ประท้วงใหญ่ในคิวบา การลุกฮือของประชาชนครั้งใหญ่หลังการปฏิวัติของฟิเดล คาสโตร

    • Author, ลิโอแมน ลิมา
    • Role, บีบีซี นิวส์ มุนโด
  • Published

คิวบากำลังตกอยู่ในภาวะระส่ำระสายหลังประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาลคอมมิวนิสต์ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี

ประชาชนนับหมื่นออกมาเดินขบวนตามท้องถนนในหลายเมืองของคิวบา เมื่อ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา พร้อมกับร้องตะโกนว่า "เสรีภาพ และ "เผด็จการจงพินาศ"

ที่ผ่านมา มักไม่ค่อยได้เห็นการชุมนุมประท้วงในคิวบา เนื่องจากฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมักถูกปิดปาก แต่นั่นก็ไม่อาจยับยั้งประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวแสดงพลังได้

"เราไม่กลัว เราต้องการความเปลี่ยนแปลง เราไม่ต้องการระบอบเผด็จการอีกต่อไป" ผู้ประท้วงรายหนึ่งบอกกับบีบีซี

อะไรคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนคิวบาออกมาประท้วงในครั้งนี้

1. วิกฤตโควิด

ดูเหมือนว่าการประท้วงเมื่อวันที่ 11 ก.ค. เป็นผลมาจากความไม่พอใจสะสมของประชาชนที่เดือดร้อนจากวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตด้านสาธารณสุข โดยการระบาดของโควิด-19 และมาตรการทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลใช้ได้สร้างความยากลำบากให้แก่ชาวคิวบามากขึ้นทุกขณะ

แม้ก่อนหน้านี้คิวบาควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้ในปี 2020 แต่การติดเชื้อได้พุ่งพรวดขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาสร้างความไม่พอใจอย่างมากในหมู่ประชาชน

โดยเมื่อวันที่ 11 ก.ค. ทางการคิวบารายงานยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ 6,750 คน และผู้เสียชีวิตจากไวรัสชนิดนี้ 31 คน แต่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลหลายกลุ่มระบุว่าตัวเลขที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้มาก

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คิวบามียอดผู้ติดเชื้อรายวันและยอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สูงทุบสถิติ จนทำให้สถานพยาบาลต่าง ๆ เข้าใกล้จุดล่มสลาย

ทีมข่าวบีบีซีได้พูดคุยกับชาวคิวบาหลายคนที่เล่าว่าญาติพี่น้องของพวกเขาต้องเสียชีวิตอยู่ที่บ้าน โดยไม่ได้รับการรักษาที่จำเป็น

หนึ่งในนั้นคือ ลิสเวลิส เอเชนิก ซึ่งเล่าว่าพี่ชายวัย 35 ปีของเธอ เสียชีวิตที่บ้านเพราะโรงพยาบาลไม่มีเตียงว่างให้เขา

ขณะที่ เลเนียร์ เปรเซ บอกว่าภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ของเขาได้เสียชีวิตลง เพราะสิ่งที่เขามองว่าเป็น "ความประมาทเลินเล่อทางการแพทย์"

ในโลกโซเชียลมีเดียก็มีการติดแฮชแท็ก #SOSCuba ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อขอให้ต่างชาติส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในภาวะปัจจุบันที่คนคิวบามองว่าเป็นสถานการณ์วิกฤต นอกจากนี้ยังมีการเผยแพร่ภาพคนไข้ล้นโรงพยาบาลหลายแห่งทางซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากทางออนไลน์

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีมิเกล ดิอาซ-กาเนล ระบุว่าสถานการณ์โควิดในปัจจุบันของคิวบามีความรุนแรงพอ ๆ กับประเทศอื่น ๆ พร้อมทั้งเน้นย้ำเรื่องที่ว่าคิวบาได้ผลิตวัคซีนต้านโควิดขึ้นใช้เองในประเทศ (แต่การจัดฉีดให้แก่ประชาชนยังคงมีอยู่อย่างจำกัดในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ)

2. ปัญหาเศรษฐกิจ

การที่ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญของคิวบา ต้องเผชิญภาวะชะงักงันจากวิกฤตโควิด ก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพเศรษฐกิจ และการดำเนินชีวิตของประชาชน

ปัญหาดังกล่าวยังถูกซ้ำเติมด้วยภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ปัญหาไฟฟ้าดับ และปัญหาขาดแคลนอาหาร ยารักษาโรค และสินค้าพื้นฐานต่าง ๆ

