You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
“นก CCTV” ศิลปินอิตาลีวาดภาพอนาคต ที่ทุกการเคลื่อนไหวถูกรัฐสอดส่อง
เกือบ 10 ปีที่แล้ว จอนลูกา โบโนโม ศิลปินชาวอิตาลี ฝันเห็นโลกที่เต็มไปด้วยนกกลายพันธุ์ ตัวเป็นนกแต่หัวเป็นกล้องวงจรปิด
หลายปีผ่านไป ไม่ว่าคุณจะอยู่ประเทศไหน เรากำลังอยู่ในโลกที่ทุกคำพูดและการเคลื่อนไหวถูกจับจ้องมากขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไปที่บางครั้งคุณคุยกับเพื่อนเรื่องสินค้าบางประเภทแล้วจู่ ๆ ก็มีโฆษณาสินค้านั้นขึ้นมาปรากฏบนเฟซบุ๊กของคุณ ตามท้องถนน นับวันกล้องวงจรปิดจะผุดเพิ่มมากขึ้น ๆ ราวเสาไฟเป็นต้นไม้ที่ผลิดอกออกผล ทำให้เกิดคำถามสำหรับหลายคนว่า ระบบดังกล่าวกำลังรักษา "ความปลอดภัย" ให้ประชาชน หรือเพื่อเพิ่ม "ความมั่นคง" ให้กับรัฐ
ความคิดเช่นนี้ทำให้ โบโนโม เริ่มสร้างแพลตฟอร์มศิลปะที่รวบรวมงานหลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด ภาพถ่าย การ์ตูน แอนิเมชั่น ซึ่งพูดถึงโลกอนาคตที่การสอดส่องเข้าขั้นสุดโต่ง
โบโนโม ทำงานและอาศัยอยู่ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ เขาเล่าว่านี่เป็นเมืองที่มีระบบกล้องวงจรปิดหนาแน่นที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง
"จากประตูบ้านผมไปซูเปอร์มาร์เก็ต ประมาณครึ่งไมล์ มีกล้องเต็มไปหมดที่บันทึกการเคลื่อนไหวของคนจนคุณสามารถเอาไปตัดต่อเป็นฉาก ๆ หนึ่งได้เลย เช่นว่า ผมกำลังกินอะไร ไปเจอใคร กล้องที่มีอยู่เต็มไปหมดแบบนี้ส่งผลกระทบต่อความคิดของผมมาก และแน่นอน ความฝันที่เกิดขึ้นก็มาจากประสบการณ์ตรงนี้" โบโนโม บอกกับบีบีซีไทย
หลายปีหลังโครงการศิลปะที่ชื่อ CCTVYLLE ของเขาเริ่มต้นขึ้น เราก็ได้เห็นตัวอย่างในลักษณะนี้ในหลายประเทศที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
จากรายงานบีบีซีเมื่อ 2 ปีก่อน จีนกำลังกลายเป็นประเทศที่มีเครือข่ายกล้องวงจรปิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทั่วประเทศมีกล้องวงจรปิดทีติดตั้งแล้ว 170 ล้านตัว และคาดว่าในอีก 3 ปี (นับจากปี 2017) จะมีกล้องติดเพิ่มอีก 400 ล้านตัว ในจำนวนเหล่านี้ กล้องหลายตัวเพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ล้ำหน้า อาทิ เทคโนโลยีจดจำใบหน้า
ในกรณีของจีนนั้น ทางการอ้างว่าใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อใช้หาตัวคนหาย และป้องกันอาชญากรรม แต่นี่ก็ทำให้หลายฝ่ายกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ว่ากล้องวงจรปิดจะถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐ เพื่อกระชับอำนาจการควบคุมประชากร โดยเฉพาะผู้ที่ต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน
CCTVYLLE เป็นเพียงแนวความคิดและแพลตฟอร์มซึ่งเปิดโอกาสให้ศิลปินจากหลายประเทศมาร่วมทำงาน รวมถึง ศิลปินไทยอย่าง ชานนท์ ตรีเนตร
ชานนท์ ร่วมงานกับโบโนโม ครั้งแรกตอนที่เขามาเรียนต่อที่กรุงลอนดอน โดยรับผิดชอบการวาดภาพขาว-ดำ ด้วยปากกา จากที่ทำตามโจทย์ที่เป็นแนวคิดอย่างเคร่งครัดในตอนแรก เขาก็มีอิสระในการใส่ความคิดมากขึ้นตลอดการทำงานราว 10 ชิ้น
