งบ 67 : สภาผู้แทนราษฎรมีมติ 311ต่อ 177 ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณวาระแรก

Published

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงินกว่า วงเงินกว่า 3.48 ล้านล้านบาท ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 311 เสียง ไม่เห็นด้วย 177 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง หลังเปิดอภิปรายมาร่วม 3 วัน

การลงมติร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ที่ ในวาระรับหลักการมี ผู้เห็นด้วย 311 เสียงไม่เห็นด้วย 177 เสียงและงดออกเสียง 4 เสียงนั้น พบว่าสส. ฝ่ายรัฐบาล จำแนกตามพรรค ประกอบด้วยพรรคเพื่อไทย ลงมติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน137 คน คือ เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับนี้ มีคนที่ไม่ลงคะแนน 3 คน คือ นายอดิศร เพียงเกษ, นายสุชาติ ตันเจริญ และ พล.อ.พิศาล วัฒนวงศ์คีรี

ส่วนผู้งดออกเสียง 1 คือ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง

ด้านพรรคภูมิใจไทยลงมติเห็นด้วยพร้อมเพียงทั้ง 71 คน เช่นเดียวกันกับพรรครวมไทยสร้างชาติเห็นด้วยยกพรรค 36 คน, พรรคชาติพัฒนากล้า ลงมติเห็นด้วยทั้ง 3 คน, พรรคเพื่อไทรวมพลัง ลงมติเห็นด้วยทั้ง 2 คน และพรรคที่มี สส. 1 คนก็โหวตเห็นด้วย เช่น พรรคท้องที่ไทย, พรรคประชาธิปไตยใหม่, พรรคพลังสังคมใหม่ และพรรคเสรีรวมไทย

ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ลงมติเห็นด้วย 38 คนขาดเพียง 2 คน ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณและนางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ที่ไม่ได้มาลงคะแนน ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนา เห็นด้วย 9 เสียง มีนายประภัตร โพธสุธน ใช้สิทธิ์งดออกเสียง 1 คน, พรรคประชาชาติลงมติเห็นชอบ 8 เสียงมี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ลงมติงดออกเสียง 1 คน

ด้านพรรคฝ่ายค้าน นำโดยพรรคก้าวไกลลงมติเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมดคือไม่เห็นด้วย 146 คน มีเพียง 1 คนไม่ลงคะแนนคือ นางทิพา ปวีณาเสถียร

พรรคประชาธิปัตย์ ก็ลงมติไม่เห็นด้วย 24 คน ขาดเพียงนายชาตรี หล้าพรหม 1 คน ที่ไม่ได้ลงคะแนน

ส่วนพรรคเป็นธรรม นายกัณวีร์ สืบแสง ลงมติไม่เห็นด้วย แต่นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ลงมติงดออกเสียง, พรรคครูไทยเพื่อประชาชนลงมติไม่เห็นด้วย 1 คน, พรรคไทยก้าวหน้าลงมติไม่เห็นด้วย1 คน เช่นเดียวกับพรรคใหม่ที่ลงมติไม่เห็นด้วย 1 คน

ที่น่าสนใจ คือ พรรคไทยสร้างไทย ที่มีสส. 6 คน ลงมติไม่เห็นด้วย 3 คน ส่วนอีก 3 คนที่ลงมติสวนทาง ประกอบด้วย นางสุภาพร สลับศรี สส.จังหวัดยโสธร, นายหรั่ง ธุระพล สส.จังหวัดอุดรธานี และนายอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์ สส.จังหวัดอุดรธานี

ต่อมา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยโพสต์ข้อความผ่านข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊กและเอ็กซ์ (ทวิตเตอร์ในอดีต) ขอโทษผู้สนับสนุน หลังมี สส. 3 คนของพรรคไทยสร้างไทยโหวตรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปีงบประมาณปี 2567 ซึ่งเป็นการสวนมติพรรค และมติพรรคร่วมฝ่ายค้าน เธอให้เหตุผลว่า เป็นการกระทำที่ผิดต่อพรรค

เธอโพสต์ข้อความระหว่างที่อยู่ต่างประเทศ โดยระบุว่า ขั้นตอนถัดไปพรรคจะเร่งส่งเรื่องให้กรรมการจริยธรรมของพรรคดำเนินการไต่สวน เพื่อเสนอกรรมการบริหารพรรคพิจารณาเป็นการด่วน

