ภายใต้ “ความมั่นคง” กองทัพกลายเป็น “แลนด์ลอร์ดที่ดิน-เจ้าของบ่อน้ำมัน-ผู้ครองใบอนุญาตวิทยุ-ทีวี” ได้อย่างไร

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ บอกว่า ข้อเสนอให้ “ยุบ ททบ. 5” ไม่ใช่เรื่องสุดโต่ง เพราะในอดีตมีหลายกิจการที่เมื่อยุคสมัยและเทคโนโลยีเปลี่ยนไป ก็มีนโยบายปิดกิจการ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ บอกว่า ข้อเสนอให้ “ยุบ ททบ. 5” ไม่ใช่เรื่องสุดโต่ง เพราะในอดีตมีหลายกิจการที่เมื่อยุคสมัยและเทคโนโลยีเปลี่ยนไป ก็มีนโยบายปิดกิจการ
Published
เวลาอ่าน: 7 นาที

ข้อเสนอบางส่วนจาก กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ คือให้ ยุบ ททบ. 5 หลังก่อหนี้พันล้าน สวนทางเรตติ้งและยอดผู้รับชม

งานสัมมนาภายใต้ชื่อ “ตามหาขุมทรัพย์ของกองทัพไทย : การบริหารธุรกิจเชิงพาณิชย์ของกองทัพ" จัดโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นประธาน ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เมื่อ 12 ต.ค. เพื่อฉายภาพ “ธุรกิจกองทัพ” ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการทำงานผ่านกลไก กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอนธุรกิจของกองทัพไปอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่นหรือย้ายไปสถานที่อื่นที่เหมาะสม ในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา

นายวิโรจน์กล่าวว่า กมธ.การทหาร ทุกคนคิดตรงกันว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใส เงินที่เอาไปใช้อุดหนุนดูแลสวัสดิการนายทหารชั้นผู้น้อยจะต้องเต็มเม็ดเต็มหน่วย เสริมขวัญกำลังใจทหารผู้น้อยในฐานะที่เขาเป็นมดงานที่สำคัญ

“ถ้าหากงบประมาณถูกใช้อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถูกใช้อย่างปกปิดอำพราง ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ สิ่งที่อ้างว่าทำเพื่อทหารชั้นผู้น้อยก็ยากที่ประชาชนจะเชื่อได้อย่างวางใจอย่าง 100%” ประธาน กมธ.การทหาร สภาฯ กล่าว พร้อมปฏิเสธว่า การทำงานของ กมธ. ไม่ใช่การเป็นศัตรูกับกองทัพ

บีบีซีไทยขอสรุปสาระสำคัญ โดยแบ่ง “สมบัติ” ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจที่ดินและอสังหาริมทรัพย์, ธุรกิจการสื่อสาร, ธุรกิจพลังงาน และธุรกิจอื่น ๆ

อาณาจักรธุรกิจกองทัพไทย

งานเสวนาเริ่มต้นด้วยการฉายภาพรวมที่ดินและธุรกิจกองทัพ โดย รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะ กมธ.วิสามัญถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ

หน่วยงานทั้ง 5 ภายใต้สังกัดกระทรวงกลาโหมถือครองที่ราชพัสดุรวมกัน 5.8 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 45.5% ของที่ราชพัสดุทั้งประเทศ 12.73 ล้านไร่ทั่วประเทศ แบ่งเป็น กองทัพบก (ทบ.) 5.3 ล้านไร่ กองทัพอากาศ (ทอ.) 2.27 แสนไร่ กองทัพเรือ (ทร.) 2.17 แสนไร่ กองทัพไทย (ทท.) 5.8 หมื่นไร สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม (สป.กห.) 8.5 พันไร่

เมื่อรวมที่ดินรัฐประเภทอื่น ๆ เช่น ที่ป่าไม้, ที่ป่าสงวน, ที่ สปก. ที่กองทัพขอใช้ประโยชน์ จึงมีที่ดินที่อยู่ในการครอบครองของกองทัพถึง 6.5 ล้านไร่ ซึ่ง รศ.ดร.พวงทองระบุว่า ที่ดินถือเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้กองทัพสามารถทำธุรกิจอื่นได้

อ.พวงทอง

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคประชาชน

คำบรรยายภาพ, พวงทอง นำเสนอภาพรวมที่ดินที่อยู่ภายใต้การครอบครองของกองทัพ

ทว่าการมี “อาณาจักรธุรกิจที่แยกกันทำ” ของทั้ง 5 หน่วยงาน ทำให้เกิดปัญหาจากการถือคนละบัญชี ไม่มีการตรวจสอบสอบซึ่งกันและกัน และบางครั้งก็เกิดความซ้ำซ้อน

สำหรับธุรกิจกองทัพแบ่งออกเป็น 3 หมวดหมู่ใหญ่ ตามการนำเสนอของ กมธ.

หนึ่ง กองทุนสวัสดิการ มีทั้งสิ้น 438 กิจการ แบ่งเป็น สวัสดิการภายใน 277 กิจการ ซึ่งมุ่งเน้นให้บริการกำลังพลหรือครอบครัว รายได้ทั้งหมดไม่ต้องส่งคืนกระทรวงการคลัง และสวัสดิการเชิงธุรกิจ 161 กิจการ ซึ่งผู้ใช้บริการเกิน 50% เป็นบุคคลภายนอก แม้กฎหมายกำหนดให้แบ่งรายได้ให้กรมธนารักษ์ในฐานะเจ้าของที่ราชพัสดุ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยแบ่ง กระทั่งเกิดเหตุกราดยิงที่โคราช เมื่อ ก.พ. 2563 พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ. ในเวลานั้น) จึงให้ทำข้อตกลงกับกรมธนารักษ์ให้เรียบร้อย แต่ผ่านมา 4 ปี มี 87 กิจการที่ยังทำข้อตกลงไม่เสร็จเสียที

ปัญหาสำคัญของกองทุนสวัสดิการคือ ทท. และ ทบ. ไม่เคยให้ข้อมูลตัวเลขรายรับรายจ่ายและงบกำไรขาดทุนกับ กมธ. แม้แต่ครั้งเดียว ซึ่ง รศ.ดร.พวงทองชี้ว่า “นี่เท่ากับว่ากองทัพกำลังทำกิจการเอง ทำบัญชีเอง ตรวจสอบบัญชีเอง” ขณะที่ ทร. ทำธุรกิจแล้วขาดทุน 37.74 ล้านบาท

กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ

ที่มาของภาพ, กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ

สอง เงินนอกงบประมาณ แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ประเภทที่ 1 ต้องส่งเงินให้กระทรวงการคลัง แต่มีสถานะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลัง ประกอบด้วยกิจการ 9 กลุ่ม ได้แก่ กิจการน้ำมันฝาง, รายได้จากโครงการการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกและเมืองการบิน (อีอีซีเอ), ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ, โรงงานแบตเตอรี่ทหาร, โรงงานเภสัชกรรมทหาร, เงินทุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ, โรงงานผลิตวัตถุระเบิดทหาร, โรงพยาบาลของกองทัพอื่น ๆ, สถานศึกษาของกองทัพอื่น ๆ

สำหรับเงินนอกงบประมาณที่ กมธ. รวบรวมมาได้มีอย่างน้อย 49,199 ล้านบาท โดยหน่วยที่มีเงินนอกงบประมาณมากที่สุดคือ ทบ. 27,436 ล้านบาท รองลงมาคือ ทร. 10,219 ล้านบาท และ ทอ. 4,659 ล้านบาท

ประเภทที่ 2 มีลักษณะพิเศษมาก มีแต่กองทัพเท่านั้นที่มี เนื่องจากกระทรวงการคลังอนุญาตให้กองทัพสร้างเงินนอกงบประมาณประเภทนี้ โดยสามารถตั้งงบประมาณเอง อนุมัติเอง ทำบัญชีเอง สอบบัญชีเองได้โดยไม่ต้องรายงานคนนอก ตัวอย่างสำคัญคือ กิจการวิทยุและโทรทัศน์ ททบ. 5

สาม การลงทุนในบริษัทจำกัด พบว่า มีการลงทุนในบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ 8 บริษัทใหญ่ มีมูลค่ารวมกัน 1,400 ล้านบาท เช่น ธนาคารไทยธนชาติ กรุงไทย เกียรตินาคิน และบริษัททางด่วนและรถไฟกรุงเทพ โดยสัดส่วนส่วนใหญ่ 82% อยู่ที่ธนาคารทหารไทย-ธนชาติ และยังมีการลงทุนในบริษัทจำกัดที่มีนัยสำคัญ 2 บริษัทคือ บริษัท อาร์ทีเอ เอ็นเทอร์ไพรซ จำกัด (RTA-E) และบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด (TAI)

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ผู้เข้ามาศึกษา “เสนาพาณิชย์” กล่าวถึงปัญหาของเรื่องนี้ว่า การไม่มีกฎหมายอนุญาตหรือรองรับให้กระทรวงกลาโหมหรือหน่วยงานในสังกัดไปดำเนินกิจการเชิงพาณิชย์หรือถือหุ้นบริษัทเอกชนได้ ถ้าจะทำ ต้องทำด้วยการจัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจในการควบคุมของกลาโหม หรือให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทนั้น แล้วให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบหมายให้เหล่าทัพไปควบคุมกำกับดูแล

“ที่ผ่านมาพบว่า กองทัพและหน่วยงานในสังกัดกองทัพเข้าไปถือหุ้นในบริษัทเอกชนและตลาดหุ้นจำนวนมาก และเวลามีกำไรปันผลขึ้นมา ก็ไม่มีใครทราบได้ว่ากำไรไปอยู่ที่ไหนและบริหารจัดการอย่างไร” รศ.ดร.พวงทอง ตั้งข้อสังเกต

ธุรกิจที่ดิน

ค่าเช่าที่ราชพัสดุเข้า “กระเป๋า” กองทัพ?

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรค ปชน. และ กมธ. ขยี้-ขยายปม “แลนด์ลอร์ดที่ดินของรัฐในมือกองทัพ” โดยไล่เลียงตัวเลขต่าง ๆ พบว่า ที่ดินราชพัสดุเกินครึ่งหนึ่งประเทศ หรือ 5.8 ล้านไร่ อยู่ภายใต้กระทรวงกลาโหม เมื่อรวมที่ดินอื่น ๆ ที่กองทัพเข้าใช้ประโยชน์เป็น 6.5 ล้านไร่ โดย 91% เป็นของ ทบ.

ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ มีอ่างทองเพียงจังหวัดเดียวที่ไม่มีที่ดินของทหาร ขณะที่ประจวบคีรีขันธ์มี 6 แสนไร่ หรือ 96% ของที่ดินรัฐเป็นของกองทัพ, กาญจนบุรี 2.5 ล้านไร่ หรือ 72% ของที่ดินรัฐเป็นของกองทัพ, กทม. 2 หมื่นไร่ หรือ 46% ของที่ดินรัฐเป็นของกองทัพ

มีค่ายทหาร 107 แห่งตั้งในเขตเมือง และ 69 แห่งตั้งในเขตชนบท

เมื่อกองทัพมีที่ดินมากมาย ทำให้นายพิจารณ์ตั้งคำถามว่า ได้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมทั้งต่อทหาร หน่วยงานกองทัพ หน่วยงานรัฐ และประชาชนหรือไม่อย่างไร ก่อนสะท้อนภาพปัญหาเอาไว้ ดังนี้

หนึ่ง อาณาจักรธุรกิจที่มากมายและตรวจสอบไม่ได้ เพราะหลายหน่วยงานไม่ส่งงบการเงินให้ กมธ. ขณะที่ ทร. และ ทอ. ส่งงบการเงินปี 2565 ให้ พบว่า มีสินทรัพย์รวมกัน 6,960 ล้านบาท แต่ข้อมูลนี้อาจไม่ถูกต้องตามหลักบัญชี และไม่มีผู้สอบบัญชีที่มีใบอนุญาต แต่ตรวจสอบภายในเอง

“ทรัพย์สินเหล่านี้ไม่มีที่ดินรวมอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น สนามกอล์ฟ 61 แห่ง บนที่ดิน 21,500 ไร่ มูลค่าที่ดินกว่า 1.5 แสนล้านบาท โรงแรม ซึ่งอาจเรียกในชื่อ สถานพักฟื้น หรือศูนย์ฝึกอบรม 17 แห่ง บนที่ดิน 1,000 ไร่ มูลค่าที่ดินกว่า 11,000 ล้านบาท” นายพิจารณ์กล่าว

