รัชกาลที่ 9: เรื่องเล่าจากอดีตทหารราชองครักษ์วัย 103 ปี ผู้ถวายการอารักขาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

    • Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published

ในวัย 103 ปี ความทรงจำของ พล.ท.แสวง ขมะสุนทร ลางเลือนไปตามกาลเวลาและความชราภาพ แต่สิ่งหนึ่งที่อดีตทหารราชองครักษ์ผู้นี้ยังจำได้ดีจนขึ้นใจคือคำถวายรายงานตัวที่เขาจะต้องกล่าวทุกครั้งที่เข้าประจำการเป็นราชองครักษ์เวรถวายการอารักขาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

"ข้าพระพุทธเจ้าพันโทแสวง ขมะสุนทร ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ พระพุทธเจ้าข้า ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ" พล.ท.แสวงทบทวนข้อความนั้นด้วยเสียงดังฟังชัด ไม่มีติดขัด

ในฐานะทหารราชองครักษ์ พล.ท.แสวง ซึ่งมียศเป็น "พันโท" ในขณะนั้นต้องนั่งประจำการอยู่หน้าห้องที่ประทับในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ออกมาจากห้อง ราชองครักษ์เวรจะกล่าวถวายรายงานตัวด้วยข้อความข้างต้น จากนั้นก็จะตามเสด็จไปทุกที่

"ท่านจะเสด็จพระราชดำเนินไปไหนเราก็ต้องตามไป หากประทับรถยนต์พระที่นั่งที่มีเจ้าหน้าที่ขับให้ ท่านก็ประทับเบาะหลัง ส่วนเราที่เป็นราชองครักษ์เวรก็ทำความเคารพเสร็จแล้วก็ขึ้นไปนั่งข้างคนขับ เมื่อรถจอดเราต้องรีบลงก่อน ประจำที่รอทำความเคารพท่านเมื่อท่านเสด็จฯ ลงมา แต่ถ้าท่านเสด็จองค์เดียว ทรงขับรถเอง เราก็ไปนั่งที่นั่งข้างคนขับ" พล.ท. แสวงสรุปหน้าที่คร่าว ๆ ของราชองครักษ์เวรเมื่อราว 70 ปีก่อนให้บีบีซีไทยฟัง

พล.ท. แสวงเกิดในปี พ.ศ. 2459 ซึ่งเป็นช่วงสมัยปลายรัชกาลที่ 6 ปัจจุบันอาศัยอยู่กับลูก ๆ หลาน ๆ ที่บ้านพักใน จ.สมุทรปราการ

นายทหารอาวุโสสนทนากับบีบีซีไทยในช่วงเย็นวันหนึ่งของต้นเดือน ต.ค. เพื่อถ่ายทอดความทรงจำเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 รวมทั้งความคิดคำนึงถึงพระองค์ในวาระครบรอบ 3 ปีวันสวรรคต 13 ต.ค. แถมท้ายด้วยข้อคิดจากชายชราที่ใช้ชีวิตมานานถึง 5 แผ่นดิน

เฝ้ามองพระองค์ท่านตลอดเวลา

พล.ท.แสวง เป็นทหารสังกัดกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ หรือ "ร.11 พัน 2 รอ." ในปี 2495

"พอเป็นผู้บังคับการกองพันก็ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นราชองครักษ์เวร กรมราชองครักษ์จะจัดเวรให้เข้าไปเฝ้าที่หน้าห้องพระตำหนัก (จิตรลดารโหฐาน) ตรงหน้าห้องที่ประทับของพระองค์ท่าน มีเก้าอี้นั่ง เราก็ไปนั่งอยู่นั่นจนกว่าท่านเสด็จฯ ออกมาจากห้อง เมื่อท่านเสด็จฯ ออกมาเราก็ต้องถวายรายงานตัวให้รู้ว่าเราเป็นใคร" พล.ท.แสวงย้อนความหลังเมื่อครั้งที่เขาเป็นทหารองครักษ์วัย 36 ปี

พล.ท.แสวงบอกว่าในสมัยนั้นหน่วยทหารรักษาพระองค์มีแค่ 2 กรมเท่านั้น คือ กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์กับกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ราชองครักษ์เวรจึงมีน้อย แต่ละคนจึงมีโอกาสได้เข้าเวรถวายการอารักขาเดือนละหลายครั้ง