ล่าสุดในวันเสาร์ที่ 6 ม.ค. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ยื่นลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย โดยให้เหตุผลว่า เพื่อแสดงความรับผิดชอบหลังจากมีสมาชิกพรรค 3 คน โหวตรับร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว ซึ่งขัดต่อมติพรรคและมติพรรคร่วมฝ่ายค้าน

ในระหว่างการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงินรวม 3.48 ล้านล้านบาท เป็นวันที่สาม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในรอบนี้ สส.พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ชี้วิกฤตความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล และวิกฤตการศึกษาไทย ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) วิจารณ์ ร่างพ.ร.บ. งบฯ สะท้อนการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เป็นธรรม

ในช่วงครึ่งแรกของวันที่ 5 ม.ค. ผู้อภิปรายจากฝ่ายค้านมุ่งเน้นไปที่การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ไม่สะท้อนการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาและการบริหารงบประมาณไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคก้าวไกล อธิบายผ่านภาพสะท้อนที่เห็นได้จากหัวเมืองใหญ่ได้รับการพัฒนามากกว่าหัวเมืองรอง ส่วนกรุงเทพฯ รวยกว่าพื้นที่ชนบท ผลการสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษา และการเข้าถึงบริหารทางการแพทย์ในเมืองใหญ่และชนบทที่แตกต่างกัน

ชี้ตั้งงบ 67 ไม่ตอบโจทย์กระจายอำนาจ

น.ส.ภคมน ตั้งข้อสังเกตว่า การงบประมาณปี 2567 ของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการคลังไม่มีเจตนาในการกระจายอำนาจเลย แต่กลับต้องการกระชับอำนาจ งบประมาณในแต่ละปี

นอกจากงบประมาณในส่วนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว ยังมีงบประมาณมาในรูปแบบของงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดปีละประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งงบส่วนนี้ให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดในการตัดสินใจใช้ เธอบอกว่าเมื่อพิจารณารายละเอียดพบว่า โครงการต่าง ๆ ไม่ได้ตอบโจทย์การพัฒนาในพื้นที่ แต่กลับมีความซ้ำซ้อนกัน

"เราเคยมีการปรับลดงบประมาณส่วนนี้แล้วในช่วงวิกฤตการระบาดของโรคโควิด-19 ในปี 2564-2566 รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาถึงปี 2567 รัฐบาลของนายเศรษฐา เงินก้อนนี้กำลังเพิ่มขึ้นและกลับมาเต็มเพดาน" เธอกล่าว

เฉพาะในปี 2567 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ตอนแรกได้ตั้งงบประมาณส่วนนี้ไว้ 22,600 ล้านบาท รัฐบาลของนายเศรษฐาที่รับช่วงต่อมาในปี 2567 ได้ปรับเพิ่มขึ้นอีก 500 ล้านบาท เป็น 23,076 ล้านบาท

"เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลนายเศรษฐากำลังอยากเพิ่มบทบาทและอำนาจของราชการส่วนภูมิภาค" เธอกล่าวย้ำ พร้อมอธิบายถึงกลุ่มคนที่ดูแลจัดการงบประมาณในส่วนจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งก็คือ "คณะกรรมการบูรณานโยบายภาค (ก.บ.ภ.)

คณะกรรมการชุดนี้ ประกอบด้วย ตัวแทนฝ่ายการเมือง 8 คน, ข้าราชการ 8 คน, ภาคเอกชน 5 คน, ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 1 คน, และตัวแทนประชาสังคม 4 คน

เธอตั้งข้อสังเกตว่า มีตัวแทนจากภาคประชาสังคม 2 คน ไม่ได้มาจากภาคประชาชนแต่เป็นนักธุรกิจใหญ่ โดยในคำอภิปรายของเธออ้างถึงนักธุรกิจที่เป็นประธานบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ และประธานด้านการพัฒนาการเมือง ส่วนการจัดสรรงบประมาณดังกล่าว รัฐบาลเน้นการจัดสรรให้กับจังหวัดขนาดใหญ่มีความเจริญเศรษฐกิจจะได้งบประมาณมากกว่า โดยไม่เน้นแก้ปัญหาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