สอง ข้อพิพาทที่ดินระหว่างกองทัพกับประชาชนมีถึง 1.3 ล้านไร่ โดย 99% เป็นที่ดินในครอบครองของ ทบ. เช่น กรณี “หนองวัวซอโมเดล” จ.อุดรธานี

กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ

ที่มาของภาพ, กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ

สาม เสียโอกาสในการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน เช่น กรณีท่าเรือจุกเสม็ด หาดนางรำ จ.ระยอง ทร. ได้รับงบปี 2563 เป็นเงิน 250 ล้านบาท แต่ผ่านมากว่า 2 ปีครึ่ง ก็ยังทิ้งร้าง ไม่ได้ใช้ประโยชน์

สี่ ค่าเช่าที่ราชพัสดุที่เข้า “กระเป๋า” กองทัพ ไม่เข้ารายได้แผ่นดิน โดยปฐมบทที่เปิดช่องให้ ทร. ได้รับผลประโยชน์ในโครงการอีอีซีเอ หรือเมืองการบินภาคตะวันออก เกิดจากมติ ครม. 6 มิ.ย. 2560 ที่รับทราบมติคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ. ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น กพอ.) ที่ให้ “ทร. และ กรศ. ร่วมกันเป็นหน่วยงานหลักเพื่อผลักดันเขตเศรษฐกิจนี้” ซึ่งทั้ง ครม. และ กรศ. มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานที่ประชุม

  • ทร. เป็นผู้จัดการการประมูลโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก พื้นที่ 6,500 ไร่ ต่อมาเกิดเหตุการณ์เอกชนฟ้องศาลปกครองสูงสุด
  • ทร. ดำเนินการประมูลระบบสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า ประปา บำบัดน้ำเสีย) ก่อนมติบอร์ดอีอีซี และมติ ครม.
  • ทร. เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากโครงการทั้งสาม (ไฟฟ้า ประปา บำบัดน้ำเสีย) มูลค่า 18,446 ล้านบาท ในระยะเวลา 25 ปี โดยมติ ครม.ประยุทธ์
  • ทร. มีสิทธิได้รับค่าเช่าจากทุกกิจกรรมในโครงการ MRO และศูนย์ฝึกการบินอีก 720 ล้านบาท โดยมติ ครม. ประยุทธ์
กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ

ที่มาของภาพ, กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ

“ถ้าเราไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร แล้วไม่ใช่หน่วยงานของกระทรวงกลาโหม กองทัพ หน่วยอื่นจะกล้าทำเรื่องแบบนี้ไหม... เรื่องนี้อาจบอกว่าไม่มีใครทำผิดกฎหมาย แต่มันไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง” นายพิจารณ์กล่าว

เขาจึงเห็นว่า “การปฏิรูปกองทัพคือหนึ่งในแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจ”

สนามกอล์ฟทหารมีไว้ควบคุมค่าบริการของสนามกอล์ฟเอกชน?

ด้านนายเชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี พรรค ปชน. และรองประธาน กมธ.การทหาร และ กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ ตั้งคำถามว่า “สนามกอล์ฟทหารมีไว้ทำไม?” ก่อนโชว์ข้อมูลสนามกอล์ฟภายใต้การครอบครองของกองทัพที่มีจำนวน 57 แห่ง ที่ดินรวม 20,871 ไร่ แบ่งเป็น ทบ. 40 สนาม บนที่ดิน 14,470 ไร่, ทอ. 13 สนาม บนที่ดิน 4,047 ไร่ และ ทร. 4 สนาม บนที่ดิน 2,354 ไร่

ทว่าโดยข้อเท็จจริงที่ จ.ชลบุรี มีสนามกอล์ฟที่ใกล้กันมาก ๆ 5 สนาม แต่ ทร. ชี้แจงว่า มีเพียงสนามกอล์ฟราชนาวีพลูตาหลวงที่อยู่ในครอบครองของหน่วย ส่วนที่เหลืออีก 4 แห่งไม่ได้บอกว่าเป็นของใคร แต่สนามกอล์ฟเหล่านี้อยู่ภายในพื้นที่ทหาร ไม่ว่าจะเป็น สนามกอล์ฟศูนย์ฝึกทหารใหม่, หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน, กองเรือยุทธการ, สอ.รฝ. ทำให้ยอดรวมสนามกอล์ฟในมือกองทัพเพิ่มเป็น 61 สนาม บนที่ดินรวมกัน 21,454 ไร่ ไม่ใช่ 57 แห่งตามตัวเลขที่กองทัพชี้แจง

รองประธาน กมธ.การทหาร กล่าวด้วยว่า ตัวแทนกองทัพเคยชี้แจง 4 เหตุผลในการมีสนามกอล์ฟทหารเอาไว้ว่า 1. ไว้เป็นสถานที่ออกกำลังกายของกำลังพล 2. ไว้รับรองแขกบ้านแขกเมือง (VVIP) 3. ไว้เพื่อควบคุมราคาค่าบริการของสนามกอล์ฟเอกชน และ 4. เป็นเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่ เป็นเรื่องของความมั่นคง แต่ต่อมาคำชี้แจงมักเหลือเหตุผลเดียวคือ “เป็นสวัสดิการทหารผู้น้อย”

อย่างไรก็ตามถ้าดูผลประกอบการของสนามกอล์ฟธูปะเตมีย์ พบว่า ในปี 2566 มีกำไร 11.2 ล้านบาท ซึ่งน้อยมากหากเทียบกับที่ผืนใหญ่ที่ใช้ทำสนามกอล์ฟ 625 ไร่ (จากพื้นที่บริเวณรอบธูปะเตมีย์ทั้งหมด 880 ไร่) โดยมีราคาประเมินที่ดินอยู่ที่ 10,250 ล้านบาท (หรือ 16.4 ล้านบาท/ไร่)

นายเชตวันจึงเสนอให้เปลี่ยนสนามกอล์ฟธูปะเตมีย์เป็นสวนสาธารณะ โดยคาดว่าจะมีประชาชนชาวปทุมธานีและพื้นที่ใกล้เคียงเกือบ 3 แสนคนได้ใช้ประโยชน์

ธุรกิจการสื่อสาร

ป.ป.ช. ใช้เวลา 19 ปีเพื่อ “นั่งทับ” ปัญหา ททบ. 5

“ผูกขาดชั่วนิรันดร์ วิทยุโทรทัศน์ทหาร” คือหัวข้อที่นายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี นักวิจัยและนักเขียนอิสระ ในฐานะที่ปรึกษา กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ นำเสนอ

