You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.

Take me to the main website

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 10

บีบีซีไทยรายงานสด พระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 10 แห่งบรมราชจักรีวงศ์ ระหว่างวันที่ 4-6 พ.ค. นี้ ครั้งแรกที่จัดขึ้นในรอบ 69 ปี

รายงานสด

  1. เป็น "พระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์"

    พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ ได้กล่าวเวทสรรเสริญเปิดศิวาลัยไกรลาส จบแล้ว กราบบังคมทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศจากพระแท่นมณฑล มีพระสุพรรณบัฏจารึกพระปรมาภิไธย เบญจราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสงราชศัตราวุธ

    จากนั้น ประธานพระครูพราหมณ์ถวายพระพรชัยมงคล โดยเอ่ยประโยคสำคัญเป็นครั้งแรกว่า “ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม...” ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นเป็น “พระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์”

  2. เครื่องราชกกุธภัณฑ์

    เบญจราชกกุธภัณฑ์ หรือสมบัติ 5 อย่าง เป็นของศักดิ์สิทธิ์ประจำองค์พระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งพระครูพราหมณ์ผู้ทำพิธีจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย

    นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าหากของ 5 สิ่งนี้ตั้งอยู่ที่ใด หมายความว่าพระเจ้าแผ่นดินประทับอยู่ที่นั่น

    1. พระมหาพิชัยมงกุฎ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 ทำด้วยทองคำหนัก 7.3 กิโลกรัม และได้ประดับเพชร "พระมหาวิเชียรมณี" ที่ยอดมงกุฎในสมัยรัชกาลที่ 4 ถือเป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะในการปราบดาภิเษกของพระมหากษัตริย์

    2) พระแสงขรรค์ชัยศรี หรืออาวุธที่มีลักษณะเป็นมีดยาวคล้ายดาบ มีคมทั้ง 2 ด้าน ตรงกลางทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นสันนูนคล้ายคมหอก ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งพระอาญาสิทธิ์ในการปกครองแผ่นดิน ในทางพุทธศาสนายังหมายถึงพระปัญญาที่แหลมคมอีกด้วย

    3) ธารพระกร ซึ่งทำจากไม้ชัยพฤกษ์อันเป็นมงคล สื่อความหมายถึงชัยชนะ

    4) วาลวิชนี หมายถึงพัดใบตาลปิดทองและแส้ขนจามรี ซึ่งเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามคติอินเดีย

    5 ) ฉลองพระบาทเชิงงอน หรือรองเท้าที่พระมหาราชครูพราหมณ์จะเป็นผู้สวมถวายทีละข้าง แสดงถึงพระบรมเดชานุภาพที่แผ่ไปทุกแห่งหนที่ได้เสด็จพระราชดำเนินไปถึง

  3. ทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์

  4. พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับใต้พระมหาเศวตฉัตรหรือพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร คือฉัตร 9 ชั้นหุ้มผ้าขาว เป็นเครื่องแสดงพระบรมราชอิสริยยศอย่างหนึ่งของพระมหากษัตริย์ที่ทรงรับพระบรมราชาภิเษกแล้ว และถือเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่สำคัญยิ่งกว่าราชกกุธภัณฑ์อื่น ๆ ใช้ปักหรือแขวนเหนือพระราชอาสน์หรือพระราชบัลลังก์ ตามธรรมเนียมแต่โบราณ หากยังไม่เปลี่ยนรัชกาลจะไม่ลดพระมหาเศวตฉัตรลงเด็ดขาด เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นช่วงเวลาเดียวที่จะมีการลดพระมหาเศวตฉัตรลงมาซ่อมแซมและเปลี่ยนผ้าหุ้มคือเมื่อมีการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเท่านั้น

  5. ประธานพระครูพราหมณ์เปิดศิวาลัยไกรลาส

    พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ ร่ายเวทสรรเสริญเปิดศิวาลัยไกรลาส ซึ่งเป็นเสมือนการชุมนุมเทวดา

