โลกที่ เสกสรรค์ เห็น คือโลกที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยม-ก้าวหน้า ไม่เคยคิด ?

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
Published

"โลกที่เราเห็นคือโลกที่เราคิด และเรามักจะมองไม่เห็นสิ่งที่ไม่ได้คิดเอาไว้แล้วล่วงหน้า" คือมุมมองที่ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตผู้นำนักศึกษาเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ใช้ในชีวิตส่วนตัว

ทว่าวันนี้เขานำมันมาวิเคราะห์สังคม-อ่านปรากฏการณ์ในบ้านเมือง ในระหว่างกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ประเทศไทยในความคิด ความคิดในประเทศไทย" จัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดร.เสกสรรค์ขยายความว่า คนเราจะเห็นโลกแบบไหน ขึ้นอยู่กับความรู้สึกนึกคิดที่มี-ที่รู้จัก เข้าทำนอง "พ่อครัวไม่สนใจเรื่องสีสันของไก่เท่ากับเนื้อของมัน หรือศิลปินก็อาจจะเห็นแต่ความงามของไก่จนลืมนึกถึงด้านที่เป็นอาหาร" แม้มนุษย์เห็นโลกได้จำกัดและแตกต่างกัน ทว่าส่วนใหญ่กลับมีแนวโน้มเชื่อว่าโลกที่ตัวเองเห็นเป็นโลกแห่งความจริง จากนั้นก็ผลิตความเห็นออกมายืนยันสายตาของตน-โต้แย้ง-ทะเลาะกับคนอื่นเพราะความเห็นไม่ตรงกัน

ตลอดเวลากว่า 10 ปีของความขัดแย้ง ดร.เสกสรรค์เห็นความรุนแรงระดับ "ไม่มีใครฟังใคร" โดยแบ่งชุดความคิดที่ขัดแย้งกันออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ แนวคิดของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่อยากรักษาสถานภาพเดิม เพราะเห็นว่า "โลกใหม่คือสังคมที่ปนเปื้อน" ควรกลับไปสู่โลกเก่าที่ถูกต้องดีงามกว่า กับแนวคิดของฝ่ายก้าวหน้า ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกเพราะเห็นว่าความถูกต้องดีงามรออยู่ในอนาคต

นักกิจกรรมที่เรียกตัวเองว่า "คนอยากเลือกตั้ง" เรียกร้องให้นักการเมืองร่วมการชุมนุมกับประชาชนเพื่อกดดันให้เกิดการเลือกตั้งภายในปี 2561 เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา

ข้อสังเกตของอดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์คือ ทฤษฎีใหม่ ๆ ในทางสังคมการเมืองถูกคิดขึ้นน้อยมาก แต่หนักในทางผลิตซ้ำ-ส่งทอดจาก 2 แหล่งคือ ยุคสมัยที่ผ่านพ้นไปแล้ว กับโลกภายนอก อีกทั้งยังมีสัดส่วนไม่กลมกลืนกับสภาพที่เป็นอยู่ ทำให้ความขัดแย้งทางความคิดในไทยมีลักษณะคล้าย "ความขัดแย้งทางศาสนา ซึ่งออกไปในทางศรัทธาความเชื่อ"

"สังคมไทยกลายเป็นพื้นที่ช่วงชิงระหว่างความคิด 2 กระแส โดยฝ่ายอนุรักษนิยมมีปัญหาเรื่อง 'กาละ' ส่วนฝ่ายก้าวหน้ามีปัญหาเรื่อง 'เทศะ' และทั้ง 2 ฝ่ายต่างพยายามที่จะปรับเปลี่ยนโลกของผู้อื่นให้ตรงกับความคิดของฝ่ายตน" ดร.เสกสรรค์กล่าว

ก่อนขยายความว่า ฝ่ายแรกต้องการนำความคิด ความเชื่อ และคุณค่าจากสมัยเก่ากลับมาอยู่ในกาลเวลาที่เปลี่ยนไป ขณะที่ฝ่ายหลังพบว่าการนำแนวคิดจากโลกภายนอกมาไว้ในพื้นที่อันไม่ใช่เนื้อดินถิ่นกำเนิดนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