“กองทัพหลักแห่งชาติไทยที่มีหน้าที่ป้องกันประเทศ แต่ครอบครองใบอนุญาตคลื่นวิทยุ-โทรทัศน์ โครงข่ายทีวีดิจิทัล และโทรคมนาคม ทั้งสิ้น 200 ใบ มากกว่ากรมประชาสัมพันธ์ (กปส.) ซึ่งมีหน้าที่ประกาศข่าวทางราชการถึง 2 เท่าตัว” เขากล่าว

เริ่มต้นที่สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 (ททบ. 5)

  • ครอบครองคลื่นโทรทัศน์ 1 คลื่น
  • ครอบครองใบอนุญาตทีวีดิจิทัล 1 ใบ เป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะประเภท 2 เพื่อความมั่นคง แต่นายสุภลักษณ์บอกว่า “ไม่ตอบโจทย์ความมั่นคงเท่าไร” เพราะเนื้อหารายการที่เกี่ยวกับความมั่นคงมีเพียง 8% มีเรตติ้ง 0.15% อยู่ในอันดับ 19 มีผู้ชมเฉลี่ย 8,914 คน เข้าถึงผู้ชมทั้งหมด 7.1 ล้านคน
  • ครอบครองใบอนุญาตให้บริการโครงข่าย (MUX) 2 โครงข่าย สำหรับให้ทีวีดิจิทัลช่องอื่น ๆ มาเช่าคือ MUX 2 และ MUX 5

ในช่วงปี 2561-2566 ททบ. 5 แจ้งว่า ขาดทุนเฉลี่ยปีละ 100 ล้านบาท ส่วนรายได้ส่วนใหญ่มาจากค่า MUX ซึ่งประมาณการรายได้ 882 ล้านบาท/ปี

กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ

ที่มาของภาพ, กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ

อดีตบรรณาธิการสื่อค่ายใหญ่ ที่มานั่งเป็น กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ ยังชี้ให้เห็นถึง “ความผิดปกติ” และ “เงื่อนงำ” ในช่อง 5 จากการที่ผู้แทน ททบ. 5 และ ทบ. มาชี้แจงอย่างไรก็ไม่เข้าใจและไม่อาจให้ความกระจ่างได้

หนึ่ง สถานะทางกฎหมาย ททบ. 5 ไม่ชัดเจนนัก แจ้งว่า เป็นหน่วยงานสังกัด ทบ. แต่ไม่รวมงบประมาณเข้ามาอยู่ในบัญชี ทบ.

สอง ในระหว่างที่อุตสาหกรรมสื่อกำลังเติบโต มีการตั้งบริษัท ททบ. 5 เมื่อ 14 มี.ค. 2540 โดย ทบ. ถือหุ้น 100 % เพื่อทำธุรกิจสถานี ททบ. 5 ซึ่งรายงานผู้สอบบัญชีปี 2543-2544 แจ้งว่า บริษัทนี้มีรายได้จากค่าโฆษณาและเช่าช่วงเวลาสถานี ททบ. 5 บริษัทนี้มีหนี้สินกับสถานี ททบ. 5 จำนวน 1,400 ล้านบาท นอกจากนี้ยังปรากฏชื่อ “นายพลทหาร” ถือหุ้นบริษัทในนาม ทบ. และมีทหารอีกหลายคนเป็นผู้ถือหุ้นส่วนที่เหลือร่วมกับพลเรือนจำนวนหนึ่ง ต่อมา 19 พ.ค. 2547 ปรากฏชื่อบริษัท อาร์ทีเอ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด มหาชน (RTA Entertainment) จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

สาม ปี 2547 ครม. ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความผิดปกติหลายประการ เช่น สถานี ททบ. 5 ให้บริษัทอาร์ทีเอฯ เช่าเวลาและทำการตลาดนานถึง 30 ปีได้อย่างไร, ทำไมจึงมีการโอนสิทธิการซื้อหุ้นเพิ่มทุนธนาคารทหารไทยให้บริษัทที่จดทะเบียนที่เกาะบริติชเวอร์จิน, และปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจากการที่ผู้บริหารสถานีกับผู้บริหารบริษัทเป็นคนกลุ่มเดียวกัน, ต่อมาคณะกรรมการฯ เสนอ ครม. ให้ส่งเรื่องไป ป.ป.ช.

“ปรากฏว่า ป.ป.ช. ใช้เวลา 19 ปีเพื่อนั่งทับเรื่องนี้ ปีที่แล้วตีตก ด้วยเหตุผลว่าไม่พบว่า ผบ.ทบ. ในขณะนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับความผิดปกติทั้งหมด แต่มีข้อสังเกตว่าบริษัท ททบ. 5 ควรมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ” ที่ปรึกษา กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ กล่าว

นอกจากนี้เมื่อดูภาระหนี้สินระหว่างบริษัทกับ ททบ. 5 ตามการสอบสวนของคณะกรรมการฯ ปี 2547 พบความผิดปกติ ดังนี้

  • 2541 บริษัท ททบ. 5 กู้เงินจากสถานีโทรทัศน์ ททบ. 5 จำนวน 1,446.7 ล้านบาท ไปซื้อหุ้นธนาคารทหารไทย 114 ล้านหุ้น เพื่อช่วยพยุงฐานะธนาคารช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ โดยสถานี ททบ. 5 ให้บริษัท ททบ. 5 กู้เงินธนาคารทหารไทย 1,615 ล้านบาท เพื่อลงทุนโครงการโทรทัศน์ดาวเทียม
  • ปี 2547 บริษัทอาร์ทีเอฯ เป็นหนี้สถานี ททบ. 5 จำนวน 1,320 ล้านบาท และเป็นหนี้ธนาคาร (แทนสถานี) 1,536 ล้านบาท ถ้าหักกลบลบหนี้กัน ททบ. 5 น่าจะยังมีหนี้บริษัทอยู่ 216 ล้านบาท
  • 2561-2562 มีการกู้ยืมเงินระยะยาวจากกิจการที่เกี่ยวข้องกันคือสถานี ททบ. 5 โดยบริษัทรับรู้การแก้ไขสัญญา
  • 2564 มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเป็นบริษัทอาร์ทีเอ เอ็นเทอร์ไพรซ (RTA Enterprise) ความจริงแล้วก็คือบริษัทอาร์ทีเอ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ เดิมนั่นเอง
  • 2565 บริษัทมีผลการดำเนินงานขาดทุนเกินทุน 1,005.21 ล้านบาท
  • 2565 รายงานที่ประชุมผู้ถือหุ้น เปลี่ยนแปลงประเพณี กรรมการบริหาร ททบ. ต้องเป็นกรรมการและประธานกรรมการบริษัท
  • 2565 รายงานการสอบบัญชีระบุว่า ความสามารถในการดำเนินการของบริษัทขึ้นอยู่กับความสามารถในการประกอบการของ ททบ. 5 ที่ยืนยันสนับสนุนด้านการเงินแก่บริษัทต่อไป
  • 2566 มีการรายงานว่าบริษัทนี้ขาดทุนเกินทุน ในทางเทคนิคถือว่าล้มละลายแล้ว
  • 2566 หมายเหตุผู้สอบบัญชีระบุว่า สถานีไม่ยืนยันที่จะสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทอีกต่อไปแล้ว แต่ในปี 2566 นั้นข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท 49% ยังคงเป็น ทบ.
สุภลักษณ์

