เกาะติดรัฐสภา 13 ก.ค. วันโหวต พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ

บีบีซีไทยเกาะติดสถานการณ์ในวันเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30

รายงานสด

  1. 2 เดือน "พิธา" พบมวลชน 16 จังหวัด

    ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา หลังจากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประกาศชัยชนะในศึกเลือกตั้ง 14 พ.ค. พร้อมเรียกตัวเองว่า “ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปของประเทศไทย” เขาได้เดินสายพบปะภาคเอกชน ภาคราชการ ภาคประชาสังคม รวมถึงประชาชนอย่างต่อเนื่อง

    ในช่วงแรก ๆ เขาเลือก “จังหวัดก้าวไกล” อันหมายถึงจังหวัดที่พรรค ก.ก. ชนะเลือกตั้งทุกเขต ก่อนกระจายไปยังพื้นที่อื่น ๆ

    บีบีซีไทยตรวจสอบและรวบรวมกำหนดการของแคนดิเดตนายกฯ จากพรรค ก.ก. เฉพาะที่เปิดเผยต่อสาธารณะ พบว่าเขาเดินทางไปเปิดปราศรัย/ขึ้นรถแห่ขอบคุณประชาชนที่ลงคะแนนเสียงเลือกก้าวไกลรวม 16 จังหวัด

    “ผมไม่ได้ลงพื้นที่เพื่อขอให้พวกเขามาปกป้องผม แต่ผมต้องปกป้องการตัดสินใจของพวกเขาเมื่อวันที่ 14 พ.ค. เพื่อให้เขามั่นใจว่ามติที่ประชาชนให้มาได้รับการปกป้อง” นายพิธา แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคก้าวไกลชี้แจง

    • “มวลชน”กับ “นายกฯ เสมือน” หลังเลือกตั้ง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไปไหน พบใครบ้าง
    Pita map 01

    ที่มาของภาพ, ฺBBC

    Pita map 02
  2. จุดยืนพรรค “ขั้วอำนาจเดิม” ก่อนวันโหวตนายกฯ

    ถึงขณะนี้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า พรรคการเมืองที่อยู่ใน “ขั้วอำนาจเดิม” จะไม่เสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแข่งในการประชุมรัฐสภา 13 ก.ค.

    นั่นหมายความว่า จะมีชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้ ส.ส. และ ส.ว. ได้โหวตเพียงชื่อเดียว

    บีบีซีไทยรวบรวมจุดยืนของพรรคการเมืองหลัก ๆ ใน “ขั้วอำนาจเดิม” ที่ประกาศต่อสาธารณะภายหลังการประชุมพรรค มาไว้ ณ ที่นี้

    พรรคภูมิใจไทย: ภท. มีมติเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับหัวหน้าพรรคที่ได้พูดมาตลอด โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล โฆษกพรรค แถลงว่า “จุดยืนคือเราไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย และจะไม่ร่วมมือกับพรรคการเมืองหรือกลุ่มบุคคลใดก็ตามที่มีแนวคิดแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112”

    พรรคพลังประชารัฐ: ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานยุทธศาสตร์ภาคเหนือ แถลงจุดยืนพรรคว่า 1. จะไม่เสนอผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ โดยใช้เสียงข้างน้อยอย่างเด็ดขาด และ 2. จะไม่โหวตให้กับผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่มีนโยบายในการแก้ไขมาตรา 112 อย่างเด็ดขาด

    พรรครวมไทยสร้างชาติ: นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ย้ำจุดยืนของพรรคว่า 1. ไม่เสนอแคนดิเดตนายกฯ พรรคทั้ง 2 คน เพราะไม่เห็นด้วยกับแนวทางรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่จะทำให้เกิดผลเสียต่อบ้านเมือง 2. ไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกฯ ที่มีนโยบายหรือแนวทางการทำงานที่ขัดรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 การแบ่งแยกการปกครอง การล้มล้างสถาบันครอบครัว ระบบการศึกษา วัฒนธรรมประเพณีที่ดี และสถาบันหลักทั้งสามของชาติ อันมีผลกระทบต่อความมั่นคงของบ้านเมือง