ศิลปินไทยวัย 33 ปี บอกว่า แม้ว่าความคิดเรื่องการสอดส่องในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ สามารถเห็นได้จากหนังสือและภาพยนตร์ต่าง ๆ แต่ก็มีความน่าสนใจตรงที่เป็นการรวมสิ่งมีชีวิตอย่าง นก เข้ากับเรื่องของเทคโนโลยี
เขาบอกว่า ในกรณีของประเทศไทยนั้น ยังแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ในโลก เพราะทางการไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องเทคโนโลยีนัก และการสอดส่องจะทำในรูปแบบของการส่งคนไปติดตามตัวมากกว่า แต่ก็น่าจะมีเครือข่ายกล้องวงจรปิดมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต
เขาบอกว่าแนวความคิดในงานศิลปะชุดนี้สะท้อนประเทศไทยในบางมุมเท่านั้น เพราะทางการไทยดูไม่ได้มุ่งจับจ้องประชาชนทุกคน แต่จะเลือกเป็นคนบางกลุ่มมากกว่า อาทิ กลุ่มการเมือง หรือกลุ่มคนที่มีความคิดตรงข้ามรัฐบาล
ความคิดเห็นของ ชานนท์ ทำให้นึกถึงบทบาทของกล้องวงจรในอีกแง่มุมหนึ่งในไทยผ่านหลายเหตุการณ์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น คดีวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม เมื่อปี 2558, กรณีถอดหมุดคณะราษฎร เม.ย. 2560 หรือล่าสุด ที่กล้องวงจรปิดที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี ที่ติดตั้งเรียบร้อยและยังใช้งานไม่ได้ ทำให้ไม่มีหลักฐานว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ที่หมดสติและถูกนำส่งห้องไอซียูหลังถูกควบคุมตัวที่ค่าย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
จากกรณีเหล่านี้ หลายฝ่ายจึงตั้งคำถามว่า กล้องวงจรปิดที่ว่าจะทำงาน หรือ จู่ ๆ ก็ไม่ทำงาน ตามประโยชน์ของฝ่ายใดหรือไม่
โบโนโม ตั้งข้อสังเกตว่า ในทุกกรณี รัฐบาลหรือหน่วยงานในประเทศไหนก็ตามจะใช้เหตุผลเรื่องความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชน สร้างความชอบธรรมในการสร้างเครือข่ายกล้องวงจรปิดและเทคโนโลยีอันทันสมัย แต่เขาบอกว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง การสอดส่องลักษณะนี้ยังสามารถเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการเก็บข้อมูลอีกด้วย
"ถึงไม่ได้เป็นอาชญากร คุณก็ต้องกลัวว่าอาจจะถูกสอดส่องได้ นกกล้องวงจรปิดจากโครงการ CCTVYLLE เป็นอุปมาอุปมัยของโลกปัจจุบันและอนาคตของเรา โลกที่ไม่ว่าคุณจะพูด มอง ซื้อ ขาย… ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม [ข้อมูลนั้น] มีมูลค่าเสมอ" โบโนโม กล่าว
มูลค่าที่เขาว่าหมายถึง ข้อมูลจากเราสามารถถูกนำไปขายได้ และเราก็เป็นเหมือนผลิตภัณฑ์ เขายกตัวอย่างกรณี "เคมบริดจ์ อนาลิติกา" ซึ่ง เฟซบุ๊กปล่อยให้ข้อมูลของผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คหลายล้านคนถูกนำเอาไปใช้
โบโนโม บอกว่า เทคนิคที่ผู้มีอำนาจจะใช้คือการค่อย ๆ ปรับใช้เครื่องมือสอดส่องทีละนิด ๆ ให้สังคมค่อย ๆ "ย่อย" จนถึงจุดที่คนในสังคมรู้สึกชินไปเอง
"[คน]จะรู้สึกว่าเป็นปัญหาขึ้นมาจริง ๆ เมื่อการสอดส่องคืบคลานเข้ามาในบ้าน ในห้องนั่งเล่น ในห้องน้ำ ในหัวสมองคุณ"
เขาบอกว่าทางที่คนจะสามารถรับมือกับเทคโนโลยีในการสอดส่องที่ก้าวหน้าขึ้นมาเรื่อย ๆ คือ "คนต้องได้รับรู้ถึงข้อมูล ความรู้เป็นการป้องกันที่ทรงพลัง แต่คำถามที่แท้จริงคือ คนหมู่มากจะรู้สึกว่าต้องทำอะไรเพื่อหยุดระบบเครือข่ายการสอดส่องหรือไม่"