องเข้าสู่กระบวนการตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมกับตั้งคณะกรรมการสอบสวนของหน่วยเพื่อดำเนินการกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางวินัยและทางอาญาขั้นเด็ดขาดโดยไม่มีข้อละเว้น
แม่ทัพภาค 4 ระบุว่า "เหตุปะทะ" จากปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่เป็นการขยายผลจากเหตุปะทะกับกลุ่มคนร้ายเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมาในพื้นที่ ม.13 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส แต่กลุ่มคนร้ายหลบหนีไปได้ และได้ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง จึงจัดกำลังเข้าไปพิสูจน์ทราบ เมื่อถึงที่เกิดเหตุพบบุคคลไม่ทราบฝ่ายประมาณ 4-5 คน เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัว แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าววิ่งหลบหนี พร้อมกับได้ยินเสียงปืนดัง 4-5 นัด เจ้าหน้าที่จึงยิงตอบโต้ และเมื่อตรวจสอบที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิต 3 คน
มาราปัตตานี ชี้เป็นการ "สังหารหมู่"
ด้านนายอาบูฮาฟิส อัลฮากิม สมาชิกกลุ่มมาราปาตานี ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เห็นต่างกับรัฐไทยและอยู่ระหว่างกระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้สอบสวนกรณีนี้อย่างโปร่งใสและเปิดเผยต่อสาธารณะ ยุติการปล่อยตัวผู้กระทำผิดให้ไม่ต้องรับโทษ
แถลงการณ์สมาชิกกลุ่มมาราปาตานี เรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็นการ "สังหารหมู่อันโหดเหี้ยม" ผู้เสียชีวิตถูกยิงในระยะประชิด โดยไม่มีการซักถามเบื้องต้นหรือการสืบสวน และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหุตสังหารหมู่คล้าย ๆ กันนี้ ก่อนหน้านี้ยังมีเหตุที่ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี เหตุที่ปูโละปูโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และเหตุที่ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส
นำคนผิดมาลงโทษทางอาญา
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ที่ทำงานด้านช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐนำคนผิดมาลงโทษทางอาญาให้ถึงที่สุด โดยขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานอัยการสูงสุดที่เป็นหน่วยงานพลเรือน ทำหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนอย่างตรงไปตรงมาอย่างเป็นอิสระจากอิทธิพลของกองทัพ
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุอีกว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลาเช้าของวันที่ 16 ธ.ค. แต่กระบวนการส่งมอบศพให้กับชาวบ้านเพื่อนำไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาใช้เวลามากกว่า 30 ชั่วโมง เพราะต้องส่งร่างของทั้ง 3 ไปยังโรงพยาบาลระแงะเพื่อทำการชันสูตรพลิกศพตามขั้นตอนของกฎหมาย
ด้านสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา(LEMPAR) ออกแถลงการณ์ระบุว่า รัฐควรมีมาตรการที่สามารถแก้ข่าวที่ไม่จริงให้ตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นและสอดรับกับการแถลงข่าวของแม่ทัพภาค 4 เพื่อแสดงถึงความจริงใจที่จะป้องกันการตัดสินที่ผิดพลาดของสังคมสาธารณะต่อครอบครัวผู้สูญเสีย