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคประชาชน

คำบรรยายภาพ, สุภลักษณ์ ลงท้ายการนำเสนอข้อมูลของเขาด้วยการคาดหวังว่า กองทัพ “จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด”

นายสุภลักษณ์จึงเรียกร้องให้ ผบ.ทบ. คนใหม่สร้างความกระจ่างเกี่ยวกับความเคลือบแคลงทางกฎหมายและธุรกิจว่า 1. ทบ. จัดตั้งบริษัท ททบ. 5 และต่อมาคืออาร์ทีเอฯ ได้อย่างไร ในเมื่อ พ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหมปี 2551 ไม่ได้ให้อำนาจหน่วยงานในสังกัดดำเนินการเชิงพาณิชย์หรือร่วมกับเอกชนทำธุรกิจ 2. นายพลทั้งหลายเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทอาร์ทีเอฯ ในเมื่อคำสั่งคณะปฏิรูปแผ่นดินที่ 38/2519 ห้ามข้าราชการกระทรวงกลาโหมเป็นกรรมการหรือผู้จัดการบริษัท 3. จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อผู้แทนสถานี ททบ. 5 ปฏิเสธความสัมพันธ์และไม่ยืนยันความเกี่ยวข้อง ไม่ให้การสนับสนุนทางการเงินกับบริษัทอีกต่อไป และ 4. ผู้แทนสถานี ททบ. 5 ยอมรับว่าบริษัทมีฐานะเป็นลูกหนี้ แต่ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดการบังคับชำระหนี้ และ “หนี้นี้อาจจะเป็นหนี้เสียที่สงสัยว่าจะกลายเป็นหนี้สูญ”

เมื่อข้ามไปดูฝั่งวิทยุทหารซึ่งมี 196 สถานีทั่วประเทศ ทั้ง AM/FM โดยวิทยุที่ใน กทม. และปริมณฑล 19 จากทั้งหมด 40 สถานีเป็นของทหาร ทว่ารายได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในรอบ 10 ปี

สำหรับคลื่นวิทยุที่อยู่ในความครอบครองหน่วยต่าง ๆ ได้แก่ ทบ. มี 122 คลื่น, ทอ. มี 36 คลื่น, ทร. มี 21 คลื่น สป.กห. 3 คลื่น ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบรายได้ย้อนหลัง 5 ปี (2562-2566) พบว่า มีการนำรายได้บางส่วนไปบริจาคให้สมาคมแม่บ้าน บก.ทท., สนับสนุนชมรมนายทหารอาวุโส บก.ทท.

ธุรกิจพลังงาน

ทร. รับบท “นายหน้า” ซื้อไฟ กฟผ. มาขายต่อที่สัตหีบ

นายอนาลโย กอสกุล ที่ปรึกษา กมธ.การทหาร และ กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ ได้หยิบยกกิจการไฟฟ้าภายใต้สวัสดิการสัมปทานของ ทร. ใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ขึ้นมานำเสนอ โดยสัตหีบเป็นอำเภอเดียวของประเทศที่ ทร. ควบคุมการจ่าย-จำหน่าย-กระจายไฟฟ้าทั้งอำเภอ โดย ทร. ผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว

ที่ปรึกษา กมธ.การทหารฯ ซึ่งผู้ผลิตเนื้อหาบนเว็บไซต์ด้านการทหาร thaiarmforced.com อธิบายว่า เหตุผลสำคัญมาจากการตั้งฐานทัพในอดีตราว 84 ปี ก่อนที่ ทร. เข้ามาตั้งฐานทัพ บริเวณ อ.สัตหีบ ยังไม่มีไฟฟ้า จึงได้ตั้งกิจการไฟฟ้าขึ้น แต่ปัจจุบัน ทร. ยังคงอ้างว่า การควบคุมการจ่ายไฟฟ้าเป็นไปด้วย “เหตุผลความมั่นคง” แม้จะผ่านไปเกือบร้อยปี

แต่กระนั้น นายอนาลโยกล่าวว่า ประชาชนในพื้นที่ได้ร้องเรียนว่าในพื้นที่ อ.สัตหีบ เกิดปัญหาไฟฟ้าดับเป็นประจำ แม้ ทร. อ้างว่า ไฟตกไฟดับอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ประชาชนก็ได้แต่ตั้งคำถามว่าไฟฟ้าของทัพเรือใช้เชื้อเพลิงอะไร และดำเนินกิจการอย่างไร ซึ่งเขาพบคำตอบว่า ทร. ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าเอง แต่รับไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาขายต่อ

“แบบนี้เป็นพ่อค้าคนกลาง... แล้วอาชีพพ่อค้าคนกลางได้เงินกว่า 1,000 ล้านบาท” ที่ปรึกษา กมธ.การทหารฯ กล่าว โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นรายได้ของกี่ปี

อนาลโย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

เขาให้ข้อมูลด้วยว่า ลูกค้าที่ซื้อไฟจาก ทร. คือ ประชาชน 53,273 ราย จึงเชื่อว่านี่ไม่ใช่เหตุผลเรื่องความมั่นคงแล้ว แต่เป็นเหตุผลในด้านรายได้ เพราะคนใช้ไฟคือ บ้านเรือนประชาชน บริษัทห้างร้าน โรงแรม ตลาดสด นอกจากนี้ยังมีปัญหาทับซ้อนอีกเรื่องคือ ปัญหาที่ดินราชพัสดุ ซึ่งถูกอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงด้วยการประกาศเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางทหาร

เขาเปิดเผยด้วยว่า ทร. เคยทำหนังสือถึงการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อหารือการขายกิจการไฟฟ้าไปสู่ในความรับผิดชอบของ กฟภ. มาแล้ว แต่ ทร. กลับเรียกเก็บเงินค่าสินทรัพย์ที่ลงทุนไป 2,000 ล้านบาท และค่าเสียโอกาสรายได้ในอนาคตจนถึงปี 2588 ถึง 4,000 ล้านบาท แต่เขาเสนอว่า “การประเมินมูลค่ากิจการต้องประเมินอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ฉวยโอกาสในการทำกำไร”

“ถึงเวลาหรือยังที่กองทัพเรือจะคืนสิทธิและเลิกการควบคุมความมั่นคงอย่างล้นเกิน และคืนกิจการไฟฟ้า ให้กับหน่วยงานที่มีขีดความสามารถสูงอย่าง กฟภ. อย่างเช่นที่กองทัพเรือเคยคืนมาแล้วแล้วที่ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง” เขาตั้งคำถาม

ขุมทรัพย์พลังงานใต้ดินของกองทัพ บ่อน้ำมันฝางที่ไม่เคยเสียค่าภาคหลวง

“กองทัพไทยเป็นเจ้าของบ่อน้ำมันที่ผลิต ขุดเจาะ และกลั่นเอง และเก็บเงินไว้ใช้เองโดยไม่ต้องส่งคืนคลังเป็นสมบัติของแผ่นดิน ด้วยข้ออ้างว่าเป็นความมั่นคงทางพลังงาน” น.ส.เบญจา แสงจันทร์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) และรองประธาน กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ เปิดฉากเล่าถึงธุรกิจการขุดเจาะน้ำมันของกองทัพ

น.ส.เบญจา งัดหลักกฎหมายไทยที่ระบุว่า ทรัพยากรที่อยู่ใต้ดินไม่ได้เป็นสมบัติของผู้ใด แต่รัฐบาลในฐานะตัวแทนประชาชนมีหน้าที่เข้ามาบริหารจัดการ โดยอาจมอบสิทธิให้เอกชนเข้ามาสำรวจ และรัฐจะได้ค่าภาคหลวงและภาษีจากกิจการนั้น ผลิตและนำทรัพยากรเข้ามาใช้ รวมถึงมาตรา 23 ของ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมปี 2514 ก็ระบุว่า ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ ผู้ที่สำรวจและผลิตต้องไดรับสัมปทานจากรัฐ

เบญจา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ทว่าบ่อน้ำมันที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือ กรมการพลังงานทหาร ที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ ลำพูน รวมประมาณ 30,000 ตร.กม. กลับไม่ต้องเสียค่าสิทธิสัมปทาน หรือคืนรายได้ให้กับคลังของแผ่นดิน ทำให้ น.ส.เบญจาเรียก 6 จังหวัดนี้ว่าเป็น “พื้นที่นอกกฎหมายปิโตรเลียม” ที่รัฐไม่ต้องสัมปทานให้กับใครอื่น มีศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือของกองทัพไทย เป็นผู้ดูแล โดยไม่ต้องรายงานปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้อย่างที่ภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจรายอื่นทำ

เธอเปิดเผยว่า คำชี้แจงจากกองทัพระบุว่า กองทัพเป็นผู้ผลิตน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2499 โดยมีน้ำมันดิบอยู่หลายลุ่มแอ่ง กระจายตัวในภาคเหนือ โดยแหล่งน้ำมันดิบฝางเป็นแหล่งที่มีศักยภาพมากที่สุด ซึ่งขุดขึ้นมาแล้ว 16 ล้านบาร์เรล จากหลุมผลิตสะสมทั้งหมด 300 หลุม และลุ่มแอ่งฝางจะสามารถผลิตน้ำมันดิบต่อไปได้อีก 11 ปี แต่ในอนาคตก็จะมีการเจาะสำรวจเพิ่มเติมในพื้นที่ต่อไป

น.ส.เบญจากล่าวต่อไปว่า กองทัพชี้แจงว่าบ่อน้ำมันแอ่งฝางมีกำลังการผลิต 800 บาร์เรล/วัน ซึ่งเทียบเป็น 1% ของปริมาณการผลิตน้ำมันทั่วประเทศที่อยู่ที่ 80,000 บาร์เรล ดังนั้นข้ออ้างที่กองทัพอ้างเสมอว่าบ่อน้ำมันที่ฝางมีเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในห้วงเวลาที่วิกฤตนั้นแทบไปไม่ได้กับปริมาณน้ำมันที่มีอยู่เท่านี้ และเทียบความต้องการของประเทศที่ 1 ล้านบาร์เรล/วัน

อย่างไรก็ตาม จากการสืบค้นพบว่าในบางปี ศูนย์ปิโตรเลียมภาคเหนือเคยรายงานต่อกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติว่า มีปริมาณน้ำมันดิบที่ขุดเจาะได้ประมาณ 3 แสนบาร์เรลต่อปี หรือ 800 บาร์เรล/วัน ถือว่าน้อยมากถ้าเทียบกับรัฐวิสาหกิจและเอกชนที่ได้รับสัมปทานกันอยู่

แต่หากนำปริมาณต่ำสุดที่เคยผลิตได้นี้ มาคำนวณด้วยราคาค่าเฉลี่ยกลางของราคาน้ำมันโลก 50 เหรียญสหรัฐ ถ้าคำนวณระยะเวลา 68 ปีที่ขุดเจาะมาแล้ว จะคิดเป็นคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 34,000 ล้านบาท หรือ 500 ล้านบาท/ปี นี่เป็นมูลค่าที่คำนวณจากปริมาณน้อยที่สุดที่ขุดเจาะได้ต่อปี โดยที่ไม่ต้องเสียค่าภาคหลวงหรือภาษีใด ๆ เลยให้กับรัฐ

อดีต กมธ.การทหาร บอกว่า หากคำนวณค่าภาคหลวงที่บ่อน้ำมันฝางผลิตได้ในอัตราค่าภาคหลวง 12.5% จากมูลค่าที่ได้จากการผลิตน้ำมันดิบ 34,000 ล้านบาทข้างต้น จะคิดเป็นเงินจำนวนประมาณ 4,250 ล้านบาท โดยไม่รวมภาษีปิโตรเลียมอื่น ๆ นี่ถือเป็น “มูลค่าที่รัฐเสียไปกับการแลกให้กองทัพนำเอาทรัพยากรของประเทศไปแบ่งปันรายได้กันภายในค่ายทหารเท่านั้น”