ถ้าราชองครักษ์เวรคนไหนลาป่วยหรือลากิจหรือมีเหตุสุดวิสัยใด พล.ท.แสวงคือคนที่กรมราชองครักษ์จะโทรศัพท์มาตามให้ไปปฏิบัติหน้าที่แทน

"การเป็นราชองครักษ์ทำให้ได้เห็นว่าท่านเป็นคนช่างสังเกตและละเอียดอ่อนมาก สมัยนั้นพระองค์ท่านยังหนุ่มแน่น มักใช้วิทยุสื่อสาร ทรงเครื่องดนตรีและแต่งเพลง"

เรื่องหนึ่งที่ในหลวงทรงสังเกตเห็นและนำความปลื้มปีติมาสู่ พล.ท.แสวงเป็นล้นพ้นก็คือในหลวงทรงมองเห็นความตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์เวรของ "คุณแสวง"

ครั้งหนึ่ง พล.ท.แสวงถวายการอารักขาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ในงานเลี้ยงสังสรรค์แห่งหนึ่ง หลังงานนั้น พล.ร.อ.หม่อมเจ้ากาฬวรรณดิศ ดิศกุล สมุหราชองครักษ์ ถ่ายทอดสิ่งที่ในหลวงตรัสถึงเขา

"พล.ร.อ.หม่อมเจ้ากาฬวรรณดิศบอกว่าในหลวงทรงชมว่าคุณแสวงคอยจ้องคอยระแวดระวังพระองค์ท่านอยู่ตลอดเวลาเลย เราก็นึกว่าพระองค์ทรงสนุกอยู่ในงานเลี้ยง แต่จริง ๆ แล้วท่านสังเกตเรา ซึ่งก็เป็นความจริงที่เราเฝ้ามองท่านตลอดเวลา เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องรักษาความปลอดภัยให้พระองค์ท่าน"

ต่อเรือใบกับในหลวง

"ในหลวงท่านทรงเรือใบ แข่งเรือใบ แต่ทราบหรือเปล่าว่าท่านต่อเรือใบเองด้วยนะ" พล.ท. แสวงเริ่มต้นเล่าถึงความทรงจำอีกเรื่องหนึ่งที่ประทับอยู่ในใจของเขา

"ตอนนั้นตามเสด็จท่านไปต่อเรือใบ อยู่กับท่านเพียงลำพังเท่านั้น ท่านก็ชวนคุย จำได้ว่าท่านชื่นชมสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตนฯ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ซึ่งตอนนั้นยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนจิตรลดา ท่านทรงเรียกเจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตนฯ ว่า 'โต้ง' เพราะเป็นธิดาพระองค์ใหญ่ ระหว่างทรงแต่งเรือใบท่านก็ตรัสให้ฟังว่าโต้งเรียนเก่ง ส่วนสมเด็จ พระเทพฯ ท่านเรียก 'สลาตัน' เพราะว่าตอนเล็ก ๆ สมเด็จพระเทพฯ ซนที่สุดเลย แต่พอโตขึ้นเป็นคนที่ใกล้ชิดในหลวงมากที่สุด เป็นเหมือนเลขานุการของพระองค์ เป็นลูกมือท่านอย่างดีมาก"

"ใจหาย"

2559 เป็นปีที่ พล.ท.แสวงมีอายุครบ 100 ปี ลูก ๆ หลาน ๆ จึงจัดงานฉลองวันคล้ายวันเกิดให้ แต่เดือน ต.ค. ปีนั้นเอง พล.ท.แสวง ซึ่งยังคงติดตามข่าวสารบ้านเมืองด้วยการอ่านหนังสือพิมพ์และดูโทรทัศน์เป็นประจำทุกวันก็ได้ทราบข่าวการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล

"ผมรู้สึกใจหาย แต่มานึกอีกทีก็อนุโมทนาสาธุว่าท่านพ้นไปจากความทุกข์ทรมานแล้ว ท่านทรงผ่านชีวิตมามากมาย เป็นกษัตริย์ที่ทรงประกอบพระราชกรณีกิจ อุทิศพระวรกายและจิตใจเพื่อประเทศชาติเพื่อประชาชน ไม่มีใครเสมอเหมือน" พล.ท.แสวงกล่าว