ยกตัวอย่าง กรณีงบโครงการด้านการศึกษา พบว่า มีเพียง 3 โครงการ คิดเป็นสัดส่วน 0.05% ของงบประมาณดังกล่าว มีงบประมาณด้านสาธารณสุขเพื่อช่วยให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขเพียง 4 โครงการ คิดเป็นสัดส่วน 0.08%

ทว่า ในงบประมาณในส่วนจังหวัดและกลุ่มจังหวัด 23,076 ล้านบาท งบส่วนใหญ่ 52% เป็นงบสร้างถนน สะพาน ไฟส่องสว่าง สัญญาณไฟจราจร มูลค่า 12,029 ล้านบาท, ตามมาด้วย งบสำหรับสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง แหล่งน้ำ 4,322 ล้านบาท, งบสิ่งปลูกสร้างมูลค่าโครงการละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่า 1,250 ล้านบาท, งบบริหารจัดการ 783 ล้านบาท และงบอบรมสัมมนา ค่าวิทยากร 717 ล้านบาท

ปชป. ชี้ภาคใต้ได้รับจัดสรรงบไม่เป็นธรรม

น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สส. จังหวัดตรัง เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายโดยมุ่งไปยังประเด็นการใช้งบประมาณไปในการพัฒนาที่ไม่ตอบโจทย์กับความต้องการของพื้นที่ ส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ภายใต้สามัญสำนึกที่ว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ มาจากภาษีอากรของประชาชน ควรถูกจัดสรรให้เหมาะสม สุจริต โปร่งใส อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมไม่เลือกที่รักมักที่ชังเพียงเพราะเหตุผลทางการเมือง อย่างในเหตุการณ์ในอดีตที่คนใต้ทั้งภาคเคยถูกเลือกปฏิบัติ เพื่อเพราะเหตุผลที่ว่าไม่นิยมชมชอบพรรคแกนนำรัฐบาลในขณะนั้น

“นายเศรษฐา อาจจะลุกขึ้นมาแก้ตัวว่าตัวท่านและผู้นำในอดีตเป็นคนละคนกัน แต่การจัดงบฯในลักษณะนี้ ยิ่งทำให้มั่นใจว่า ถึงแม้จะเป็นคนละคนกัน แต่พฤติกรรมทอดทิ้งคนใต้ ถูกถ่ายทอดทางพันธุกรรมมาถึงนายกฯที่ชื่อเศรษฐา ผ่านร่างฯ งบฯ ปี 67” น.ส.สุณัฐชา ระบุ

น.ส.สุณัฐชา ยกตัวอย่างงบพัฒนาสำหรับภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัดที่ได้รับการจัดสรร 3,973 ล้านบาท หมุนเวียนอยู่ใน 200 โครงการ จากโครงการทั่วประเทศทั้งหมด 1,577 โครงการ

ส่วนภาคเหนือได้รับงบพัฒนาไป 179 โครงการ วงเงินรวม 3,162 ล้านบาท, ภาคอีสาน 537 โครงการ มูลค่า 9,794 ล้านบาท, ภาคตะวันออก 121 โครงการ ได้งบประมาณ 2,232 ล้านบาท, ภาคตะวันตกได้ไป 101 โครงการ ได้วงเงินไป 1,847 ล้านบาท และภาคกลาง 391 โครงการ วงเงิน 7,345 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณางบประมาณต่อประชาชนแล้วจะพบว่า ภาคตะวันตกได้รับงบประมาณในแผนงานยุทธศาสตร์นี้สูงที่สุด คือ คนละ 513.57 บาท รองลงมาคือ ภาคเหนือได้งบประมาณรายหัวอยู่ที่ 531.03 บาท, ภาคกลาง 505.91 บาทต่อหัว ส่วนภาคที่ได้งบเฉลี่ยต่อหัวน้อยที่สุดคือ ภาคใต้ 421.19 บาท

"แบบนี้เรียกว่า รัฐบาลจัดสรรงบลงพื้นที่อย่างเป็นธรรมหรือไม่"

นอกจากนี้ เธอยังตั้งคำถามถึงโครงการสำคัญตามแผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ หลายโครงการที่หายไปในร่างงบประมาณนี้ เช่น สนามบินพัทลุง, สนามบินอันดามัน, รถไฟรางคู่ชุมพร-นราธิวาส เป็นต้น

