You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.

Take me to the main website

ประชุมสุดยอดทรัมป์-คิม: ลงนามข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์

บีบีซีไทยรายงานสดการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ จากเกาะเซนโตซา ของสิงคโปร์

รายงานสด

  1. ใครไม่อยู่ที่นี่บ้าง 1

    ประเทศที่มีอิทธิพลมากต่อเกาหลีเหนือก็คือ จีน ซึ่งให้ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจแก่เกาหลีเหนือมานาน และเป็นไปได้ว่าจีนต้องยอมรับสิ่งที่นายคิมบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ไปโดยปริยาย

    ก่อนหน้าการพบกันระหว่างเขากับผู้นำเกาหลีใต้ นายคิมก็เดินทางไปเยือนปักกิ่งก่อน นับเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่รับตำแหน่งผู้นำประเทศ ซึ่งแสดงว่าเขาต้องการการสนับสนุนจากจีนอยู่มาก

    นอกจากนี้คิมก็เดินทางมาสิงคโปร์ด้วยเครื่องบินของจีน และก่อนมาสิงคโปร์ก็เดินทางไปจีนก่อน

  2. ทรัมป์-คิม เผชิญหน้าในการหารือยก 2

    นายโดนัลด์ ทรัมป์ และนายคิม จอง อึน เริ่มภารกิจใน "ยกสอง" เพื่อหารือแบบทวิภาคีเต็มคณะในเวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ผู้นำทั้งสองชาติจับมือกันอีกครั้ง

    นายทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อขาวที่รออยู่ ถึงผลหารือยกแรกแบบ “ตัวต่อตัว” ว่า “ดี ดีมาก ๆ” และ “ความสัมพันธ์มันยอดเยี่ยมมาก”

    ฝ่ายสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ ประกอบด้วย นายไมค์ ปอมเปโอ รมต.ต่างประเทศ, นายจอห์น เคลลี รมต.กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ, และนายจอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง

    ฝ่ายเกาหลีเหนือ ภายใต้การนำของนายคิม ประกอบด้วย พล.อ. คิม ยอง ชอล รองประธานคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ (WPK), นายรี ยอง โฮ รมต.ต่างประเทศ และนายรี ซูยอง อดีต รมต.ต่างประเทศ

  3. การหารือกันแบบตัวต่อตัวเสร็จสิ้นลงแล้ว

    คิม และทรัมป์ ใช้เวลา 35 นาที ในการหารือกันแบบตัวต่อตัว ก่อนเข้าร่วมในการประชุมทวิภาคีแบบเต็มคณะ

  4. ทำไมการประชุมสุดยอด ทรัมป์-คิม จึงเป็นเหตุการณ์ที่โลกรอคอย

    ในทางการทูตแล้วถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญใหญ่หลวงมากทีเดียว โดยการประชุมสุดยอดครั้งนี้อาจจะนำมาซึ่งคำตอบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทั้งสองจะเจรจากันเรื่องอะไร?

    การพบปะกันครั้งนี้จะทำให้โลกมีความมั่นคงปลอดภัยขึ้นหรือไม่?จะส่งผลอย่างไรต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเกาหลีเหนือ?ทั้งทรัมป์และคิมจะได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพหรือไม่?กีฬาสเกตน้ำแข็งเข้ามาเกี่ยวอะไรด้วย?

    หาคำตอบได้ที่ รายงานพิเศษในรูปแบบชอร์ตแฮนด์ (Shorthand) ซึ่งจะอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยภาพและกราฟฟิก ที่เข้าใจง่ายในแบบบีบีซี

    อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ทรัมป์พบคิม: การประชุมสุดยอดที่โลกรอคอย

  5. เกาหลีใต้พูดว่าอะไรบ้าง

    ช่วงเช้าวันนี้ นายมุน แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้ทวีตข้อความหลายครั้ง โดยระบุว่าหวังว่าจะการประชุมสุดยอดครั้งนี้จะได้รับการมองว่าเป็น "หลักไมล์ทางประวัติศาสตร์เปลี่ยนสงครามเป็นสันติภาพ"

    อย่างไรก็ตาม เขาก็ชี้ด้วยว่าประเด็นเรื่องนิวเคลียร์ไม่สามารถจะแก้ไขด้วยการประชุมสุดยอดเพียงครั้งเดียว อาจจะต้องใช้เวลาหนึ่ง หรือสองปี หรือนานกว่านั้นที่จะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด

    ในทวิตเตอร์ของสำนักข่าวยอนฮัปของเกาหลีใต้ ประธานาธิบดีมูน แจ อิน กำลังติดตามการถ่ายทอดสด

  6. นาทีประวัติศาสตร์ "จับมือเพื่อสันติภาพ"

    ชมวินาทีประวัติศาสตร์ การจับมือระหว่าง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ และนายคิม จอง อึนผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ

    ต่อจากนี้ ทั้งผู้นำทั้งสองจะเริ่มหารือกันแบบตัวต่อตัว โดยมีเพียงล่ามฝ่ายละหนึ่งคนอยู่ในห้องประชุมด้วยเท่านั้น

  7. ทรัมป์: ผมรู้สึกเป็นเกียรติ, คำพูดของสองผู้นำก่อนการประชุมตัวต่อตัว

    นายโดนัลด์ ทรัมป์: "ผมรู้สึกยอดเยี่ยมมาก เรากำลังจะเริ่มการหารือที่ยิ่งใหญ่ และผมคิดว่าจะประสบความสำเร็จอย่างดีมาก มันจะต้องประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ และผมรู้สึกเป็นเกียรติและเราจะมีความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมต่อกัน ซึ่งผมไม่สงสัยในเรื่องนี้เลย"

    นายคิม จอง อึน (ผ่านล่าม): "มันไม่ง่ายเลยที่จะมาถึงตรงนี้ อดีต...และการตัดสินและการปฏิบัติต่อที่ไม่เป็นธรรมเป็นอุปสรรคของการก้าวไปข้างหน้า แต่เราได้ก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดและมาอยู่ที่นี่ในวันนี้"

  8. ก่อนจะถึงการจับมือเพื่อสันติภาพ ทรัมป์-คิม

    ย้อนหลังไปเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ภาพประวัติศาสตร์แห่งการจับมือเพื่อสันติภาพได้เกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่นำมาสู่เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในวันนี้ โดยในครั้งนั้น นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ได้จับมือกับนายมุน แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ในเขตปลอดทหาร ระหว่างชายแดนของสองเกาหลี ซึ่งการประชุมครั้งนั้น คาดว่าจะนำไปสู่การยุติสงครามบนคาบสมุทรเกาหลีในอนาคต

  9. บรรยากาศที่ชุมชนชาวเกาหลีในสิงคโปร์ ยินดีนาทีทรัมป์-คิม จับมือ

    ชุมชนชาวเกาหลีใต้ในสิงคโปร์ ร่วมกันชมการถ่ายทอดสดการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ พวกเขาหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเกิดสันติภาพ : ทวิตเตอร์ของลอร์รา บิกเกอร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซี

  10. ทรัมป์-คิม จับมือเพื่อสันติภาพ

    เมื่อเวลา 09.05 น. ในเวลาท้องถิ่นที่สิงคโปร์ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีใต้ ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการพบหารือกัน โดยทั้งสอง จับมือกันก่อนเพื่อให้สือมวลชนถ่ายภาพก่อนการประชุมต่อตัวตัว ภายในโรงแรมคาเปลลา ซึ่งเป็นโรงแรมหรูในระดับห้าดาวบนเกาะเซนโตซา ของสิงคโปร์

    คาดว่าการหารือในวันนี้จะใช้เวลาประมาณ 45 นาที โดยที่กำหนดการประชุมของผู้นำทั้งสองยังคงเป็นความลับ อย่างไรก็ตาม การหารือจะเริ่มต้นขึ้นแบบ “ตัวต่อตัว” โดยมีเพียงล่ามฝ่ายละหนึ่งคนอยู่ในห้องประชุม ต่อมาในเวลา 10.00 น. จะมีการหารือแบบทวิภาคีเต็มคณะ ในเวลา 11.30 น. ผู้นำทั้งสองชาติร่วมรับประทานอาหารกลางวัน โดยมีรายงานว่านายคิมจะเดินทางกลับเกาหลีเหนือในเวลา 14.00 น. ส่วนนายทรัมป์จะเดินทางกลับสหรัฐฯ เวลา 19.00 น.

    ในการประชุมครั้งนี้ทางการเกาหลีเหนือแจ้งเจตจำนงที่จะปลดอาวุธนิวเคลียร์ แต่ยังไม่แน่ชัดว่าการยุติโครงการนิวเคลียร์จะประสบความสำเร็จ อย่างไร หรือสิ่งที่เกาหลีเหนือต้องการคืออะไร

    อะไรคือ ประเด็นสำคัญ?