ต่อไปนี้คือข้อวิเคราะห์-วิจารณ์คู่ขัดแย้งทางความคิดฝ่ายอนุรักษ์นิยมกับฝ่ายก้าวหน้า ที่ ดร.เสกสรรค์ชี้ว่าทั้ง 2 ฝ่ายต่างแข่งกันบรรจุชุดความคิดของตนลงใน space and time (พื้นที่และเวลา) ของประเทศไทยปัจจุบัน ทั้งนี้บีบีซีไทยได้สรุปใจความสำคัญและเลือก "วรรคทอง" ของเขาในเวทีปาฐกถานี้มานำเสนอ

1. ฝ่ายอนุรักษ์นิยม : รัฐ-ชนชั้นนำต่างเป็น reference กัน

รัฐไทยโดยผ่านระบบการศึกษา และเครื่องมือบังคับควบคุม สามารถผลิตซ้ำชุดความคิดอนุรักษ์ในรูปของ "อุดมการณ์แห่งรัฐ" และ "อัตลักษณ์ของชาติ" ได้อย่างสม่ำเสมอ โดยมีชนชั้นที่ใกล้ชิดอำนาจรัฐ-ประชากรที่ชอบเป็นหนึ่งเดียวกับรัฐ คอยขานรับและขยายต่อในรูปแบบไม่เป็นทางการ กลายเป็น reference (รายการอ้างอิง) ให้กันและกัน

  • "รัฐอ้างสังคมในการสร้างความชอบธรรมของอำนาจ สังคมส่วนที่เอ่ยถึงก็อิงกรอบอุดมการณ์ของรัฐในการรักษาผลประโยชน์และปรุงแต่งสถานภาพ กระทั่งใช้มันมาเสริมขยายอัตตาของตน"

2. ฝ่ายอนุรักษ์นิยม : การเมืองของคนดี

จินตนาการที่มีพลังที่สุดของฝ่ายอนุรักษ์นิยมคือแนวคิดเรื่อง "ความเป็นคนดี" ซึ่งผูกโยงกับเรื่องศีลธรรม บุญบาป แต่ตัดขาดประเด็นชนชั้น กลุ่มผลประโยชน์ ตลอดจนโครงสร้างเศรษฐกิจสังคม กล่าวคือ "ดีชั่วไม่จำเป็นต้องมีบริบทห้อมล้อม" แต่คนไทยต้องเป็นคนดี สังคมไทยต้องเป็นสังคมของคนดี และผู้ปกครองประเทศไทยต้องเป็นคนดี อีกทั้ง "ความเป็นคนดี" มักมีนัยสัมพันธ์ทางอำนาจและเชื่อมโยงกับความคิดอำนาจนิยม กลายเป็นฐานคิดที่สนับสนุนให้คนจำนวนน้อยมีอำนาจเหนือคนส่วนใหญ่

การชุมนุมของ กปปส. บริเวณพื้นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้นที่สุดในช่วงต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และสนับสนุนรัฐประหารเมื่อต้นปี 2557 ซึ่งผู้นำการชุมนุมยืนยันว่าคนเราไม่เท่ากัน อำนาจทางการเมืองควรอยู่ในมือของคนดีเท่านั้น และคนไม่ดีไม่ควรมีสิทธิในเรื่องการเมืองปกครอง

