ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ "ธนาธร" พ้นจากการเป็น ส.ส.

ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัย เรื่องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้วินิจฉัยว่าสมาชิกภาพ ส.ส. ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ จากกรณีถือครองหุ้นสื่อ

รายงานสด

  1. ลำดับความเป็นมาคดี "ธนาธร" ถือหุ้นสื่อ

    • 22 มี.ค. : สำนักข่าวอิศราเผยแพร่รายงาน "'ธนาธร-เมีย' โอน บ.วี-ลัค มีเดีย 900,000 หุ้นให้แม่ ก่อนเลือกตั้ง 3 วัน" โดยพบว่า นายธนาธรและนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจได้โอนหุ้นจำนวน 9 แสนหุ้น มูลค่า 9 ล้านบาทให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาในวันที่ 21 มี.ค. 2562 หรือ 3 วันก่อนการเลือกตั้ง
    • 23 มี.ค. : นายธนาธรเผยแพร่ตราสารโอนหุ้นลงวันที่ 8 ม.ค. 2562 เพื่อยืนยันว่าได้โอนหุ้นไปตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.หรือ 1 เดือนก่อนยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเมื่อ 6 ก.พ. 2562
    • 25 มี.ค. : นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยยื่นคำร้องต่อ กกต. ขอให้วินิจฉัยคุณสมบัติของนายธนาธร
    • 27 มี.ค. : สำนักข่าวอิศราตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่ามีการแจ้งโอนหุ้นของนายธนาธรเมื่อ 21 มี.ค. 2562 ไม่ตรงกับตราสารหุ้นที่นายธนาธรเปิดเผยต่อสาธารณะ อีกทั้งยังพบว่าการประชุมผู้ถือหุ้น 19 มี.ค. 2562 มีกรรมการ/ผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมจำนวน 10 คน ทั้งที่น่าจะเหลือ 8 คน เนื่องจากนายธนาธรและภรรยาขายหุ้นออกไปแล้ว
    • 29 มี.ค. : นายธนาธรเปิดแถลงข่าวอีกครั้ง ยืนยันขายหุ้นให้มารดาตั้งแต่ 8 ม.ค. ก่อนบริษัทปิดกิจการ เพราะได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป พร้อมนำสื่อมวลชนไปยังบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 7 บนอาคารไทยซัมมิท เพื่อแสดงให้เห็นว่าบริษัทแห่งนี้ปิดกิจการไปแล้ว
    • 2 เม.ย. : นายธนาธรออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊กโดยชี้แจงเรื่องผู้ถือหุ้น 10 คน ว่าเป็นเพราะมารดาได้โอนหุ้นให้หลาน 2 คน ตั้งแต่ 14 ม.ค. 2562 ทำให้การประชุม 19 มี.ค. มีผู้ถือหุ้น 10 คน แต่ยืนยันว่าเขาไม่ได้เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นด้วย
    • 23 เม.ย. : กกต. มีมติแจ้งข้อกล่าวหาต่อนายธนาธร หลังพบว่ามีหลักฐานเบื้องต้นฟังได้ว่าเขาเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัคฯ โดยมีนายศรีสุวรรณ จรรยา เป็นผู้ร้องว่าการถือหุ้นดังกล่าวเข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.
    • 16 พ.ค. : กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า สมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของนายธนาธรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่
    • 23 พ.ค. : ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ รับคำร้องคดีถือหุ้นบริษัทสื่อของนายธนาธรไว้พิจารณา และมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย
    • 2 ก.ย. : นายธนาธรยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้พิจารณายกเลิกคำสั่งที่ให้เขายุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.
    • 4 ก.ย. : ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องของนายธนาธร โดยให้เหตุผลว่า "ยังไม่ปรากฏพฤติการณ์อันเป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เดิม
    • 18 ต.ค. : ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยาน 10 ปาก ในคำร้องที่ให้วินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. ของนายธนาธร ซึ่งเป็นพยานของฝ่ายผู้ถูกร้องทั้งหมด
    • 20 พ.ย. : ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัย เวลา 14.00 น.

    ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวม

    ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

  2. บีบีซีไทยขอนำท่านเข้าสู่การรายงานสด “ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดี "ธนาธร" ถือหุ้นสื่อ”

    นายธนาธร วัย 41 ปี เป็นอดีตนักธุรกิจ เจ้าของฉายา “ไพร่หมื่นล้าน” ที่ตัดสินใจวางมือทางธุรกิจ แล้วร่วมกับเพื่อนอีก 2 คนก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) โดยที่ตัวเขาเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ อันดับ 1 และเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค

    ในการเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งแรก อนค. กลายเป็น “พรรคอันดับ 3” นำ ส.ส. เข้าสภาได้ 80 คน ด้วยคะแนนมหาชนกว่า 6.2 ล้านเสียง

    ถึงขณะนี้ นายธนาธร แกนนำพรรค และพรรคอนาคตใหม่ มีคดีความต่าง ๆ รวมกันแล้ว 25 คดี ตามการเปิดเผยของเลขาธิการพรรคฯ

    แม้คดีการถือครองหุ้นสื่อเป็นกรณีเฉพาะตัวของนายธนาธร และ “ไม่มีผลโดยตรง” ต่อพรรคอายุขวบเศษ แต่การมีหรือไม่มีสถานะในสภาของหัวหน้าพรรคย่อมส่งผลต่อการกำหนดยุทธศาสตร์การเมืองของพรรคอนาคตใหม่