“สุทธิชัย หยุ่น” ไม่จำเป็น สำหรับเนชั่นแล้ว?

ที่มาของภาพ, BBC Thai
สุทธิชัย หยุ่น ในวัย 72 ปี เผยเตรียมยุติบทบาทในเครือเนชั่นสิ้นเดือนมี.ค. พร้อมบอกว่า คำว่า "สุทธิชัย" ไม่จำเป็นสำหรับเครือเนชั่นอีกต่อไป ส่วน เทพชัยน้องชาย โบกมือลาตามสิ้นเดือนเม.ย. นี้
ผู้บริหารสื่อเจ้าของวลีเด็ดด้านจริยธรรมสื่อ "ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา" วันนี้ ( 12 ม.ค.) ประกาศโบกมือลาอาณาจักรที่สร้างขึ้นกับมือมา 45 ปี ในวันที่ 31 มี.ค.นี้หลังหมดสัญญาจ้าง 4 ปี เพื่อเปิดทางกลุ่มบริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (NEWS) ของกลุ่มฉาย บุนนาค ซึ่งขณะนี้ถือหุ้นใหญ่ เข้ามาบริหาร บมจ. เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
การประกาศยุติบทบาทของผู้ก่อตั้งเครือเนชั่นผู้นี้ มีขึ้นระหว่างงานอำลาการเกษียณของนายสุทธิชัย หยุ่น ที่ปรึกษากองบรรณาธิการเครือเนชั่นในวันนี้ ผลที่ตามมาคือ เขาจะยุติการเขียนบทความในคอลัมน์ประจำ "กาแฟดำ" ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และจัดรายการ "ไทม์ไลน์ สุทธิชัย หยุ่น" ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ในวันที่ 28 ก.พ. เป็นวันสุดท้าย
การกล่าวคำอำลามีขึ้นท่ามกลางความกังวลของกลุ่มพนักงานในเรื่องทิศทางการดำเนินการต่อไป ในวันที่ไร้ สุทธิชัย ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งอาณาจักรสื่อแห่งนี้ นอกจากนี้ จากความสำเร็จของการสร้างให้เครือเนชั่นเป็นสื่อแถวหน้าของประเทศ บวกกับน้ำเสียงลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ จึงทำให้ชื่อของ "สุทธิชัย หยุ่น" เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก
ในประเด็นนี้ สุทธิชัย บอกกับบีบีซีไทยว่า "ชื่อของผม ไม่จำเป็น สำหรับเนชั่นแล้ว และไม่เป็นเนื้อเดียวกัน" สิ่งที่เนชั่นจะต้องทำคือ รักษาความเป็นเนชั่น ความถูกต้อง ชอบธรรม และจริยธรรม พัฒนาคุณภาพงานและปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของสื่อเพื่อให้สามารถแข่งขันได้แย่งเม็ดเงินโฆษณา ช่วงชิงเรตติ้งได้ในตลาด แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่แล้วก็ตาม

ที่มาของภาพ, BBC Thai
สำหรับแผนงานหลังเกษียณ ซึ่งเขายอมรับว่า อายุที่ 72 เป็นตัวเลขที่เหมาะสำหรับการยุติงานประจำเพื่อใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ โดยภารกิจหลักที่เขาจะต้องทำต่อไป คือปฏิบัติหน้าต่อในตำแหน่ง กรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศในรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมกับการผลิตข่าวสารผ่านทางโซเชียล ส่วนแผนระยะกลาง (3-5 ปี) เขียนหนังสือเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การทำสื่อในยุคใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่
ยังถือหุ้นส่วนที่เหลือต่อ
แม้ว่าจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยในบริษัทที่ปั้นมากับมือแล้ว แต่สุทธิชัย บอกว่า ยังคงจะถือหุ้นในสัดส่วน 5.23% ต่อไป แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่
เช่นเดียวกันกับ เทพชัย หย่อง น้องชาย ที่ถือหุ้นอยู่จำนวนหนึ่งไม่มาก ก็ยังคงจะถือต่อไป แม้ว่าสัญญาจ้างของเขาจะสิ้นสุดลงในสิ้นเดือนเม.ย. นี้ก็ตาม โดยยอมรับว่า หลังจากเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บมจ. เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป ก็พบว่าบริษัทนี้ประสบปัญหานานัปการ
"เมื่อมีผู้ถือหุ้นมีความพร้อมก็ควรเปิดทางให้เขา" เทพชัยกล่าว
ปรับโครงสร้าง ลดภาระหนี้
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา เครือเนชั่น ประสบปัญหาทางการเงินหลายอย่าง ทั้งที่ต้องแบกต้นทุนการบริหารและค่าใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ในขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ก็อยู่ในช่วงภาวะหดตัว ยอดโฆษณาในสื่อหดต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงของสื่อใหม่ ทำให้ไม่นานมานี้ เครือเนชั่นประกาศปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยจำหน่ายทรัพย์สิน เพื่อลดภาระหนี้สิน เพิ่มสภาพคล่อง และหันกลับมาให้ความสำคัญ กับธุรกิจหลัก ที่เป็นจุดแข็งของธุรกิจ คือ การผลิตเนื้อหาข่าว ของสถานีข่าวเนชั่นทีวี

ที่มาของภาพ, BBC Thai
สำหรับการขายสินทรัพย์ครั้งนี้จะมีมูลค่าอย่างน้อย 1,403 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. มหาวิทยาลัยเนชั่น (ดำเนินการโดยบริษัท เนชั่นยู จำกัด) 2. ธุรกิจทีวีภาคพื้นดินระบบดิจิทัล ช่องนาว26 (ดำเนินการโดยบริษัท แบงคอก บิสสิเนส บรอดแคสติ้ง จำกัด) 3. ธุรกิจรับส่งสินค้า (บริหารโดยบริษัท เอ็มเอ็มแอล จำกัด) 4. ธุรกิจโรงพิมพ์ (ดำเนินการโดยบริษัท ดับบลิวพีเอส (ประเทศไทย) จำกัด) 5. ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ

ที่มาของภาพ, BBC Thai
โจทย์ท้าท้ายสำหรับผู้ถือหุ้นรายใหม่
กลุ่มบริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น ยังถือหุ้นเป็นสัดส่วน 9.96% ในบมจ. เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป แต่มีรายงานว่ายังมีพันธมิตรเป็นผู้รายอื่นจึงทำให้กลุ่มดังกล่าวสามารถบริหารจัดการบริษัทได้เบ็ดเสร็จมากขึ้น แทนกลุ่มเดิมของสุทธิชัย ซึ่งสุทธิชัย ปัจจุบันเป็นผู้ถือหุ้นลำดับที่ 8 ด้วยจำนวน 212,878,542 หุ้น คิดเป็นส่วนเพียง 5.23 % จากทุนจดทะเบียนทั้งหมด 2,663 ล้านบาท
ที่มา.- ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
หากพิจารณาผลประกอบการย้อนหลังแล้วจะพบว่า บมจ. เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป อยู่ในสภาพไม่สู้ดีนัก โดยผลการดำเนินงานในรอบ 9 เดือนแรกของปีที่ผ่านมากลุ่มบริษัทรายงานผลขาดทุนจำนวน 2,135 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 ซึ่งมีขาดทุนจำนวน 622 ล้านบาท โดยคิดเป็นอัตราลดลงถึง 243% ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ใหญ่ของผู้ถือหุ้นรายใหม่ที่จะเข้ามากอบกู้สถานการณ์ดังกล่าวได้อย่างไร



























