You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เหยียดเอเชีย : จากนักโทษคดีพยายามฆ่าสู่ผู้นำเคลื่อนไหวต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐฯ
เมื่อเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว หญิงชาวจีนวัย 89 ปี ถูกทำร้ายและจุดไฟเผา ในย่านบรุกลิน ของนครนิวยอร์ก ที่เธออาศัยอยู่
ไม่นาน ข่าวนี้ก็ไปถึงหู "ไชนา แม็ค" (China Mac) แร็ปเปอร์ชาวอเมริกันเชื้อสายจีน
แม็ค ซึ่งมีชื่อจริงว่า เรมอนด์ ยู ตัดสินใจว่าเขาจะไม่ยอมทนต่อเหตุการณ์ลักษณะนี้อีกต่อไป
"นี่บ้านผม มันเกิดขึ้นตรงนี้ที่บรุกลิน ผมดูคลิปผู้หญิงคนนี้พูดภาษาจีนกวางตุ้ง ซึ่งคือภาษาผม ผมเจ็บช้ำมาก อยากจะทำอะไรสักอย่าง"
ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 เริ่มขึ้น มีกรณีการทำร้ายชาวเอเชียตะวันออกที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นมาก กลุ่ม Stop AAPI Hate ซึ่งบันทึกกรณีการเลือกปฏิบัติต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียและคนที่มาจากหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ระบุว่ามีการรายงานเหตุในลักษณะนี้ 2,808 ครั้งตั้งแต่การระบาดใหญ่เริ่มขึ้นจนถึงสิ้นปีที่แล้ว
แม็ค จัดการประท้วงชื่อ "They Can't Burn Us All" หรือ "พวกเขาไม่สามารถจุดไฟเผาพวกเราทั้งหมดได้" ทั่วประเทศท่ามกระแสต่อต้านชาวเอเชียที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
นี่เป็นเส้นทางชีวิตอันน่าเหลือเชื่อสำหรับชายผู้เคยเป็นสมาชิกแก๊งค้ายาเสพติดและนักโทษข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น มาก่อน
ชีวิตวัยเด็กของแม็คเต็มไปด้วยปัญหา พ่อแม่เขาเป็นคนจีนที่อาศัยอยู่ในนครนิวยอร์ก พ่อเป็นที่รู้จักในชื่อ "ฟ็อกซ์" สมาชิกแก๊งค้ายาเสพติดอันฉาวโฉดที่ชื่อ เดอะ ฟลายอิง ดรากอนส์ (the Flying Dragons) ซึ่งเป็นคู่อริกับแก๊งคนอเมริกันเชื้อสายจีนเหมือนกันที่ชื่อ เดอะ โกสต์ แชโดว์ (the Ghost Shadows) ส่วนใหญ่แล้ว แม่เป็นคนที่คอยเลี้ยงดูเขา ต้องทำงานควบสองงานเพื่อหาเงิน
ชีวิตเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลังจากพ่อเขาถูกจับ และเลือกที่จะให้ข้อมูลเปิดโปงคนในแก๊งตัวเองกับทางการ จากที่เคยได้รับการเคารพเวลาไปไหนมาไหน หลังจากนั้นเป็นต้นมา แม่และเขาต้องระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา
เมื่ออายุได้ 7 ขวบ พฤติกรรมเขาแย่ลงเรื่อย ๆ จนแม่รับมือไม่ไหว เขาถูกส่งไปอยู่ในสถานสงเคราะห์แทน ไม่นาน เขาก็ตระหนักว่าการต่อสู้เป็นวิธีเดียวที่จะอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ที่นี่เองที่เขาได้รู้จักกับดนตรีและการเป็นแร็ปเปอร์เป็นครั้งแรก
หลังจากนั้นเขาก็ย้ายกลับไปอยู่กับแม่ ก่อนที่จะหนีออกจากบ้านอีกครั้ง และเข้าเป็นสมาชิกแก๊งเดอะ โกสต์ แชโดว์ ซึ่งเป็นศัตรูของแก๊งพ่อเขา
จากนั้นในปี 2003 เขามีเรื่องทะเลาะวิวาทในคลับแห่งหนึ่งในย่านไชน่าทาวน์ ไปยิงปืนเข้าที่หลังของคู่อริ
หนึ่งปีหลังจากนั้นหมดไปกับการหลบหนีตำรวจ เขาย้ายไปมาระหว่างเมืองนิวยอร์ก ชิคาโก แอตแลนตา ดีทรอยต์ และคาลามาซู จนกระทั่งเขาไปเจอรูปหมายจับตัวเองในนิตยสารจึงตัดสินใจหนีไปแคนาดาแต่ก็โดนจับกุมตัวขณะพยายามข้ามพรมแดน
เขาถูกนำตัวไปเรือนจำไรเคอร์ ไอส์แลนด์ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเรือนจำที่ฉาวโฉดที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ
มีอยู่วันหนึ่ง หลังจากถูกจำคุกไปได้ 2-3 ปี แม่เขามาเยี่ยมและก็ร้องไห้ตลอดเวลา เมื่อเขากลับไปอยู่ในห้องขังตัวเอง เขาก็ร้องไห้ไม่หยุดเช่นกัน
ถึงจุดนี้เองที่แม็คตัดสินใจจะเปลี่ยนชีวิตตัวเองเสียใหม่ เขาเริ่มอ่านหนังสือ สมัครเรียนทุกโครงการที่ทำได้ และสุดท้ายก็ได้รับอิสรภาพในปี 2013
เขาก่อตั้งค่ายเพลงของตัวเองที่ชื่อ เรด มันนี เรคคอร์ดส์ (Red Money Records) และเปิดร้านขายของสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยให้แม่เขาเป็นคนช่วยดูแล
จากนั้นเขาต้องกลับไปอยู่ในเรือนจำอีกปีกว่าเพราะฝ่าฝืนทัณฑ์บน แต่พอออกมา ผลงานเพลงเขาก็เริ่มมีชื่อเสียง และได้อัดเพลงกับศิลปินที่เขาชื่นชอบอย่าง เมธอด แมน (Method Man) จากวงวู แทง แคลน (Wu Tang Clan) ก่อนที่จะปล่อยอัลบั้มแรกของตัวเองที่ชื่อ "MITM" ในปี 2017
และแล้ว โควิด-19 ก็เริ่มระบาด
คนอเมริกันเชื้อสายเอเชียเริ่มถูกเหยียดเพราะเชื้อไวรัสนี้มีที่มาจากเมืองอู่ฮั่นในจีน และภาษาที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ชอบใช้ เช่น บอกว่าเป็น "ไวรัสจีน" ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่เข้าไปใหญ่
ที่รัฐแคลิฟอร์เนียร์ ชายสูงอายุที่กำลังเก็บกระป๋องตามท้องถนนไปขาย ถูกข่มขู่ด้วยแท่งเหล็ก มีเด็กวัยรุ่นถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังโดนทำร้ายร่างกาย ในรัฐเท็กซัส ครอบครัวคนเอเชีย ซึ่งมีเด็กอายุ 2 และ 6 ขวบด้วย ถูกแทงในซูเปอร์มาร์เก็ต
และจากนั้นก็มีกรณีหญิงชราถูกทำร้ายที่ย่านบรูกลิน
แม็คร่วมกับนักแสดง วิลเลียม เล็กซ์ แฮม จัดการประท้วงชื่อ "They Can't Burn Us All" ซึ่งมีขึ้นที่นิวยอร์ก ลอสแอนเจลิส และซานฟรานซิสโก โดยเขาได้แรงบันดาลใจมาจากขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเรือนในยุคทศวรรษ 60
แม็คบอกว่า ชาวเอเชียยังเป็นส่วนน้อยในขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง และคนเอเชียยังไม่เคยต้องออกมาต่อสู้เพื่อกลุ่มตัวเอง แบบที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วสำหรับคนผิวดำในสมัยของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ และมัลคอล์ม เอ็กซ์
"พวกเราจะไม่ยอม พวกเราพร้อมที่จะต่อสู้ ...นั่นเป็นสิ่งที่ผมเรียนรู้จากในคุก ผมเรียนรู้ที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อตัวเอง"
แม้ว่าจะเป็นผู้นำการเคลื่อนไหว แม็คบอกว่าเขาไม่ใช่นักเคลื่อนไหว "แต่ผมถูกสร้างมาเพื่อสู้เพื่อคนของผม"
เขาบอกว่าช่วงเวลาอันยากลำบากกำลังรอเขาอยู่ในอนาคต เขาก็บอกว่าอยากพัฒนาตัวเองและ "คนของเขา" ให้ดีขึ้น
วันก่อน เขาลบรูปในอินสตาแกรมทิ้ง และลบเพลงเกือบทั้งหมดของตัวเองในยูทิวบ์ทิ้ง และโพสต์ข้อความว่า "ผมเลิกทำเพลงแล้ว" (I QUIT MUSIC) ในสัปดาห์นี้ เขาเดินทางไปแถบอ่าวซานฟรานซิสโก หลังจากมีรายงานว่าคนเอเชียตกเหยื่อโดนทำร้ายอีกหลายกรณี
ยังไม่แน่ว่าแม็คจะตัดสินใจกลับมาทำเพลงอีกหรือไม่ ไม่มีใครทราบว่าเขาจะทำอะไรต่อ แต่เส้นทางชีวิตที่ผ่านมาเขาก็ถือว่าน่าทึ่งมากแล้ว