  • "เป็นการเอาความเป็นคนดีมาใช้สร้างอัตตารวมหมู่ เป็น Collective Ego ซึ่งก่อเกิดเป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มผู้ประท้วง ขณะเดียวกันก็กดเหยียดฝ่ายตรงข้ามให้มีฐานะต่ำกว่าในทางศีลธรรม อันนี้แน่นอนเป็นการปูทางไปสู่การจะทำอย่างไรก็ได้ จะจัดการอย่างไรก็ได้กับฝ่ายที่ถูกระบุไว้แล้วว่าเป็นคนไม่ดี"
  • "คนไม่ดีในสายตาของฝ่ายที่ถือว่าตัวเองเป็นคนดีนั้น ไม่ได้มีแค่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หากยังรวมประชาชนที่เลือกรัฐบาลดังกล่าวด้วย ดังนั้นผู้ที่พวกเขาต้องการตัดสิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองจึงไม่ได้มีแค่นักการเมือง หากยังรวมถึงชาวบ้านนับล้านหรือประชาชนทั่วทั้งประเทศ"
  • "เมื่อมองจากบริบทที่ห้อมล้อมเหตุการณ์ในปี 2557 เราจะพบว่าความเป็นคนดีหรือคนไม่ดีที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น มีลักษณะสอดประสานกับฐานะทางชนชั้นของแต่ละฝ่ายอย่างแยกไม่ออก แถวหน้าสุดของกลุ่ม 'คนดี' มักจะหมายถึงคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี มีการศึกษาสูง ส่วน 'คนไม่ดี' ส่วนใหญ่เป็นชาวชนบท หรือคนชั้นกลางชั้นล่างในเมือง ซึ่งส่วนมากมีการศึกษาน้อยกว่าและมีรายได้ค่อนไปในทางต่ำ"
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

ปรากฏการณ์ "คนดี" ทำให้ ดร.เสกสรรค์นึกถึงประเด็นพื้นฐานของปรัชญาการเมืองคือใครควรมีสิทธิเป็นผู้ปกครอง ซึ่งประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพลโต นักปราชญ์ชาวกรีก เคยเสนอว่าอำนาจการเมืองไม่ควรอยู่ในมือคนทั่วไปที่สนใจแต่เรื่องทำมาหากิน หากควรอยู่ในมือชนส่วนน้อยที่มีคุณสมบัติเหมาะสม คนกลุ่มนี้จะต้องมีทั้งความปรีชาสามารถ คุณธรรมสูงส่ง ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว ใช้ชีวิตรวมหมู่ ไม่มีกระทั่งครอบครัว และต้องทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์สุขของผู้อยู่ใต้การปกครอง

  • "ถามว่าแล้ว 'ความเป็นคนดี' ในประเทศไทย มีลักษณะใกล้เคียงกับชนชั้นปกครองของเพลโตหรือไม่ คำตอบคือแค่เรื่องทรัพย์สินส่วนตัวก็สอบไม่ผ่านแล้ว เรื่องภูมิปัญญาก็ไม่แน่นัก อย่าว่าแต่เรื่องครองตัวเป็นโสดปราศจากครอบครัว"

เขาเห็นว่า ความดี-ความเลวสามารถพิจารณาได้จากหลายมุม ดังนั้นจำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายมานิยามกฎเกณฑ์ร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเห็นชอบในเรื่องผิด ถูก ดี ชั่ว ในระดับที่พอเพียงต่อการจรรโลงสังคม และแนวคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพและระบอบประชาธิปไตยไม่ได้เป็นขั้วตรงข้ามกับ "ความเป็นคนดี"

3. ฝ่ายอนุรักษ์นิยม : ถ้าไม่เชื่อฟังรัฐ "ความเป็นไทยบกพร่อง"

แนวคิด "ความเป็นไทย" เป็นสิ่งที่รัฐไทยสร้างขึ้นล้วน ๆ มีไว้ใช้กับคนในประเทศมากกว่าใช้ต่อต้านต่างชาติอย่างจริงจัง จุดเน้นอยู่ที่ความจงรักภักดีและเชื่อฟังรัฐ ใครทำตัวเป็นเด็กดี คนนั้นจึงจะถูกนับเป็นคนไทย ใครที่คิดเห็นต่างจากรัฐ ก็มักถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นคนไทย กระทั่งถูกขับไล่ไสส่งให้ไปอยู่ประเทศอื่น ยิ่งในช่วงหลังรัฐประหาร 2557 คนที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ พูดถึงประชาธิปไตย หรือพูดถึงหลักสิทธิมนุษยชน ล้วนแต่ถูกเพ่งเล็งว่า "ความเป็นไทยบกพร่อง"