นักเศรษฐศาสตร์หลายคน อาทิ เปเวล วิลดาล จากมหาวิทยาลัยปอนติฟิเซีย ฮาวีเรียนา ในโคลอมเบีย ประเมินว่าราคาสินค้าในคิวบาอาจพุ่งสูงขึ้น 500% - 900% ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

นับตั้งแต่ปีที่แล้ว รัฐบาลคิวบาได้เปิดร้านค้าที่ชาวคิวบาสามารถเข้าไปซื้ออาหารและสินค้าจำเป็นต่าง ๆ ที่กำลังขาดแคลนในประเทศ โดยใช้เงินสกุลต่างชาติ

แต่มาตรการดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวบ้าน ซึ่งถือเงินเปโซของคิวบา

การที่คนคิวบาต้องเข้าคิวยาวเหยียดเพื่อรอซื้อสินค้าทั่วไป เช่น น้ำมันประกอบอาหาร สบู่ หรือไก่ ได้กลายเป็นภาพที่เห็นชินตาในช่วงการระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้ ในหลายจังหวัดยังเริ่มขายขนมปังที่ทำจากฟักทอง เพราะขาดแคลนแป้งสาลี

ในขณะที่ยารักษาโรคทั่วไปได้กลายเป็นของหายากตามร้านขายยาและโรงพยาบาล

ชาวคิวบาที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีเมื่อสัปดาห์ก่อนเล่าว่า ศูนย์การแพทย์บางแห่งเริ่มไม่มียาแอสไพริน ขณะเดียวกันก็พบการระบาดของโรคหิด และโรคติดเชื้ออื่น ๆ ที่นี่

เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลคิวบาระบุว่าจะให้ธนาคารต่าง ๆ ระงับการรับฝากเงินสดสกุลดอลลาร์สหรัฐชั่วคราว โดยเงินดังกล่าวเป็นสกุลหลักที่คนคิวบาได้รับจากการที่ครอบครัวส่งเงินมาให้จากต่างประเทศ

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมองว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นมาตรการจำกัดเงินตราสหรัฐฯ ที่รุนแรงที่สุดของคิวบา นับตั้งแต่สมัยรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีฟิเดล คาสโตร

รัฐบาลให้เหตุผลการตัดสินใจดังกล่าวว่า เพื่อตอบโต้การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่จำกัดความสามารถในการใช้เงินคิวบาในต่างประเทศ

โดยในการถ่ายทอดทางโทรทัศน์เมื่อวัน 11 ก.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีดิอาซ-กาเนลระบุว่า นี่คือ "ปัญหาสำคัญที่คุกคามสุขภาพและการพัฒนาประชาชนของเรา"

3. การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

ก่อนหน้าการประท้วงเมื่อวันที่ 11 ก.ค. ซึ่งถือเป็นการประท้วงใหญ่ที่สุดในคิวบา นับแต่การปฏิวัติของฟิเดล คาสโตร ได้เคยเกิดการประท้วงขึ้นในเดือน ส.ค. ปี 1994 ที่ถนนเลียบชายหาดมาเลกอน ในกรุงฮาวานา โดยที่ขณะนั้นคนคิวบาส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในเมืองหลวงของประเทศ

เกือบ 30 ปีให้หลัง ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่างแตกต่างจากในครั้งนั้นมาก

ในยุคการปกครองของอดีตประธานาธิบดีราอูล คาสโตร คิวบาได้เริ่มเดินไปตามแนวคิดเสรีนิยมมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การเปิดให้ประชาชนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น

นับตั้งแต่นั้น คนคิวบาก็หันมาใช้โซเชียลมีเดียเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาล

ปัจจุบัน ประชาชนจำนวนมาก ส่วนใหญ่คือคนหนุ่มสาว สามารถเข้าถึงเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ซึ่งพวกเขาใช้เป็นช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทั้งจากรัฐ และสื่อมวลชนอิสระ

ขณะเดียวกัน โซเชียลมีเดียเหล่านี้ยังกลายเป็นพื้นที่สำหรับศิลปิน ผู้สื่อข่าว และปัญญาชนในการเรียกร้องสิทธิของพวกเขา และเรียกร้องให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุมประท้วง

โดยการจัดประท้วงครั้งล่าสุดนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางสื่อสารและเผยแพร่ข่าว

รัฐบาลคิวบาระบุว่า "ศัตรูของการปฏิวัติ" ได้ใช้โซเชียลมีเดียในการสร้าง "กลยุทธ์ทำลายเสถียรภาพ" ตามตำราของซีไอเอ

ในขณะที่คิวบากำลังเผชิญกับวิกฤตรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน ประชาคมโลกต่างเฝ้าดูว่ารัฐบาลและประชาชนคิวบาจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อไป