ก.ก. ผ่างบการศึกษาที่จัดสรรแบบ "เบี้ยหัวแตก"

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล หยิบยกการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาเพื่อฉายภาพให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเผชิญกับวิกฤตการศึกษา 3 ด้าน

  • เด็กไทยสู้ต่างชาติไม่ได้ หากพิจารณาจากผลการประเมิน PISA ของไทยล่าสุด ลดลงและห่างจากค่าเฉลี่ยของกลุ่ม OECD มากขึ้น
  • เด็กไทยมีโอกาสทางการศึกษาไม่เท่ากันสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
  • เด็กไทยไม่มีความสุขในโรงเรียน โดยพบว่า 3 ใน 10 ของเด็กไทยต้องอดอาหาร 1 ครั้งต่อสัปดาห์ เพราะไม่มีเงินซื้ออาหาร นอกจากนี้ยังพบว่า นักเรียนไม่มีความสุขในการเรียน ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต

"ปัญหาที่ก่อวิกฤตเหล่านี้ไม่ได้มาจาก 'ปริมาณทรัพยากร' แต่อยู่ที่ 'ประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร'" เขากล่าวย้ำพร้อมเสนอแนะทางออกด้วยการพิจารณางบประมาณในส่วนต่าง ๆ เพื่อให้เห็นปัญหาในด้านการจัดสรรงบประมาณในปีนี้ เพิ่มขึ้น ค่อนข้างคงที่ราว 0.3% หรือเพิ่มขึ้นราว 1,000 ล้านบาท มาอยู่ที่ 3.28 แสนล้านบาท

  • งบบุคลากร ครอบคลุมค่าตอบแทนของครูและบุคลากรในโรงเรียนทั่วประเทศและหน่วยงานต่าง ๆ คิดเป็น 64%
  • เงินอุดหนุนนักเรียน ผ่านโครงการเรียนฟรี 15 ปี และเงินอุดหนุนผู้ปกครองผ่านกองทุนความเสมอภาคทางการศึกษา คิดเป็น 26%
  • งบลงทุน ในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ คิดเป็น 4%
  • งบนโยบาย ที่ใช้ไปกับแผนงานต่าง ๆ ในการพัฒนาระบบการศึกษา คิดเป็น 6%

โฆษกพรรคก้าวไกล ยกตัวอย่างในส่วน "งบนโยบาย" ที่รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการกำหนด แต่ในภาพรวมของการตั้งโครงการในงบประมาณของรัฐบาลปัจจุบันแทบไม่แตกต่างจากรัฐบาลชุดที่แล้วและเข้าในลักษณะ "เบี้ยหัวแตก" อีกด้วย เพราะจัดสรรงบประมาณไปยังโครงการขนาดเล็กไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อโครงการ เสมือนรัฐบาลจะพยายาม "เหวี่ยงแห" ให้เห็นว่ากำลังดำเนินการในหลายโครงการพร้อม ๆ กัน

"มีเพียงโครงการเดียวที่แตกต่างจากงบประมาณปีที่แล้วคือ โครงการที่เกี่ยวกับการพัฒนาระบบแพลตฟอร์มการเรียนรู้ในระบบดิจิทัลเพื่อยกระดับการศึกษา ในหลายหน่วยงานคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 600 ล้านบาทในปีนี้"

อย่างไรก็ตาม นายพริษฐ์ เรียกร้องให้รัฐบาลต้องยืนยันว่าจะให้ความสำคัญในด้านความโปร่งใสและสุจริตในการคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาพัฒนาระบบดังกล่าว และไม่ให้ซ้ำซ้อนกับโครงการอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้ว

วิพากษ์โครงการ "รวมมิตรความดี"

ส่วนโครงการภายใต้ "งบนโยบาย" ที่เหลือ นายพริษฐ์ชี้ให้เห็นว่า ยังมีโครงการที่เป็นภาระทางการศึกษาทั้งตัวบุคลากรครูและนักเรียน โดยอ้างจากงานศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่พบว่า มีกิจกรรมและภาระงานของครูทั่วไปประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนมากถึง 40%

สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลรายนี้เรียกว่า "รวมมิตรความดี" เช่น โครงการที่ส่งเสริมจริยธรรมและต่อต้านทุจริตที่ยังได้งบประมาณเพิ่มขึ้น 8% เป็น 160 ล้านบาทในปี 2567 จากปีที่ผ่านมาที่มีอยู่ 147 ล้านบาท ขณะที่โครงการเกี่ยวกับยาเสพติดเพิ่ม 14% เป็น 115 ล้านบาทในปี 2567 จากปีที่ผ่านมา 102 ล้านบาท และเงินอุดหนุนโครงการส่งเสริมการสร้างคนดีตามหลักการทางศาสนาที่ถูกต้อง เพื่อสืบสานและรักษาสังคมพหุวัฒนธรรมที่ดีงามของจังหวัดชายแดนภาคใต้ มูลค่า 273.24 ล้านบาท

เขาระบุว่า ไม่ได้มีแนวความเห็นแย้งว่า ไม่ควรปลูกฝังค่านิยมดังกล่าว แต่ความจริงแล้ว วิธีที่น่าจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดอาจจะไม่ใช่การให้กระทรวงที่คิดค้นเพิ่มเติมด้วยโครงการดังกล่าวด้วยซ้ำ แต่พยายามให้ครูแทรกสิ่งเหล่านั้นเข้าไประหว่างการเรียนการสอน

"ผมต้องตั้งคำถามต่อ แทนที่เราจะมามัวแต่คิดกันว่าจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนักเรียนอย่างไร มันอาจจะถึงเวลาแล้วที่ต้องหันมาทบทวนพฤติกรรมของผู้ใหญ่พวกเรากันเอง เราจะไปคาดหวังนักเรียนให้ความสำคัญในการต่อต้านทุจริตได้ยังไง หากเรายังมีโรงเรียนที่เรียกเงินแป๊ะเจี๊ยะ หรือเงินใต้โต๊ะจากผู้รับเหมา เราจะไปคาดหวังให้ นักเรียนหยุดบูลลีกัน หยุดกลั่นแกล้งกันและกันได้ยังไง หากเรายังไม่กล้าลงโทษครูที่ไปกลั่นแกล้ง ทำร้ายร่างกาย และละเมิดสิทธินักเรียน และเราจะไปคาดหวังให้นักเรียนนั้นเขาไม่ลอกการบ้านเพื่อน ไม่ลอกการบ้านกันและกันได้ยังไง หากเรายังมีคนออกข้อสอบการเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่ไปลอกข้อสอบมาจากต่างประเทศ" เขาถาม

จัดสรรงบลงทุนด้านการศึกษาแบบ "อ่อนแอก็แพ้ไป"

อีกประเด็นหนึ่งที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลหยิบยกมาอภิปรายคือ งบลงทุนด้านการก่อสร้างในด้านการศึกษาถูกปรับลดลงบางส่วน ที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส

จากข้อมูลงบประมาณลงทุนในงบประมาณปี 2567 ในส่วนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ได้รับลดงบประมาณในส่วนงบลงทุนสำหรับเด็กทั้งสองส่วนนี้ลงมากที่สุด กล่าวคือ โครงการเกี่ยวกับเด็กพิการลดลง 37% มาอยู่ที่ 351 ล้านบาท ในปี 2567 จากปีก่อน 557 ล้านบาท ส่วนโครงการสำหรับเด็กด้อยโอกาส ปรับลดลง 45% มาอยู่ที่ 230 ล้านบาท จากปีก่อน 418 ล้านบาท เป็นต้น

นายพริษฐ์ยังตั้งข้อสังเกตอีกส่วนเมื่อพิจารณางบลงทุนหลักด้านอาชีวศึกษา ในส่วน โครงการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มูลค่า 955 ล้านบาท ในงบประมาณปีนี้ ถูกจัดสรรให้กับจังหวัดที่มี สส.เขตพรรคภูมิใจไทยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 24% ขณะที่จังหวัดอื่น ๆ ได้รับการจัดสรรต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 20%

วิโรจน์มองรัฐบาลเมินแก้ปัญหาวิกฤตโรงเรียนขนาดเล็ก

ในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณประจำปีงบประมาณ 2567 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิสร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้หยิบยกประเด็นวิกฤตโรงเรียนขนาดเล็กขึ้นมา เนื่องจากอัตราการเกิดน้อยลงเรื่อย ๆ