    พรรคประชาธิปัตย์: ที่ประชุม 25 ส.ส. มีมติให้ “งดออกเสียง” ในการโหวตเลือกนายกฯ โดย น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ รองประธาน ส.ส. พรรค ปชป. ให้เหตุผลว่า พรรคมีจุดยืนชัดเจนว่าไม่สนับสนุนแคนดิเดตของพรรคการเมืองที่มีนโยบายแก้ไขมาตรา 112

    พรรคชาติไทยพัฒนา: ที่ประชุม 10 ส.ส. มีมติให้ “งดออกเสียง” ในการโหวตเลือกนายกฯ โดยนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ย้ำจุดยืนเรื่องพรรคไม่สนับสนุนพรรคที่แก้ไขมาตรา 112

  3. ส.ว. ชิงลาออกไป 1 คนก่อนวันโหวตนายกฯ

    เวลา 09.30 น. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ขึ้นทำหน้าที่บนบัลลังก์ และเปิดการประชุมรัฐสภา โดยมีสมาชิกรัฐสภาที่ปฏิบัติหน้าที่ได้เหลือ 749 คน จากยอดเต็ม 750 คน แบ่งเป็น ส.ส. 500 คนและ ส.ว. 249 คน

    หลังจากวานนี้ (13 ก.ค.) น.ส.เรณู ตังคจิวารกูร ยื่นใบลาออกจากการเป็น ส.ว. จึงไม่สามารถเลื่อนผู้มีรายชื่อในบัญชีสำรอง มาเป็น ส.ว. ได้ทัน

  4. ปิดจราจรรอบสภา วันเลือกนายกฯ

    เช้าวันที่ 13 ก.ค. บรรยากาศบริเวณแยกเกียกกายใกล้รัฐสภา มีการวางตู้คอนเทนเนอร์และแผงเหล็กเพื่อปิดกั้นเส้นทางจราจรบริเวณถนนสามเสน ขณะที่บริเวณแยกเกียกกาย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำแผงเหล็กพร้อมติดป้ายข้อความว่า "พื้นที่ห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตร รอบรัฐสภา" ตามคำสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่ 328/2566 ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558

    ส่วนการจราจรโดยรอบมีการปิดถนนสามเสน และถนนประชาราษฎร์สาย 1 ที่จะมุ่งหน้าไปอาคารรัฐสภา ทำให้การจราจรด้านถนนทหาร ฝั่งมุ่งหน้าสะพานแดงเคลื่อนตัวได้ช้า

    การจัดการพื้นที่รอบรัฐสภาเป็นไปตามการประเมินสถานการณ์ของตำรวจก่อนหน้านี้ ว่าจะมีการชุมนุมของประชาชนในวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งก่อนหน้านี้ฝ่ายความมั่นคงออกมาให้ข่าวผ่านสื่อว่า จะมีกลุ่มภาคประชาชนรวม 14 กลุ่ม นัดหมายชุมนุมที่หน้ารัฐสภาในวันนี้ (13 ก.ค.) แต่มี 2 กลุ่ม ได้แก่ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม รวมทั้งโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนหรือไอลอว์ ออกมาปฏิเสธการเป็นองค์กรที่นัดหมายดังที่ฝ่ายความมั่นคงอ้าง

    ทว่าการนัดหมายชุดนุมที่ถูกประกาศชัดเจนที่สุด เป็นการประกาศของนายอานนท์ นำภา แกนนำกลุ่ม "ราษฎร" ซึ่งระบุในการชุมนุมบริเวณสกายวอล์ค แยกปทุมวัน ด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร เมื่อเย็นวานนี้ (12 ก.ค.) นัดหมายประชาชนรวมตัวที่รัฐสภาตั้งแต่ช่วงบ่ายวันนี้ เป็นต้นไป