ความคิดอีกอย่างที่ผ่านเข้ามาห้วงคำนึงของ พล.ท. แสวงก็คือ หากพระองค์ทรงรับรู้เหตุการณ์บ้านเมืองที่ประชาชนแบ่งแยกแตกกันเป็นฝักเป็นฝ่ายอย่างในวันนี้ ก็อาจจะเป็นทุกข์ก็ได้

"ถ้าท่านทรงรับรู้ ท่านคงจะระทมทุกข์ ท่านจะเศร้ามากแค่ไหน"

หลังสวรรคต พล.ท.แสวงนึกอยากไปกราบพระบรมศพ แต่สภาพร่างกายไม่เอื้อ นั่งหรือยืนนานไม่ไหว

ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อดีตทหารราชองครักษ์ผู้นี้คิดถึงรัชกาลที่ 9 อยู่เสมอ

"เวลานอนก็จะคิดถึงในหลวงว่าถ้าท่านยังไม่ได้ไปจุติเป็นชั้นพระอรหันต์ คือ นิพพาน ท่านก็อาจจะเป็นเทพสถิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง ท่านคงจะไม่ทิ้งไปไกล"

แม้เขาจะรู้สึกเป็นห่วงกังวลกับสถานการณ์บ้านเมือง แต่ก็ยังรู้สึกอุ่นใจว่ายังมีคนที่รักชาติบ้านเมืองและคิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติเหนือประโยชน์ส่วนตน ลาภยศ อำนาจและเงิน ซึ่งพล.ท.แสวงเชื่อว่าความคิดเช่นนี้เป็นมรดกตกทอดจากในหลวงรัชกาลที่ 9

ชีวิตเกินร้อย

พล.ท.แสวงบอกว่าเพื่อน ๆ ของเขาต่างเสียชีวิตหมดแล้ว คนล่าสุดคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพื่อนร่วมรุ่น วปอ. 9 ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ซึ่งถึงแก่อสัญกรรมในวัยย่าง 99 ปี เมื่อเดือน พ.ค. 2562

"การมีอายุอยู่ยืนยาวมาก ๆ ไม่ใช่ว่าดีนะ ที่ให้พรกันว่าขอให้อายุยืนหมื่นปี ยิ่งอยู่นานก็ต้องยิ่งรับทุกข์นาน การมีชีวิตอยู่คือการใช้กรรม ที่พระพุทธศาสนาเรียกว่าชดใช้กรรมที่เราทำไว้ในชาติที่แล้วเพราะชีวิตเราจริง ๆ เวลาที่เราจะสนุก พอใจ รื่นรมย์ มันมีชั่วขณะเดียวเท่านั้นเอง ไม่ใช่สนุกทั้งวัน นอนก็สนุก นั่งก็สนุก ไปไหนก็สนุก กินอาหารอะไรก็อร่อย ความสนุกมันมีชั่วขณะเท่านั้นเอง...ทุกข์มันมากกว่าสุข"

ทุกวันนี้ พล.ท.แสวงเดินออกกำลังกายและกายบริหารเบา ๆ ที่สนามหญ้าหน้าบ้านทุกเย็น

เมื่อถามถึงเคล็ดลับของการมีสุขภาพดีถึง 103 ปี พล.ท.แสวงบอกว่าน่าจะเป็นเพราะเขาออกกำลังกายสม่ำเสมอมาตั้งแต่สมัยเป็นทหาร ส่วนอาหารการกินนั้นไม่มีอะไรพิเศษ

"พยายามอารมณ์ดี ต้องรู้จักสะกดอารมณ์ หมายความว่า อะไรที่มันจะเกิดปัญหานั้นถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเสีย อย่าต่อความยาวสาวความยืด อย่าเป็นปากเป็นเสียงกัน พยายามระงับโลภะ โทสะ โมหะโดยเฉพาะโทสะ ถ้าเกิดขึ้นมาแล้ว มันทำลาย ทำลายตัวเองด้วย ทำลายคนอื่นด้วย เพราะฉะนั้นต้องหาวิธีการ อะไรที่มันจะทำให้เกิดโทสะ เราก็หยุดเสีย" พล.ท.แสวงฝากไว้เป็นข้อคิด

หมายเหตุ: พล.ท.แสวง ขมะสุนทร ถึงแก่กรรมอย่างสงบเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2565 สิริรวมอายุ 106 ปี