ประชาชนให้กำลังใจทหารบริเวณหน้าสโมสรกองทัพบก ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557
คำบรรยายภาพ, ประชาชนให้กำลังใจทหารบริเวณหน้าสโมสรกองทัพบก ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557

อย่างไรก็ตามการปกป้องระบอบอำนาจนิยมโดยเชิดชูความเป็นไทย ด้วยการระบุว่าประชาธิปไตยเป็นแนวคิดของโลกตะวันตก อาจไม่เหมาะหรือใช้การไม่ได้กับประเทศไทย เขาเห็นว่าเป็นอันตรายต่อความปรองดองในสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากแนวคิดสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยกลายเป็นคุณค่าสากลมานานแล้ว และคนไทยจำนวนมากก็ศรัทธาในคุณค่านี้ ทว่าไม่ปฏิเสธว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีคนไทยบางกลุ่มรังเกียจประชาธิปไตยเพราะปัญหาทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมืองบางคน กับปัญหาความแตกแยกระหว่างมวลชนที่สนับสนุนพรรคการเมืองคนละพรรค

  • "ระบอบประชาธิปไตยในโลกล้วนมีปัญหาไม่มากก็น้อยทั้งนั้น อันนี้เปรียบเทียบไปแล้วก็เหมือนปัญหาอันตรายบนท้องถนน เราคงไม่แก้ปัญหาด้วยวิธีเลิกใช้รถยนต์แล้วกลับไปนั่งเกวียน พร้อมกับภูมิใจว่าเกวียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทย"
  • ในอดีตเคยมีการใช้แนวคิด 'ความเป็นไทย' มาต่อต้านนักศึกษาฝ่ายซ้าย ผลที่ออกมาคือเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 และไฟสงครามประชาชนที่ลุกลามอยู่ในพื้นที่มากกว่า 50 จังหวัด โชคยังดีที่การใช้แนวคิดความเป็นไทยมาต่อต้านต่อต้านประชาธิปไตยในช่วงหลังรัฐประหาร 2557 ไม่ได้ส่งผลรุนแรงขนาดนั้น กระนั้นก็ตาม เปลวไฟในใจคนอาจจะยังคุกรุ่นอยู่ก็ได้ ในเมื่อธงแห่งความเป็นคนดีและความเป็นไทย ถูกชูโดยกลุ่มชนที่ได้เปรียบเพื่อใช้กดเหยียดชนชั้นล่าง ๆ ในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับ 3 ของโลก ความคิดใดที่เน้นย้ำแต่ความ 'ด้อยกว่า' ของคนจำนวนมหาศาล ความคิดนั้นย่อมนำมาซึ่งหายนะมากกว่าความเจริญ

ปัญหาใหญ่ของประชาธิปไตยมิได้อยู่ที่การถูกยึดพื้นที่ หรือถูกล้มกระดานอยู่เป็นระยะ ๆ โดยฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น หากอยู่ที่ความไม่สามารถป้องกันตัวของระบอบและผู้คนที่สมาทานแนวคิดชุดนี้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่ายที่ล้มระบอบยังอ้างว่าทำไปเพื่อพิทักษ์ประชาธิปไตยหรือสร้างประชาธิปไตยที่ดีกว่า ซึ่งในทัศนะของ ดร.เสกสรรค์เห็นจุดอ่อนของฝ่ายประชาธิปไตย ดังนี้

4. ฝ่ายก้าวหน้า : พรรคการเมืองเป็น "อวตารใหม่ของระบบอุปถัมภ์"

ในแต่ละช่วงที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นักการเมืองมักเป็นผู้เล่นหลักมากเกินไป ในขณะที่นักการเมืองส่วนใหญ่มีแนวคิดประชาธิปไตยค่อนข้างแคบ อาศัยแต่การเลือกตั้งเป็นหนทางก้าวสู่อำนาจและหมกมุ่นอยู่กับบทบาทในรัฐสภา จนลืมความสำคัญขององค์ประกอบอื่น ๆ ของระบอบ เช่น บทบาทของประชาสังคม ภาคประชาชน สื่อมวลชน หรือแม้แต่เสียงวิจารณ์ของสามัญชน ด้วยเหตุนี้บรรดานักการเมือง/พรรคการเมืองไม่ได้พยายามผลักดันให้มีการขยายพื้นที่ประชาธิปไตยออกไปในระดับโครงสร้าง เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงของตัวระบอบ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปราศรัยระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2554 ที่จ.บุรีรัมย์ ก่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 ก.ค. 2554
คำบรรยายภาพ, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2554 ที่ จ.บุรีรัมย์