    "อยากท้าว่าประชาชนจะไปตะโกน เพื่อแสดงเสียงของตนเองในวันพรุ่งนี้... ใครว่างให้ไปรวมตัวกันในช่วงบ่าย ส่วนใครทำงานเสร็จเลิกงานแล้วไปเจอกันที่รัฐสภา” นายอานนท์ ปราศรัย

    wasawat lukharang/bbc thai

    ที่มาของภาพ, wasawat lukharang/bbc thai

  5. พิธา เดินทางถึงสภา มั่นใจไม่เลื่อนเลือกนายกฯ

    นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เดินทางถึงอาคารรัฐสภา ช่วงเวลาประมาณ ​9.00 น. โดยให้สัมภาษณ์สื่อว่า จะทำอย่างเต็มที่เพื่อชี้แจงและอธิบายข้อคลางแคลงใจของทุกฝ่าย

    "มั่นใจในตัวเองว่าจะพยายามทำให้สมกับความหวังและกำลังใจที่พี่น้องประชาชนมอบให้" พิธา กล่าว "ผมจะพยายามอธิบายความคลางแคลงใจที่วุฒิสมาชิกบางคนมี ใช้โอกาสนี้ หาฉันทามติใหม่ร่วมกัน"

    ส่วนประเด็นมีกระแสข่าวว่า อาจมีการยื่นญัตติให้เลื่อนการเลือกนายกฯ เขามั่นใจว่า จากมติของวิป 3 ฝ่าย "โอกาสไม่มีที่จะเลื่อน (การเลื่อนนายกฯ)"

    Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

  6. ชลน่านยืนยันเสนอชื่อพิธาให้รัฐสภาโหวต

    พลันที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง “คดีหุ้นไอทีวี” ของนายพิธา และ “คดีล้มล้างการปกครอง” จากนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล ไว้พิจารณา ทำให้เกิดคำถามว่าจะส่งผลต่อการโหวตเลือกนายกฯ วันที่ 13 ก.ค. หรือไม่

    นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมายืนยันว่า เขาจะเป็นผู้เสนอชื่อนายพิธาต่อที่ประชุมรัฐสภาตามเดิม เพราะเป็นมติของที่ประชุม 8 พรรคร่วมฯ ให้พรรค พท. เป็นคนเสนอชื่อ

    “ตราบใดที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำวินิจฉัย ก็ถือว่าคุณพิธายังมีคุณสมบัติ และมีความชอบธรรมที่จะถูกเสนอชื่อ” หัวหน้าพรรค พท. กล่าว

    ส่วนที่ ส.ว. บางส่วนออกมาดักคอว่ารู้ว่านายพิธามีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ แต่ยังจะโหวตให้ อาจเข้าข่ายล้มล้างการปกครองฯ และมีโทษถึงขั้นโดนยุบพรรค นพ.ชลน่านกล่าวว่า ก็เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานของ ส.ว. บางท่าน เมื่อดูข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงมั่นใจว่าสิ่งที่ทำชอบด้วยกฎหมาย

  7. ความปลอดภัยแน่นหนา นอก-ใน รัฐสภา, การจราจรติดขัดเป็นทางยาว

    ทีมข่าวบีบีซีไทยเดินทางถึงอาคารรัฐสภา บริเวณแยกเกียกกาย โดยต้องเดินเท้าเข้าสู่รัฐสภา เนื่องจากการจราจรติดขัดเป็นทางยาว โดยเฉพาะเส้นถนนประดิพัทธ์ไปทางสะพานควาย รถติดเป็นทางยาว

    ส่วนบริเวณรอบอาคารรัฐสภา มีการนำคอนเทนเนอร์ และแนวกั้นมาตั้งล้อมรอบ ผู้สื่อข่าวและสมาชิกรัฐสภา ต้องเข้าอาคารจากทางด้านข้าง

    Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

  8. แก้ ม. 112 สกัดพิธานั่งนายกฯ?

    เงื่อนไขหลักที่บรรดาสมาชิกวุฒิสภาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อ “โหวตสวน” หรือ “งดออกเสียง” เลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นผู้นำประเทศคนต่อไป หนีไม่พ้น นโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล (ก.ก.)

    แม้ 8 พรรคการเมืองร่วมจัดตั้งรัฐบาลตัดสินใจไม่บรรจุเรื่องนี้ลงในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) ในการจัดตั้งรัฐบาล เมื่อ 22 พ.ค. โดยนายพิธายอมรับว่า การแก้ไขมาตรา 112 เป็น “วาระเฉพาะ” ของก้าวไกลที่จะผลักดันตามนโยบายที่หาเสียงไว้ โดยเป็น 1 ใน 45 ร่างกฎหมายที่พรรค ก.ก. เตรียมยื่นต่อสภา แต่ก็ไม่อาจคลายความกังวลใจจากบรรดา ส.ว. ที่ออกมาส่งเสียงเรียกร้องให้พรรค ก.ก. “ลดเพดาน” เรื่องการแก้ไขมาตรา 112

    1 วันก่อนถึงวันโหวตเลือกนายกฯ เช่นกัน ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความอดีตพระพุทธะอิสระ ไว้พิจารณา หลัง “นักร้อง” รายนี้ใช้สิทธิยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่า การกระทำของนายพิธา และพรรค ก.ก. ที่เสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่

    ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งให้ผู้ถูกร้องทั้งสอง ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับสำเนา

    • แก้ม.112-นิรโทษกรรมคดีการเมือง นโยบายก้าวไกลที่หายไปจาก MOU ตั้งรัฐบาล 8 พรรค
    • เปิดคำร้องคดีหาเสียงแก้ม.112 กล่าวหา พิธา-ก้าวไกล “ล้มล้างการปกครอง”
    • มองรอบด้านแก้ ม.112 เงื่อนสกัดก้าวไกล ขวางพิธานั่งนายกฯ คนที่ 30
  9. ไอทีวี จาก “หุ้นร้อน” ในมือพิธา ถึง “คดีคาศาลรัฐธรรมนูญ”

    แม้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ วัย 42 ปี ได้รับแรงสนับสนุนจาก 8 พรรคการเมืองให้เป็นผู้นำประเทศคนต่อไป แต่เขาต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญจากกรณีการถือครองหุ้นของ บมจ.ไอทีวี จำนวน 42,000 หุ้น ซึ่ง “นักร้องทางการเมือง” ตีความว่าเป็นหุ้นสื่อ และอาจทำให้เขาขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส. และนายกรัฐมนตรี จึงยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบในเรื่องนี้

    1 วันก่อนถึงวันโหวตเลือกนายกฯ กกต. มีมติให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพ ส.ส. ของนายพิธาสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) จากกรณี “ถือหุ้นสื่อ” รวมทั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ไว้จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย

    กกต. ใช้เวลาประชุม 3 วัน 3 นัด (10-12 ก.ค.) เพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีมีหลักฐานปรากฏว่านายพิธาเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนในวันสมัครรับเลือกตั้ง อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82

    ต่อมาเวลา 15.15 น. กกต. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะออกเอกสารระบุว่า “สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญลงรับคำร้องในทางธุรการแล้ว จะได้นำเสนอคำร้องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 49 ต่อไป

    ก่อนหน้านี้ นายพิธาชี้แจงว่า หุ้นไอทีวี “เป็นของกองมรดก ผมเพียงมีฐานะเป็นผู้จัดการมรดก” และได้แจ้งข้อมูลนี้ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. ปี 2562

    • ไอทีวียุติธุรกิจสื่อไปแล้ว ยังถือเป็นสื่อมวลชนหรือไม่
    • ศาลรัฐธรรมนูญ"รับคำร้องทางธุรการ" คดีหุ้นไอทีวี
    • ป.ป.ช.เปิดบัญชีทรัพย์สิน ส.ส. เทียบข้อมูลก่อน-หลัง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พ้นสภาชุด 2562