    ประเด็นหลักของการเจรจาสันติภาพครั้งนี้ จะเน้นในเรื่องการปลดอาวุธและโครงการนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลีแล้ว โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ทวีตข้อความก่อนหน้าว่า "เกาหลีเหนือต้องปลดอาวุธนิวเคลียร์ หากไม่ปฏิบัติเช่นนั้น ถือเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้"

    ทางการเกาหลีมีความคาดหวังอย่างยิ่งที่ผลการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือต้องการที่จะมุ่งการสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยในการพัฒนาประเทศ โดยคาดว่า เกาหลีเหนือต้องการการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ และการลงทุนจากต่างประเทศ

  11. , นาทีประวัติศาสตร์ ทรัมป์-คิม จับมือเริ่มต้นการประชุม

    สองสามเดือนก่อนหน้านี้ไม่มีใครคิดว่าภาพการจับมือทั้งสองผู้นำจะเกิดขึ้นได้

    เป็นนาทีประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง แต่ว่ามันมีความหมายอย่างไรต่อโลก ซึ่งก็จะต้องดูกันต่อไป

  12. ภาพแรกทรัมป์ถึงที่ประชุมบนเกาะเซนโตซา

  13. ภาพจากเกาหลีใต้

    ภาพจากเกาหลีใต้ ชาวเกาหลีใต้ชมการถ่ายทอดสดการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างผู้นำสหรัฐฯ เกาหลีเหนือ

  14. ประเด็นหลักการพูดคุยในวันนี้เน้นที่เรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ, แต่ใครจะมีอาวุธนิวเคลียร์มากกว่ากัน

    ข้อมูลของสหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกันระบุว่าอาวุธนิวเคลียร์ในโลกนี้ราว 93% เป็นของสหรัฐฯ และรัสเซีย ทั้งสองประเทศมีหัวรบนิวเคลียร์ราว 4,000 หัวรบ ฝรั่งเศสมีราว 300 หัวรบ ตามด้วยจีนที่มีราว 270 หัวรบ อังกฤษ 215

    แต่ไม่มีใครรู้ว่าเกาหลีเหนือมีอยู่เท่าไรกันแน่ สหพันธ์ฯ คาดว่าอาจจะอยู่ราว 20 หัวรบ

    การที่ไม่รู้ว่ามีอยู่เท่าไรนี้เองเป็นปัญหาหนึ่งในการเจรจาครั้งนี้

  15. 65 วันสู่เส้นทางพบกันครั้งประวัติศาสตร์

    การพบปะกันระหว่างสองผู้นำถูกประกาศครั้งแรกในเดือน มี.ค. หลังจากนั้นก็มีสัญญาณ "บวก" สลับ "ลบ" เป็นระยะ ๆ จากการเปิดวิวาทะของสองชาติ

    • 8 มี.ค. ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยว่าเกาหลีเหนือเชิญผู้นำสหรัฐฯ ไปพบปะกัน ซึ่งนายทรัมป์ตอบรับผ่านทวิตเตอร์ โดยระบุว่า “การประชุมครั้งนี้ถูกเตรียมการแล้ว”
    • เม.ย. เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสองประเทศ “ประชุมลับ” เพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดผู้นำสองชาติ
    • 10 พ.ค. นายทรัมป์ประกาศว่าการพูดคุยกับนายคิมจะเกิดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ในวันที่ 12 มิ.ย.
    • 24 พ.ค. นายทรัมป์ระบุในจดหมายที่ส่งถึงนายคิมว่าเกาหลีเหนือแสดงความโกรธแค้นไม่พอใจและแสดงความเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยกับสหรัฐฯ "รู้สึกว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมในตอนนี้ที่จะร่วมการประชุมที่วางแผนมานาน" ขณะที่รัฐบาลเปียงยางระบุว่าเป็นการตัดสินใจที่ "ไม่คาดคิด" มาก่อน เป็นเรื่อง "น่าเสียดายยิ่ง" พร้อมระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ว่าปรารถนาจะได้นั่งพูดคุยกัน ไม่ว่าเมื่อไรและในรูปแบบไหนก็ตาม
    • 25 พ.ค. นายทรัมป์ทวีตข้อความว่า "เรากำลังพูดคุยอย่างมีประสิทธิภาพกับเกาหลีเหนือเกี่ยวกับเรื่องที่จะรื้อฟื้นการประชุม ซึ่งถ้าจะมีการประชุมก็คาดว่าจะเป็นวันเดิม 12 มิ.ย. ที่สิงคโปร์ แต่ถ้าจำเป็นก็จะมีการเลื่อนวันออกไป"
    • 1 มิ.ย. พล.อ. คิม ยอง ชอล รองประธานคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ (WPK) ซึ่งถือเป็น "มือขวา" ของนายคิมมาเยือนทำเนียบขาว พร้อมนำซองจดหมายสีขาวขนาดใหญ่ของนายคิมมาส่งมอบให้นายทรัมป์
    • 6 มิ.ย. โฆษกทำเนียบขาวเปิดเผยว่าสถานที่หารือนัดประวัติศาสตร์ของสองผู้คือ โรงแรมคาเปลลา บนเกาะเซนโตซา ประเทศสิงคโปร์
    • 12 มิ.ย. นัดหมายประชุมสุดยอดระหว่างนายทรัมป์กับนายคิมที่ประเทศสิงคโปร์
  16. ประเด็นหลักการพูดคุยในวันนี้เน้นที่เรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ, แต่ใครจะมีอาวุธนิวเคลียร์มากกว่ากัน

    ข้อมูลของสหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกันระบุว่าอาวุธนิวเคลียร์ในโลกนี้ราว 93% เป็นของสหรัฐฯ และรัสเซีย ทั้งสองประเทศมีหัวรบนิวเคลียร์ราว 4,000 หัวรบ ฝรั่งเศสมีราว 300 หัวรบ ตามด้วยจีนที่มีราว 270 หัวรบ อังกฤษ 215

    แต่ไม่มีใครรู้ว่าเกาหลีเหนือมีอยู่เท่าไรกันแน่ สหพันธ์ฯ คาดว่าอาจจะอยู่ราว 20 หัวรบ

    การที่ไม่รู้ว่ามีอยู่เท่าไรนี้เองเป็นปัญหาหนึ่งในการเจรจาครั้งนี้

  17. บริเวณที่ทรัมป์และคิมจะจับมือกัน

    เจนนิเฟอร์ จาร์คอบส์ ผู้สื่อข่าวบลูมเบิร์ก ทวีตภาพบริเวณที่ผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ จะใช้เป็นสถานที่จับมือกันสั้น ๆ

  18. สองผู้นำเผชิญหน้าใน รร. ห้าดาว

    การพบปะกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับนายคิม จอง อึน เกิดขึ้นที่โรงแรมคาเปลลา บนเกาะเซนโตซา

    โรงแรมหรูระดับห้าดาวแห่งนี้มีห้องพักรวม 112 ห้อง บนเนื้อที่เกือบ 76 ไร่ ได้รับการออกแบบโดยนายนอร์แมน ฟอสเตอร์ สถาปนิกชื่อดังชาวอังกฤษ โดยมีการนำรูปแบบอาคารในยุคอาณานิคมมาใช้ ซึ่งทางโรงแรมได้บอกถึงเอกลักษณ์ของโรงแรมว่าเป็นสถานที่ที่ "ความเก่าและใหม่มาผสมผสานกันในแบบที่หรูหรา"

    ทุกห้องพักถูกจับจองเต็มโดย "เจ้าหน้าที่" เพื่อทำภารกิจครั้งประวัติศาสตร์ และไม่มีห้องว่างสำหรับนักท่องเที่ยวไปจนถึงวันที่ 15 มิ.ย. นี้

  19. ทรัมป์ถึงที่ประชุมบนเกาะเซนโตซาแล้ว

    ขบวนรถของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางถึงที่ประชุมสุดยอดบนเกาะเซนโตซาแล้ว ส่วนขบวนรถของผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ อยู่ระหว่างเดินทาง

  20. ตัวต่อตัว

    ทั่วโลกกำลังรอดูรอฟังนาทีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เผชิญหน้ากับนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ พวกเขาจะทักทายกันอย่างไร

    ขณะที่กำหนดการประชุมสุดยอดนัดประวัติศาสตร์ถูกเผยแพร่โดยทำเนียบขาว มีรายละเอียด ดังนี้

    09.15 น. ประธานาธิบดีทรัมป์ จะหารือกับนายคิม แบบ “ตัวต่อตัว” โดยมีเพียงล่ามฝ่ายละหนึ่งคนอยู่ในห้องประชุม

    10.00 น. หารือแบบทวิภาคีเต็มคณะ

    11.30 น. ผู้นำทั้งสองชาติร่วมรับประทานอาหารกลางวัน

    โดยมีรายงานว่านายคิมจะเดินทางกลับเกาหลีเหนือในเวลา 14.00 น. ส่วนนายทรัมป์จะเดินทางกลับสหรัฐฯ เวลา 19.00 น.