  6. เส้นทางที่มาของน้ำอภิเษก

    แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์สำหรับทำ “น้ำอภิเษก”มีจำนวน 108 แหล่งน้ำ ประกอบด้วย แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ของ 76 จังหวัด และน้ำศักดิ์สิทธิ์จากหอศาสตราคมในพระบรมมหาราชวัง

    6 เม.ย. เวลาฤกษ์ 11.52-12.58 น. ทางการของ 76 จังหวัดจัดพิธีพลีกรรมตักน้ำพร้อมกัน ก่อนบรรจุลงในขันน้ำสาคร แล้วนำน้ำศักดิ์สิทธิ์มาเก็บรักษา ณ สถานที่ประกอบพิธีทำน้ำอภิเษกของแต่ละจังหวัด

    8 เม.ย. พิธีทำน้ำอภิเษก และน้ำสรงพระมุรธาภิเษก

    9 เม.ย. บรรจุน้ำอภิเษกและน้ำสรงพระมุรธาภิเษกลงในคนโทน้ำศักดิ์สิทธิ์ และทำพิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษก

    10 เม.ย. อัญเชิญคนโทน้ำศักดิ์สิทธิ์ รวม 85 ใบ มาเก็บรักษาที่กระทรวงมหาดไทย

    12 เม.ย. เวลาฤกษ์ 14.09 น. จัดพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์จากหอศาสตราคมในพระบรมมหาราชวัง โดยบรรจุลงในคนโทน้ำศักดิ์สิทธิ์ และนำมาเก็บรักษาที่กระทรวงมหาดไทยในวันเดียวกัน โดยไม่มีพิธีทำน้ำอภิเษก

    18 เม.ย. เวลา 08.30 น. เคลื่อนริ้วขบวนอัญเชิญคนโทน้ำอภิเษก จำนวน 86 ใบ จากกระทรวงมหาดไทยไปยังวัดสุทัศนเทพวราราม เวลา 17.19-21.30 น. จัดพิธีเสกน้ำอภิเษกรวม โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายกรัฐมนตรีเป็นประธานฝ่ายฆราวาส เพื่อจัดทำน้ำสรงอภิเษก ประกอบด้วย น้ำพระพุทธมนต์ และน้ำเทพมนต์

    19 เม.ย. เวลา 07.30 น. จัดริ้วขบวนแห่เชิญคนโทน้ำอภิเษก จำนวน 86 ใบ จากวัดสุทัศนเทพวราราม ไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

  7. ในหลวงทรงรับน้ำอภิเษก

    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 10 ทรงรับน้ำอภิเษกจากพระอนุวงศ์ ประมุขฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ และราชบัณฑิต รวม 8 คน ประจำทิศทั้งแปด ดังนี้

    ทิศบูรพา (ตะวันออก) พล.ร.อ. หม่อมเจ้า ปุสาณ สวัสดิวัตน์

    ทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) หม่อมเจ้ามงคลเฉลิม ยุคล

    ทิศทักษิณ (ใต้) พล.ท. หม่อมเจ้าเฉลิมศึก ยุคล

    ทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี

    ทิศประจิม (ตะวันตก) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

    ทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

    ทิศอุดร (เหนือ) นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา

    ทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) นายจรัส สุวรรณเวลา ราชบัณฑิต

    พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล และทูลเกล้าฯ ถวายน้ำอภิเษกสาหรับทิศกลาง

    ขั้นตอนตามพระราชพิธี เริ่มต้นจากกราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคลก่อนทูลเกล้าฯ ถวายน้ำอภิเษก

    ส่วนพิธีถวายน้ำอภิเษก ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อ พ.ศ. 2493 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนสมาชิกรัฐสภา ประจำทิศทั้ง 8 ถวายน้ำอภิเษก จากแต่เดิมที่เป็นราชบัณฑิตและพราหมณ์ อันเป็นนัยแสดงถึงพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย

    หนึ่งในบุคคลที่ปรากฏชื่อตามหนังสือประมวลความรู้พระราชพิธีบรมราชาภิเษก กระทรวงวัฒนธรรม ได้แก่ นายควง อภัยวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในสมัยนั้น

  8. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็น “บรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์”

    เวลา 11.39 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็น “บรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์” ซึ่งเป็นเครื่องทรงเต็มยศสำหรับพระมหากษัตริย์ เว้นเสียแต่ยังไม่ทรงพระมหามงกุฏ

    จากนั้นเสด็จเข้าพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ประทับเหนือพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ทำจากไม้มะเดื่ออันเป็นมงคล ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร หรือฉัตร 9 ชั้น เพื่อทรงรับน้ำอภิเษก ซึ่งเป็นการรดน้ำที่พระหัตถ์

    "อภิเษก" หมายถึงการรดน้ำ โดยในขั้นตอนนี้เป็นเสมือนผู้น้อยรดน้ำอวยพรผู้ใหญ่ แสดงถึงการที่พสกนิกรยอมรับพระมหากษัตริย์ที่เสด็จขึ้นครองราชย์ จึงมีการใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์จาก 76 จังหวัด รวม 108 แหล่ง จากทั่วราชอาณาจักร ซึ่งเป็นตัวแทนของพสกนิกรทั่วประเทศ

  9. ประเทศไหนยังมีพิธีราชาภิเษกอยู่บ้าง?

    รอบทศวรรษที่ผ่านมา สถาบันกษัตริย์หลายประเทศมีการ “ผลัดแผ่นดิน” แต่ปัจจุบันนี้ชาติไหนในโลกบ้าง ที่ยังมีกษัตริย์เป็นองค์ประมุข และยังมีพิธีราชาภิเษกในทำนองเดียวกับที่กำลังจะจัดขึ้นในไทย ?

  10. พระราชพิธีสรงพระมุรธาภิเษกสองรัชกาล

  11. พิธีสรงพระมุรธาภิเษก หมายถึงการยกให้หรือแต่งตั้งให้เป็นใหญ่

  12. พระราชพิธีสรงพระมุรธาภิเษกสมัย ร.9

    สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เป็นผู้ถวายน้ำเทพมนต์ด้วยพระครอบพระกริ่งที่พระปฤษฎางค์ และพระครอบยันตรนพคุณที่พระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช บรมนาถบพิตร

  13. ยิงสลุตเอาฤกษ์เอาชัย

    ในขั้นตอนการไขสหัสธารา ได้มีการยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติโดยใช้ปืนใหญ่โบราณพระมหาฤกษ์ พระมหาชัย มหาจักร และมหาปราบยุค นอกจากนี้ในขั้นตอนการทูลเกล้าฯ ถวายพระสุพรรณบัฏ ถวายเบญจราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์ เครื่องขัตติยราชูปโภค และพระแสง จะมีการยิงสลุตหลวงอีกครั้งหนึ่ง

  14. สมเด็จพระสังฆราชถวายน้ำพระพุทธมนต์

  15. เส้นทางที่มาของน้ำสรงพระมุรธาภิเษก

    น้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่มาของ “น้ำสรงพระมุรธาภิเษก” ที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของรัชกาลปัจจุบัน มาจากแหล่งน้ำ 2 แหล่ง

    1. แม่น้ำอันบริสุทธิ์ 5 สายในไทย เรียกว่า “เบญจสุทธคงคา” ซึ่งเป็นการสมมติให้เป็นเสมือนแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ในอินเดียหรือ "ปัญจมหานที" ตามคติพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งเบญจสุทธคงคาของไทยนั้นได้แก่