นอกจากบ่อน้ำมันในภาคเหนือ กองทัพยังเป็นเจ้าของโรงกลั่นน้ำมันที่มีขนาดกำลังกลั่น 2,500 บาร์เรล/วัน แต่ข้ออ้างการสำรองน้ำมันไว้ใช้เพื่อความมั่นคง และไม่เป็นไปเพื่อการพาณิชย์ แต่เธอเชื่อว่า คำกล่าวนี้ไม่สมเหตุสมผล เพราะนำมันทั้งหมด ถูกนำออกไปขายยังหน่วยงานภายนอก

“น้ำมันที่กลั่นได้ทั้งหมดถูกนำออกไปขายให้กับลูกค้าที่เป็นหน่วยงานทหารด้วยกัน และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น แนฟทา น้ำมันดีเซล และน้ำมันเตา นำไปขายให้กับเอกชนที่เป็นคู่ค้าภายนอก ส่วนที่เหลือก็นำไปขายให้กับลูกค้าต่างประเทศ เช่น ลาว เมียนมา และจีนตอนใต้” เธอกล่าว พร้อมบอกว่า สาเหตุที่ต้องนำไปขายต่างประเทศ เพราะน้ำมันที่ผลิตได้ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการรับซื้อภายในประเทศเพราะค่ากำมะถันสูงคือ เป็น ยูโร 5 ทำให้ศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมยังเสนอของบประมาณเพิ่มเติม เพื่อสร้างโรงกลั่นแห่งใหม่เพื่อให้การกลั่นเป็นไปตามมาตรฐานยูโร 1 ที่ไทยใช้อยู่

ธุรกิจอื่น ๆ

สารพัดธุรกิจตั้งแต่กิจการลอยอังคาร โรงแรม ยันสวนสัตว์

น.ส.เบญจา ยังเปิดเผยด้วยว่า การสะสมทรัพย์จากธุรกิจพลังงานของกองทัพ ยังถูกต่อยอดเป็นธุรกิจโรงแรมสองแห่ง คือ Petro Hotel Chiangmai จ.เชียงใหม่ ที่ระบุว่า ใช้เป็นศูนย์ฝึกอบรม แต่พบข้อมูลว่ามีการเปิดขายที่พักเป็นการทั่วไป และโรงแรม Serene Phla Resort Rayong ที่อ้างเป็นศูนย์ฝึกบุคลากร แต่ข้อมูลจากเพจหลักปีที่แล้ว กิจกรรมฝึกอบรมคือ กิจกรรมเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติ และยังมีการเปิดขายห้องพัก ขายทัวร์ ผ่านเพจของโรงแรมเช่นกัน

นอกจากนี้ ในการบรรยายของนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรค ปชน. ได้แจกแจงสารพัดธุรกิจของกองทัพที่เขาใช้คำว่าตั้งแต่ “สากเบือยันเรือรบ” เช่น

  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ให้เช่าพื้นที่จำนวนมากที่ไม่ได้ทำสัญญากับธนารักษ์ มีทั้งตลาดสด ตลางกลางคืน อย่างน้อย 18 แห่ง
  • ธุรกิจท่องเที่ยว ทบ. มีโครงการ “อาร์มีแลนด์” แปลงค่ายทหารเป็นสถานที่ท่องเที่ยว 307 แห่งทั่วประเทศ, ทร. มีแหล่งท่องเที่ยว ได้แก่ เกาะ 4 แห่ง และหาดอีก 11 หาด และมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการ 17 แหล่ง, ทอ. มี 4 แห่งที่ถูกเรียกว่า “นภาแลนด์แดนท่องเที่ยว”
  • กิจการสนามมวย เช่น สนามมวยลุมพินี ที่จัดให้มีการแข่งขันวันแชมเปียนชิพ และกิจการสวนสัตว์
  • อุตสาหกรรมทหาร เดิมกองทัพผลิตสินค้าหลายประเภท เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ RTA ทยอยปิดตัวไป แต่ขณะเดียวกันกระทรวงกลาโหมก็ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรีทหาร โรงงานรองเท้าคอมแบต ห้องพิมพ์ โรงน้ำแข็ง โรงงานผลิตเวชภัณฑ์ ซึ่งนายจิรัฏฐ์ระบุว่า "ไม่มีการแจกให้ทหารเกณฑ์ไปใช้" และแม้ขาดทุนสะสมสมต่อเนื่องจนกระทรวงการคลังขอให้ปิด แต่ก็ยังเดินหน้าต่อ
  • กิจการลอยอังคารของกองทัพเรือ, กิจการขนส่งของกองทัพอากาศ (ขส.ทอ.) บริการเช่ารถทัวร์ รถรับส่งนักเรียน
  • ธุรกิจเกษตรกรรม มีหน่วยงานเกษตรกรรมของ ทร. ทำตั้งแต่ ปศุสัตว์ ประมงสัตว์น้ำ พืชผักผลไม้ รวมถึงปลูกข้าว ส่วน ทบ. มีโครงการ “ทหารพันธุ์ดี” เปลี่ยนที่ดินรกร้างให้เป็นพื้นที่เกษตร โดยมีผลผลิตหลากหลายชนิด

สส.ฉะเชิงเทราบอกว่า ที่ผ่านมากองทัพระบุว่า ทุกธุรกิจ ทุกกิจการ อ้างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีปี 2547 เกี่ยวกับกิจการที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์กิจการสวัสดิการเชิงธุรกิจ 7 ประเภท แต่จากการตรวจสอบของ กมธ. พบว่ามีทุกประเภท

“มีอันไหนไม่ทำบ้าง เท่านี้น่าจะทำให้เห็นภาพแล้วว่ากองทัพไทยมีอิสระในการทำธุรกิจหาเงินเข้ากระเป๋ามากขนาดไหน คงไม่เกินจริงเกินไปที่จะใช้คำว่า ธุรกิจชิลล์ ๆ สากกะเบือยันเรือรบ” เขาระบุ

