You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.

Take me to the main website

เกาะติดวิกฤตโควิด-19 ประกาศภาวะฉุกเฉินทั้งประเทศวันแรก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ประกาศใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคติดต่ออันตรายร้ายแรง ตั้งแต่วันนี้ (26 มี.ค.) ไปจนถึงวันที่ 30 เม.ย. เพื่อรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ที่นายกฯ ยอมรับว่า "อาจทวีความรุนแรงและเลวร้ายกว่านี้หลายเท่า"

รายงานสด

  1. ปิดสถานี MRT ศูนย์ราชการนนทบุรี หลังพบ พนง.ติดเชื้อโควิด-19

    เฟซบุ๊กแฟนเพจของผู้ให้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT Bangkok แจ้งเมื่อ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมาว่า ขอแจ้งประกาศปิดสถานี ศูนย์ราชการนนทบุรี เนื่องจากพบพนักงานประจำสถานี มีผลตรวจพบเชื้อไวรัส COVID-19 จำนวน 1 ราย จึงจำเป็นต้องปิดการให้บริการที่สถานีดังกล่าวทันที เพื่อทำความสะอาด ฆ่าเชื้อทั่วทั้งสถานีตามมาตรการป้องกันโรคที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขกำหนด จากกรณีดังกล่าว MRT ได้ให้พนักงานคนดังกล่าวหยุดงานตั้งแต่มีอาการ และส่งตรวจหาเชื้อโดยทันที ตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. 63 ทั้งนี้การให้บริการเดินรถสถานีอื่นยังคงให้บริการตามปกติ โดยสถานีศูนย์ราชการนนทบุรี จะระงับการรับ/ส่งผู้โดยสาร ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

  2. ยอดตายในสเปนแซงหน้าในจีนแล้ว

    ท่ามกลางอัตราการเพิ่มของการระบาดโรคโควิด-19 ที่ขณะนี้มีศูนย์กลางการระบาดอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ประเทศทางตอนใต้ของยุโรป ส่วนยอดผู้เสียชีวิตตอนนี้ อันดับที่ 1 ยังเป็นอิตาลี ตามมาด้วย สเปน ซึ่งล่าสุดมียอดผู้เสียชีวิตแซงหน้าจีนแล้ว โดยภายในระยะเวลาเพียง 24 ชั่วโมงยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 738 ราย ทำให้ยอดสะสมรวม 3,434 ราย สูงกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มในอิตาลีที่มี 683 ราย

    หากเทียบกับตัวเลขผู้เสียชีวิตในจีนอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 3,285 ราย ส่วนอิตาลีอยู่ที่ 6,620 ราย

    สำหรับอัตราการติดเชื้อของสเปนก็น่าจับตาด้วยอัตราเพิ่ม 20% โดยขณะนี้มีผู้ป่วยติดเชื้อในโรงพยาบาลเกือบ 27,000 ราย

    นอกจากประเทศที่กล่าวมาแล้ว ในยุโรปยังมีประเทศที่กำลังเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 อย่างหนัก เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และสวิตเซอร์แลนด์

  3. หน้ากากไม่พอ ต้องเสื้อกันฝน

    “เราก็ไม่รู้ว่าเรามีเชื้อรึเปล่า หรือคนอื่นมีเชื้อรึเปล่า เราก็เริ่มต้นที่ตัวเอง” ลักษณพร เจือทอง บอกเล่าเหตุผลของการสวมใส่เสื้อกันฝน ในระหว่างเดินทางมาขอคืนเงินค่าตั๋วโดยสารที่สถานีรถไฟหัวลำโพง

    เธอและครอบครัวตัดสินใจยกเลิกการเดินทางไป จ.ตรัง เพราะกังวลว่าจะติดเชื้อโควิด-19

    “เราพยายามไม่เดินทาง แต่ก็เข้าใจคนอื่นนะ บางคนเขาจำเป็นต้องเดินทางเพราะอยู่นี่รายจ่ายมันสูง ลำบาก บ้านเราอยู่กรุงเทพฯ เราพออยู่ได้ ไม่เดินทางดีกว่า”

    เมื่อต้องออกข้างนอก ไม่เพียงหน้ากากอนามัยที่ ลักษณพร สวมใส่เป็นกิจวัตร เธอยังสวมชุดป้องกันเต็มสูบ และยังเตรียมหาถุงมือมาสวมใส่เพิ่มเติม