เรื่องที่นักการเมือง/พรรคการเมืองควรทำ แต่ไม่ได้ทำมีอยู่ 3 ประการคือ กระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น, ปฏิรูประบบราชการให้ยึดโยงกับประชาชน, ขยายงานรัฐสภาด้วยการเกี่ยวร้อยภาคประชาชนเข้ามาไว้ในกระบวนการนิติบัญญัติอย่างสม่ำเสมอ

  • "ที่ผ่านมาบรรดาพรรคการเมืองและนักการเมืองไม่เพียงลืมผลักดันให้มีการขยายโครงสร้างประชาธิปไตยเท่านั้น หากยังใช้ความสัมพันธ์แบบจารีต ไม่เป็นสมัยใหม่ มาสร้างฐานเสียงทั้งในและนอกพรรค ระบบพรรคการเมืองกลายเป็นอวตารใหม่ของระบบอุปถัมภ์ ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วขัดกับปรัชญาเรื่องสิทธิเสรีภาพเป็นอย่างยิ่ง"

5. ฝ่ายก้าวหน้า : รัฐบาลเลือกตั้งมองภาคประชาชนเป็นปฏิปักษ์

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมักมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อความเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชนที่เป็นอิสระ โดยเห็นว่าไม่ใช่มวลชนของตน แทนที่จะดึงประเด็นของประชาชนเข้าสู่กระบวนการทำงานของรัฐ กลับมุ่งกำราบปราบปราม ทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวของภาคประชาชนจำนวนหนึ่งเกิดความคับแค้นจนขาดสติ หันไปสนับสนุนรัฐประหารและระบอบอำนาจนิยม

  • "การที่นักการเมืองเป็นผู้เล่นหลักบนเวทีประชาธิปไตยแล้วมองไม่เห็นบทบาทของผู้เล่นอื่น มองไม่เห็นความเปราะบางของระบอบดังกล่าวในสังคมไทย ย่อมทำให้เกิดความประมาทในการใช้อำนาจ และทำให้ประชาธิปไตยกลายเป็นโครงสร้างเสาเดียว เมื่อเสานี้ล้มหรือถูกโค่น ทั้งโครงสร้างก็พังทลายลงมา"
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

ดร.เสกสรรค์เชื่อว่า การต่อสู้ทางความคิดในประเทศไทยยังต้องดำเนินต่อไปอีกนาน กระทั่งตลอดไป ตราบเท่าที่ "โลกที่เราเห็นคือโลกที่เราคิด" ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ทำอย่างไรเราจึงจะคิดเห็นและมองโลกเหมือนกันทั้งประเทศ แต่นำความขัดแย้งทางความคิดมาไว้ในปริมณฑลที่จัดการได้ด้วยวิธีใด

"ตราบเท่าที่ความคิดสมบูรณ์แบบไม่มีอยู่ในหัวใคร ก็ย่อมไม่มีใครที่สามารถมองเห็นโลกได้อย่างครบถ้วน" เขากล่าวในช่วงท้าย

สำหรับกิจกรรมปาฐกถาพิเศษ "ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 16" จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบ 102 ปี วันคล้ายวันเกิด ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาชิกขบวนการเสรีไทย ทั้งนี้ ดร.ป๋วยได้รับการประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ในวาระ 100 ปีชาตกาลของเขา โดยถือเป็นคนไทยคนที่ 26 ที่ได้รับเกียรตินี้ แม้ถึงแก่อนิจกรรมไป 19 ปี แต่ผลงานและเกียรติประวัติในอดีตยังถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล