ศาลปากีสถานสั่งประหารหัวหน้าคณะรัฐประหารปี 1999 ในข้อหากบฏ

ภาพจากวิดีโอขณะที่มูชาร์ราฟ นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย

ที่มาของภาพ, APML

คำบรรยายภาพ, ในวิดีโอ พล.อ.มูชาร์ราฟ กล่าว่า การไต่สวนดำเนินไปอย่างไม่เป็นธรรม
Published

พล.อ.เปอร์เวซ มูชาร์ราฟ อดีตผู้นำทหารของปากีสถาน ถูกตัดสินประหารชีวิตในการไต่สวนลับหลังของศาลพิเศษในกรุงอิสลามาบัด

ศาลซึ่งมีองค์คณะผู้พิพากษา 3 คน มีมติ 2 ต่อ 1 เสียง เมื่อ 17 ธ.ค. ตัดสินลงโทษสูงสุดเขาในข้อหากบฏ ในการไต่สวนที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2013

พล.อ.มูชาร์ราฟ ก่อรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจในปี 1999 และดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของปากีสถานตั้งแต่ปี 2001 ถึง 2008

เชื่อกันว่า คำตัดสินนี้จะไม่สามารถบังคับใช้ได้ เพราะ เขาอาศัยอยู่ในนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังจากได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปรักษาตัวในปี 2016

พล.อ.มูชาร์ราฟ ถูกตั้งข้อหาเกี่ยวเนื่องกับการที่เขาพักการบังคับใช้รัฐธรรมนูญในปี 2007 และบังคับใช้กฎหมายบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อขยายเวลาการดำรงตำแหน่งของเขา

เมื่อไม่นานมานี้ อดีตผู้นำทหารวัย 76 ปี ได้กล่าวผ่านวิดีโอจากเตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่เขารักษาตัวอยู่ ระบุว่าการไต่สวนคดีนี้ "ปราศจากมูลความจริง"

พล.อ.มูชาร์ราฟ เป็นผู้นำทหารคนแรกที่ถูกไต่สวนในปากีสถาน ในข้อหาล้มล้างรัฐธรรมนูญ

คดีนี้มีความเป็นมาอย่างไร

ในเดือน พ.ย. 2007 พล.อ.มูชาร์ราฟ พักการใช้รัฐธรรมนูญและบังคับใช้กฎหมายการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นชนวนให้เกิดการประท้วงขึ้น เขาลาออกจากตำแหน่งในปี 2008 เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกขับออกจากตำแหน่ง

ทางการปากีสถานเผยแพร่ภาพนี้ ขณะที่ ปธน.เปอร์เวซ มูชาร์ราฟ กล่าวต่อประชาชนทั้งประเทศ เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2008

ที่มาของภาพ, Handout via Getty

คำบรรยายภาพ, พล.อ.มูชาร์ราฟ ลาออกจากตำแหน่งในปี 2008

หลังจากนายนาวาซ ชารีฟ คู่ปรับเก่าที่ถูก พล.อ.มูชาร์ราฟ โค่นอำนาจในการทำรัฐประหารเมื่อปี 1999 ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2013 นายชารีฟได้เริ่มให้มีการไต่สวนคดีกบฏต่อ พล.อ.มูชาร์ราฟ และอดีตนายพลผู้นี้ถูกตั้งข้อหากบฏในเดือน มี.ค. 2014

พล.อ.มูชาร์ราฟ โต้แย้งว่า การดำเนินคดีเขาเกิดขึ้นโดยมีแรงจูงใจทางการเมือง และอ้างว่าการกระทำของเขาในปี 2007 ได้รับการเห็นชอบจากรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีแล้ว อย่างไรก็ดีศาลไม่ยอมรับข้อโต้แย้งของเขา และกล่าวหาว่าเขากระทำการโดยละเมิดกฎหมาย

ตามรัฐธรรมนูญของปากีสถาน ผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหากบฏอาจต้องรับโทษประหารชีวิต

พล.อ.มูชาร์ราฟ เดินทางออกจากปากีสถานไปยังนครดูไบในปี 2016 หลังจากศาลยกเลิกคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เขายังปฏิเสธที่จะไปปรากฏตัวต่อศาล แม้ว่าจะมีคำสั่งศาลออกมาหลายครั้ง

ปธน.จอร์จ ดับเบิลยู บุช (ขวา) จับมือกับ ประธานาธิบดีเปอร์เวซ มูชาร์ราฟ (ซ้าย) ในการแถลงข่าวปี 2006

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, เป็นที่ทราบกันดีในแวดวงระหว่างประเทศว่า เขามีบทบาทในการสนับสนุน "สงครามต่อต้านก่อการร้าย" ของสหรัฐฯ

ศาลซึ่งมีองค์คณะผู้พิพากษา 3 คน มีคำพิพากษาในคดีนี้ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้อ่านคำพิพากษาเนื่องจากรัฐบาลกลางได้ยื่นคำร้อง ต่อศาลสูงในกรุงอิสลามาบัด

ทำไมคดีนี้จึงมีความสำคัญ

การฟ้องร้อง พล.อ.มูชาร์ราฟ ในข้อหากบฏเมื่อปี 2014 เป็นเรื่องที่มีนัยสำคัญในประเทศที่กองทัพมีอิทธิพลมายาวนานอย่างปากีสถาน

ผู้บัญชาการกองทัพบกหลายคนขึ้นนั่งเก้าอี้ผู้นำหลังก่อรัฐประหาร อย่างที่ พล.อ.มูชาร์ราฟ ทำ หรือไม่ก็เข้าแทรกแซงการกำหนดนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลพลเรือน

Gen Musharraf seen at 2013 election event

ที่มาของภาพ, Reuters

แต่ พล.อ.มูชาร์ราฟ เป็นผู้บัญชาการกองทัพบกคนแรกที่ถูกตั้งข้อหาอาญาร้ายแรง ดังนั้นกองทัพที่ทรงอำนาจจึงต้องจับตามองคดีนี้อย่างระมัดระวัง

นักวิเคราะห์ระบุว่า กองทัพรู้ดีว่าการไต่สวนคดีนี้อาจเป็นคดีตัวอย่างที่จะกำหนด บรรทัดฐานในการดำเนินคดีกับผู้ก่อการในลักษณะเดียวกัน

เอ็ม อิลยาส ข่าน ผู้สื่อข่าวบีบีซี รายงานว่า หลายคนหวังว่าการยื่นอุทธรณ์ของทนายความของ พล.อ.มูชาร์ราฟ จะช่วยชะลอการตัดสินคดีนี้ออกไป และยังไม่มีความชัดเจนว่า การร้องขอให้ส่งตัวเขากลับมาจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะปากีสถานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนอย่างเป็นทางการระหว่างกัน

ใครคือ พล.อ.มูชาร์ราฟ

เขาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้นำกองทัพปากีสถานในปี 1998

เหตุการณ์ความขัดแย้งคาร์กิล (การปะทะกันระหว่างอินเดียและปากีสถาน ในหมู่บ้านคาร์กิลในแคชเมียร์ในช่วงเดือน พ.ค. 1999) ที่กองทัพได้เข้ามามีส่วนร่วมสร้างความร้าวฉานให้ พล.อ.มูชาร์ราฟและนายนาวาซ ชารีฟ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และ พล.อ.มูชาร์ราฟ ได้ยึดอำนาจด้วยการทำรัฐประหารในปีเดียวกัน

กราฟิก

พล.อ.มูชาร์ราฟ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจนถึงปี 2008 และรอดชีวิตจากความพยายามลอบสังหารหลายครั้ง

เป็นที่ทราบกันดีในแวดวงระหว่างประเทศว่า เขามีบทบาทในการสนับสนุน "สงครามต่อต้านก่อการร้าย" ของสหรัฐฯ ในช่วงหลังเกิดเหตุการณ์ 9/11 แม้ว่าจะมีการต่อต้านเรื่องนี้จากภายในประเทศ

พล.อ.มูชาร์ราฟ เดินทางออกนอกประเทศ หลังจากลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2008 แต่ได้เดินทางกลับมาในปี 2013 เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปแต่ศาลมีสั่งห้าม นอกจากนี้เขายังมีส่วนพัวพันกับคดีต่าง ๆ หลายคดี รวมทั้งการลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรีเบนาซีร์ บุตโต ด้วย

ในการไต่สวนคดีในข้อหากบฏซึ่งดำเนินมาอย่างยาวนาน พล.อ.มูชาร์ราฟ ไปปรากฏตัวต่อศาลเพียง 2 ครั้ง โดยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ศูนย์สุขภาพของกองทัพหรือไม่ก็ที่ฟาร์มของเขาในกรุงอิสลามาบัด

เขาได้ย้ายไปยังนครการาจีเมื่อเดือน เม.ย. 2014 และใช้ชีวิตที่นั่นจนกระทั่งเดินทางออกนอกประเทศในอีก 2 ปีต่อมา