จิรัฏฐ์ นำสินค้าของกองทัพที่สั่งซื้อจากแพลตฟอร์มออนไลน์มาประกอบการพูดถึงธุรกิจกองทัพ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, จิรัฏฐ์ นำสินค้าของกองทัพที่สั่งซื้อจากแพลตฟอร์มออนไลน์มาประกอบการพูดถึงธุรกิจกองทัพ

ข้อเสนอแนะ

หยุดภาวะ “สภาวะยกเว้นทางเศรษฐกิจ” ของกองทัพ ทำให้ “รัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือทหาร”

ในตอนท้าย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพ ประกาศข้อเสนอต่อธุรกิจกองทัพทั้ง 3 ส่วน สรุปได้ดังนี้

กองทุนสวัสดิการ หากเป็นสวัสดิการภายในที่ไม่มีขนาดใหญ่ทั้งรายได้และทรัพย์สินสามารถเก็บไว้ได้ ส่วนสวัสดิการเชิงพาณิชย์ และเงินนอกงบประมาณประเภท 1 เขาเสนอ 3 รูปแบบคือ กิจการที่ไม่ควรเป็นของรัฐ ให้ประมูลขาย, กิจการที่ยังควรเป็นของรัฐ ให้ถ่ายโอนให้หน่วยงานที่เหมาะสมบริหาร, กิจการที่สมควรอยู่ในการดูแลของกองทัพ เปิดประมูลให้เอกชนที่เชี่ยวชาญเช่าระยะยาว ไปจนถึงยกเลิกกิจการที่ไม่จำเป็นและขาดทุน

ส่วนกิจการคลื่นความถี่ โครงข่ายทีวีดิจิทัล และ ททบ. 5 ซึ่งถือเป็นเงินนอกงบประมาณของกองทัพประเภท 2 ประธานคณะก้าวหน้าระบุว่า คลื่นความถี่กองทัพเก็บไว้ได้เท่าที่ใช้ในภารกิจหลักเท่านั้น ส่วนที่เหลือคืนให้ กสทช. เปิดให้เอกชนรายอื่นประมูล

สำหรับโครงข่ายทีวีดิจิทัล และ ททบ. 5 ในทัศนะของประธานคณะก้าวหน้า มองว่ากองทัพไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะถือครองโครงข่ายดิจิทัล “เพราะเวลาทั้งหมดก็เอาไปให้เอกชนเช่า และเก็บรายได้เข้าสู่ตัวเองโดยที่ประชาชนตรวจสอบไม่ได้ คาดว่า 700-1,000 ล้านบาทต่อปี” และยังเสนอให้ “ยุบ ททบ. 5” โดยกองทัพสามารถผลิตรายการเกี่ยวกับความมั่นคงไปออกอากาศในทีวีรัฐและทีวีสาธารณะแทนได้ และย้ำว่าไม่ใช่เรื่องสุดโต่ง เพราะในอดีตมีหลายกิจการที่เมื่อยุคสมัยและเทคโนโลยีเปลี่ยนไป ก็มีนโยบายปิดกิจการ เช่น องค์การฟอกหนัง องค์การแบตเตอรี ซึ่งยุบลงโดยมติ ครม. ปี 2550

การลงทุนในบริษัทจำกัดของกองทัพจำนวน 2 แห่ง ยังเป็นธุรกิจที่นายธนาธรเห็นว่า ควรปฏิรูป

การลงทุนในบริษัทจำกัดที่มีนัยสำคัญ เช่น กองทุนสวัสดิการ ทอ. ที่ลงทุน 49% ในบริษัท ITA เสนอให้นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และให้กองทัพขายหุ้นให้ลดลงเหลือต่ำกว่า 25% เนื่องจากในทางบัญชีถือว่าไม่มีส่วนในทางบริหาร ส่วน ทบ. ที่ลงทุน 49% ใน RTA-E เห็นว่า หนี้ที่กองทัพไทยให้ RTA กู้ไปกว่า 1,000 ล้าน ต้องยอมรับว่าเป็นหนี้สูญแล้ว เก็บจากใครไม่ได้แล้ว ทั้งฝั่งของ ทบ. และฝั่งเอกชน ก่อนปิดบริษัท

กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ

ที่มาของภาพ, กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ

หากปฏิรูป "กองทัพพาณิชย์" แล้วจะช่วยลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น และทรัพย์สินที่ได้มาหากนำมาบริหารปรับปรุงโดยมืออาชีพก็จะได้ผลตอบแทนจากทรัพย์สินเพิ่มขึ้น โดยประธานคณะก้าวหน้าระบุว่า จากการประมาณการณ์ "อย่างน้อย ๆ รัฐไทยจะได้รายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย ๆ ปีละ 10,000 ล้านบาท" ส่วนผลตอบแทนที่ไม่ใช่ตัวเงิน คือ กองทัพจะเล็กลงและมุ่งเน้นเฉพาะภารกิจหลัก มีสมาธิ ไม่ไขว้เขว

นายธนาธรกล่าวว่า สุดท้ายแล้วหากทำได้ทั้งหมด กองทัพได้รับการยอมรับจากประชาชน เพราะเมื่อพูดถึงกองทัพพาณิชย์คือ มีการใช้ทรัพยากรของรัฐ แต่ไม่ถูกตรวจสอบ จึงไม่รู้ว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่

“เรียกได้ว่ากองทัพมีสภาวะยกเว้นทางเศรษฐกิจ ที่หมายความว่า มีคนกลุ่มหนึ่งมีอภิสิทธิ์บางอย่างที่ไม่ต้องทำตามกฎหมาย และคนกลุ่มนี้ก็สร้างชุดคำอธิบายมาสารพัด เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการดำรงอยู่ของอภิสิทธิ์ของพวกเขา”

ประธานคณะก้าวหน้า สรุปว่า ทั้งหมดนี้นำไปสู่การสร้างรัฐบาลที่พลเรือนอยู่เหนือกองทัพ และกองทัพที่มีประสิทธิภาพสูง พร้อมชี้ว่าการปฏิรูปกองทัพต้องอาศัยความเข้าใจจากคนระดับปฏิบัติการ

“นี่ไม่ใช่การหักหาญ นี่ไม่ใช่การจองล้างจองผลาญกองทัพ แต่เราต้องการทำให้กองทัพอยู่ใต้หลักการประชาธิปไตย สอดคล้องกับยุคสมัย และมีภารกิจหลักเพื่อสร้างกองกำลังป้องกันประเทศไทยในวันที่จำเป็นต้องใช้ขึ้นมา” นายธนาธรกล่าวทิ้งท้าย