    • แม่น้ำบางปะกง ตักที่บึงพระอาจารย์ ต.พระอาจารย์ อ.องครักษ์ จ.นครนายก
    • แม่น้ำป่าสัก ตักที่บ้านท่าราบ ต.ต้นตาล อ.เสาไห้ จ.สระบุรี
    • แม่น้ำเจ้าพระยา ตักที่บริเวณปากคลองบางแก้ว ต.บางแก้ว อ.เมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง
    • แม่น้ำราชบุรี ตักที่บริเวณสามแยกคลองหน้าวัดดาวดึงษ์ ต.บางช้าง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
    • แม่น้ำเพชรบุรี ตักบริเวณท่าน้ำวัดท่าไชยศิริ ต.สมอพลือ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี

    2. สระศักดิ์สิทธิ์ 4 แห่ง ตั้งอยู่ที่ จ. สุพรรณบุรี ซึ่งใช้เป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ในการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ได้แก่

    • สระเกษ
    • สระแก้ว
    • สระคา
    • สระยมนา

    ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศอินเดียในปี 2415 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำน้ำจากปัญจมหานทีกลับมายังประเทศไทยด้วย ซึ่งได้ใช้เจือในน้ำสรงพระมุรธาภิเษก ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เมื่อปี 2416

    นับแต่รัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา ได้มีการเพิ่มน้ำศักดิ์สิทธิ์จากพระมหาเจดียสถานสำคัญในพุทธศาสนาจากทั่วราชอาณาจักร รวมทั้งจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ในทุกจังหวัด

    ในรัชกาลที่ 10 นี้ ได้โปรดเกล้าฯ ให้งดใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์จาก “ปัญจมหานที” จึงเหลือน้ำศักดิ์สิทธิ์จาก 2 แหล่งเท่านั้น

  16. ทรงฉลองพระองค์ “พระภูษาเศวตพัสตร์”

  17. เริ่มพิธี “สรงน้ำศักดิ์สิทธิ์”

    เวลา 10.22 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฉลองพระองค์ “พระภูษาเศวตพัสตร์” (นุ่งขาวห่มขาว) เสด็จขึ้นสู่มณฑปพระกระยาสนาน เพื่อเข้าพิธีสรงพระมุรธาภิเษก หรือการอาบน้ำตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ชำระล้างพระวรกายให้บริสุทธิ์

    พล.อ.อ. สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวัง เป็นผู้เปิดพระครอบพระมุรธาภิเษกถวาย แล้วทรงวักน้ำจากพระครอบพระมุรธาภิเษกสรงพระนลาฏ (หน้าผาก)

    จากนั้นเลขาธิการพระราชวังเป็นผู้ไข “สหัสธารา” ซึ่งหมายถึงสายน้ำนับพันสายจากสรวงสวรรค์ให้รดลงเหนือพระเศียร โดยมีความเชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ทวยเทพ "สรงพระมุรธาภิเษก" หมายถึงการยกให้หรือแต่งตั้งให้เป็นใหญ่โดยการทำพิธีรดน้ำตามคติความเชื่อของพราหมณ์

    เมื่อสรงสหัสธาราแล้ว สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก รวมทั้งพระอนุวงศ์ ถวายน้ำพระพุทธมนต์ ส่วนพราหมณ์ถวายน้ำเทพมนต์

  18. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินี เสด็จพระราชดำเนินถึงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย แล้ว

    เมื่อเวลา 09.57 น.สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระบรมมหาราชวัง และเสด็จเข้าพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย แล้วเสด็จไปยังพระที่นั่งบุษบกมาลา ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารรัชกาลที่ 1-9

  19. พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 3 พ.ค.

    วานนี้ (3 พ.ค.) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระราชินี ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เสด็จไปทรงนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระรัตนตรัย และถวายบังคมพระบรมอัฐิและพระอัฐิ จุดเทียนชัย พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ประกาศการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย หอพระธาตุมณเฑียร พระที่นั่งไพศาลทักษิณ

  20. รอคอยด้วยรอยยิ้ม