    อย่างไรก็ตามนายพิธาแจ้งผ่านเฟซบุ๊กเมื่อ 6 มิ.ย. 2566 ว่า ได้ดำเนินการโอนหุ้นไอทีวีให้แก่ทายาทอื่นไปโดยสิ้นเชิง “เพื่อป้องกันปัญหาจากกระบวนการฟื้นคืนชีพความเป็นสื่อมวลชนให้กับบริษัทไอทีวี” พร้อมชี้ให้เห็นข้อพิรุธหลายประการที่เกิดขึ้น เพื่อสกัดกั้นรัฐบาลก้าวไกล ที่มีนายพิธาเป็นนายกฯ

  10. ขั้นตอนการเลือกนายกฯ

    นี่ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่มีการเลือกนายกรัฐมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 และเป็นครั้งสุดท้ายที่ “ส.ว. เฉพาะกาล” ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 250 คน จะมีอำนาจร่วมกับ ส.ส. 500 คน ในการลงมติเลือกนายกฯ ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ

    CG

    ข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ไม่ได้กำหนดให้แคนดิเดตนายกฯ ต้องแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม เหมือนในกรณีเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภาก็ไม่มีอำนาจพิจารณาและตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ด้วย

    ทว่าข้อสรุปจากวงประชุมคณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย ประกอบด้วย วิปพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล วิปรัฐบาลเดิม และวิปวุฒิสภา ร่วมกับประธานรัฐสภา เมื่อ 11 ก.ค. คือ หลังเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ แล้ว จะเปิดให้สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายซักถามรวม 6 ชม. โดย ส.ว. ขอเวลาอภิปราย 2 ชม. และ ส.ส. ทุกพรรคได้เวลา 4 ชม. เมื่อเสร็จสิ้นการอภิปราย หากที่ประชุมเห็นชอบให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ ก็จะให้แคนดิเดตนายกฯ ได้แสดงวิสัยทัศน์ และคาดว่าจะลงมติได้ในเวลา 17.00 น. โดยใช้การลงคะแนนแบบเปิดเผยด้วยการเรียกชื่อสมาชิกตามลำดับอักษร และให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นรายคน

    การอภิปรายคุณสมบัตินายกฯ เคยเกิดขึ้นมาแล้วในการประชุมร่วมกันของสองสภาเพื่อลงมติเลือกนายกฯ เมื่อปี 2562 โดยประธานรัฐสภาได้เปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปรายด้วยวาจาราว 10 ชม. หลังเกิดข้อสงสัยเรื่องลักษณะต้องห้ามของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

  11. วันโหวตนายกฯ คนที่ 30

    บีบีซีไทยขอนำท่านเข้าสู่การรายงานสด “เกาะติดรัฐสภา 13 ก.ค. วันโหวต พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ” ในวันที่คนไทยทั้งประเทศกำลังเฝ้าติดตามการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ภายหลังผ่านการเลือกตั้งมา 2 เดือนเต็ม

    การเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 มีประชาชนออกไปใช้สิทธิออกเสียงกว่า 39.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 75.71% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52 ล้านคน ซึ่งถือเป็นยอดสูงสุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

    ผลปรากฏว่า พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ชนะการเลือกตั้งด้วยยอด ส.ส. 151 คน และมีคะแนนมหาชนสูงสุด 14.4 ล้านเสียง นั่นทำให้พรรคสีส้มกลายเป็นแกนนำรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลผสม 8 พรรค รวม 312 เสียง และประกาศส่งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหนึ่งเดียวของก้าวไกล เข้าทำเนียบรัฐบาล

    อย่างไรก็ตามนายพิธาจะถึงฝั่งฝันบนเก้าอี้นายกฯ ได้ จำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ส. และ ส.ว. มากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือ 376 เสียง จาก 750 เสียง