    “มันร้อน แต่เราก็สบายใจ เราก็ไม่ไปติดเขา เขาก็ไม่มาติดเรา มันก็สบายใจทั้งสองฝ่าย” และ “คิดว่ามันน่าจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง อย่างเชื้อที่มีโอกาสติดเสื้อผ้า เวลาถึงบ้าน เราก็จะถอดชุดเก็บแล้วก็ไปซัก”

  4. ย้อนสำรวจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจาก “วิกฤตไฟใต้” สู่ “วิกฤตการเมือง” และ “วิกฤตโรคระบาด”

    พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถูกยกร่างและประกาศใช้ในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เมื่อเดือน ก.ค. 2548 เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้หลังเกิด "วิกฤตไฟใต้"

    ผ่านมา 15 ปี "กฎหมายพิเศษ" ฉบับนี้ก็ยังได้รับการต่ออายุอยู่เนือง ๆ ในพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทย จากรัฐบาลรวม 8 คณะ

    พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังถูกรัฐบาลหลายชุดหยิบมาใช้ในพื้นที่อื่น ๆ เพื่อเป็นการควบคุม "วิกฤตทางการเมือง"

    ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่เผยแพร่ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย และประกาศลงราชกิจจานุเบกษา วานนี้ (25 มี.ค.) ระบุตอนหนึ่งว่า "การระบาดของโรคดังกล่าว เป็นสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนซึ่งต้องใช้มาตรการเข้มงวดและเร่งด่วนเพื่อควบคุมมิให้โรคแพร่ระบาดออกไปในวงกว้าง ประกอบกับมีการกักตุนสินค้า จำเป็นต่อการเฝ้าระวังและควบคุมติดตามการระบาด การป้องกัน และการรักษาโรค ตลอดจนการกักตุนเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน ซึ่งต้องป้องกัน มิให้เกิดภาวะขาดแคลนอันจะเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน...”

  5. พล.อ.ประยุทธ์ ประชุม ศอฉ.โควิด-19 นัดแรก

    ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เรียกโดยย่อว่า “ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19” ได้ยกระดับเป็น “หน่วยงานพิเศษ” ตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการศูนย์ ด้วยตนเอง โดยรวบอำนาจตามกฎหมาย 40 ฉบับมาไว้ในมือของเขาเพื่อให้เกิดเอกภาพในการสั่งการ

    พล.อ.ประยุทธ์ เรียกประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศอฉ.โควิด-19 นัดแรกเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล

    สำหรับโครงสร้าง ศอฉ.โควิด-19 แบ่งเป็น 7 ส่วนงานย่อย

    • ปลัดกระทรวงสาธารณสุข – หัวหน้าผู้รับผิดชอบการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข
    • ปลัดกระทรวงมหาดไทย – หัวหน้าผู้รับผิดชอบการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านการสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ว่าราชการ กทม.
    • ปลัดกระทรวงพาณิชย์ – หัวหน้าผู้รับผิดชอบการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านการควบคุมสินค้าและเวชภัณฑ์
    • ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม – หัวหน้าผู้รับผิดชอบการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสื่อสารมวลชน โซเชียลมีเดีย ป้องกันข่าวลวง
    • ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ – หัวหน้าผู้รับผิดชอบการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านการต่างประเทศและการคุ้มครองช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ
    • ผู้บัญชาการทหารสูงสุด – หัวหน้าผู้รับผิดชอบการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ
    • เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี – ผู้ประสานงานทั่วไป
  6. ยังไม่ “ปิดเมือง” แต่เพิ่มความลำบากให้คนเดินทางข้ามจังหวัด

    แม้ทางการยังไม่สั่งห้ามการเดินทางข้ามเขตจังหวัด หรือที่ถูกเรียกว่า “ปิดเมือง” แต่ผู้ที่ประสงค์จะเดินทางต้องพบกับความยุ่งยากลำบากมาก ไม่ว่าเป็นทางบก ทางราง หรือทางอากาศ

    ประชาชนต้องพกบัตรประชาชน สวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา พกเจลแอลกอฮอล์ และพร้อมเสมอที่จะถูกตรวจวัดอุณหภูมิในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่คอยสอบถามประวัติการเดินทางประชาชนทุกคน กรณีสงสัยติดโควิด-19 หรือมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส จะถูกกันตัวออกจากยานพาหนะเพื่อไปกักตัวไว้ทันที

    ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีด่านตรวจคัดกรองโควิด-19 เบื้องต้น 7 จุด ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนี้

    • ถ.แจ้งวัฒนะ บริเวณสะพานข้ามแยกคลองประปา
    • ถ.สุวินทวงศ์ ฝั่งขาเข้า กทม. บริเวณใต้ทางด่วนมหานคร
    • ถ.คู่ขนานกาญจนาภิเษก ซอย 39
    • หน้าปั๊มเอสโซ่ ถ.สุขุมวิท บริเวณบีทีเอสแบริ่ง
    • ถ.ราชพฤกษ์ บริเวณหน้าศูนย์โตโยต้า พื้นที่ตลิ่งชัน
    • ถ.สุขสวัสดิ์ ฝั่งขาเข้า กทม. ใต้สะพานภูมิพล
    • หน้าปั๊ม ปตท. ถ.พระราม 2 ซอย 92
  7. คนไทย “ห้ามทำ” และ “ควรทำ” อะไรบ้างภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

    หลังมีการประกาศ “ภาวะฉุกเฉิน” ทั้งประเทศ ย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนไทย 69 ล้านคนอย่างไม่ต้องสงสัย

    เรายังทำอะไรได้บ้าง และห้ามทำอะไรบ้าง ภายใต้ “ข้อกำหนด” ชุดแรก 16 ข้อที่ออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

    มาตรการ “ห้ามทำ”

    • ห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง ตามคำสั่ง/ประกาศของผู้ว่าฯ และเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ
    • ห้ามคนทั้งหลายเดินทางเข้าราชอาณาจักรไทย ยกเว้นบุคคล 5 ประเภท ได้แก่ 1) ผู้มีสัญชาติไทย แต่ต้องแสดงใบรับรองทางการแพทย์ว่าสามารถทำการบินได้ 2) ทูต/กงสุล/องค์กรระหว่างประเทศ 3) ผู้ขนส่งสินค้าที่เข้ามาแล้วต้องกลับไปโดยเร็ว 4) ผู้ควบคุมยานพาหนะ เช่น นักบินและแอร์โฮสเตส และ 5) ผู้ได้รับการยกเว้นจากนายกฯ หรือหัวหน้าผู้รับผิดชอบ
    • ห้ามกักตุนสินค้า ยา เวชภัณฑ์ อาหาร น้ำดื่ม หรือสินค้าจำเป็นต่อการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน
    • ห้ามชุมนุม
    • ห้ามเสนอข่าวหรือเผยแพร่ข้อความข่าวสารอันเป็นเท็จเกี่ยวกับโควิด-19

    มาตรการ “ควรทำ”

    • ให้บุคคล 3 ประเภทที่มีความเสี่ยงสูงอยู่ในเคหสถาน ประกอบด้วย 1) ผู้สูงอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป 2) ผู้มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจและสมอง ระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ และ 3) เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปีลงมา เว้นแต่ไปพบแพทย์ หรือทำธุรกรรมที่จำเป็น
  8. ประเทศไทยภายใต้ “ภาวะฉุกเฉิน” วันแรก

    สวัสดีพี่น้องชาวไทย บีบีซีไทยขอนำท่านเข้าสู่การรายงานสดสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ในวันที่ประเทศไทยตกอยู่ใต้การประกาศ “ภาวะฉุกเฉิน” วันแรก เริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนที่ผ่านมา

    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ซึ่งปัจจุบันมีอีกสถานะคือผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ระบุในระหว่างแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทีวีพูล) วานนี้ (25 มี.ค.) ว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของภาวะวิกฤตโควิด-19 และสถานการณ์อาจทวีความรุนแรงและเลวร้ายกว่านี้หลายเท่า”

    นี่กลายเป็นเหตุผลให้รัฐบาลตัดสินใจประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ทุกเขตพื้นที่ทั่วราชอาณาจักร เพื่อควบคุมโควิด-19 เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.-30 เม.ย. หลังพบผู้ติดเชื้อรายแรกในไทยเมื่อ 73 วันก่อน

    ถึงขณะนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 25 มี.ค.) ประเทศไทยมีผู้ป่วยโควิด-19 สะสม 934 ราย กลับบ้านแล้ว 70 ราย และผู้เสียชีวิตสะสม 4 รายทั้งหมดเป็นคนไทย นอกจากนี้ยังมีคนไทยอีก 2 รายเสียชีวิตที่ประเทศสหรัฐฯ และอิตาลี