เขากล่าวว่า โรงเรียนขนาดเล็กไม่มีงบประมาณเพียงพอ นักเรียนน้อย ครูก็น้อยตาม ยากต่อการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ เด็กในไทยกว่า 36% ที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ปีงบประมาณ 2567 กระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังไม่แก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กอย่างจริงจัง การควบรวมก็ไม่ประสบผลเท่าที่ควร และน้อยลงเรื่อย ๆ งบบริหารจัดการต้องมากกว่าหลักร้อยล้าน เขาจึงมองว่ารัฐบาลนายเศรษฐา ไม่ได้ให้ความสำคัญด้านนี้มากนัก

"ถ้าเราไม่กล้าหาญที่จะบอกปัญหาตรง ๆ และแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กอย่างจริงจัง ไม่มีวันที่เราจะยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยได้เลย TDRI ก็ยืนยัน เหตุที่ PISA เราตกต่ำ มาจากโรงเรียนขนาดเล็ก" เขากล่าวย้ำ

นอกจากนี้เขายังเสนอแนะรัฐบาลว่า หากให้ความสำคัญเรื่องการบริหารงบประมาณและแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก จะสามารถประหยัดงบประมาณ 12,985 ล้านบาทต่อปี และหากว่านำมารวมกับการปรับลดงบดำเนินงานและงบรายจ่ายอื่นที่สร้างภาระทางการศึกษาที่ดึงเด็กออกนอกห้องเรียนอีก 2,117 ล้านบาทต่อปี จะมีเงินจัดสรรใหม่ได้อีก 15,102 ล้านบาทต่อปี

หากทำได้แล้ว งบจัดสรรใหม่ดังกล่าวจะสามารถนำไปอุดหนุนเฉพาะกิจ 4,000 ล้านบาท ให้ อบจ.ทั่วประเทศ ทำรถโรงเรียนภายในจังหวัดให้เด็กทุกคนเดินทางร่วมกันได้ ส่วนอีก 6,600 ล้านบาท นำไปจัดสรรงบให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ช่วยเด็กยากจนพิเศษ 1.3 ล้านคน ได้รับทุนเพิ่มขึ้นเป็น 4,200 บาทต่อคนต่อปีทันที

ส่วนเด็กยากจน 1.2 ล้านคนที่ตกหล่น ทุกคนจะได้รับการช่วยเหลือ โดยไม่หลุดออกจากระบบการศึกษาแม้แต่คนเดียว และยังเหลืองบประมาณอีก 4,500 ล้านบาทต่อปี ที่สามารถนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาอื่น ๆ ได้อีก

กระทรวงศึกษา ยืนยันพร้อมทำงานภายใต้ข้อจำกัด และมุ่งแก้ปัญหาให้ครูและนักเรียน

หลังจาก สส.ฝ่ายค้านอภิปรายถึงงบประมาณด้านการศึกษา พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ชี้แจงเรื่องความห่วงใยของฝ่ายค้านต่องบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ โดยยอมรับว่า ปัญหาต่างๆ ที่ฝ่ายค้านได้กล่าวถึงนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนรัฐบาลชุดปัจจุบันจะเข้ามาบริหารงาน

สำหรับงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการในปี 2567 ซึ่ง งบส่วนใหญ่อยู่ที่งบบุคลากร 61.58% และงบอุดหนุน 27.59% ขณะที่งบที่เหลือเป็นงบสำหรับดำเนินการ งบลงทุน และงบรายจ่ายอื่น ถึงแม้ รมว.ศธ.จะยอมรับว่างบในส่วนหลังนี้ “ถือว่าน้อย” แต่ก็เป็นความท้าทายที่ต้องจัดการให้ได้

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ย้ำว่า ถึงแม้กระทรวงศึกษาธิการจะจัดทำงบประมาณภายใต้ข้อจำกัด แต่ก็พยายามสร้างโอกาสความเท่าเทียมด้านการศึกษา ด้วยการนำเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงการสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อลดช่องว่างการเข้าถึงการศึกษาของเด็กนักเรียนในที่ห่างไกล

“กระทรวงศึกษาฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามสร้างโอกาสความเท่าเทียมด้านการศึกษาโดยนำเทคโนโลยี อุปกรณ์ และสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกเข้ามาช่วยในการลดข้อจำกัดด้านงบประมาณ เพื่อให้ผู้เรียนที่มีความแตกต่างกันทางด้านรายได้ของผู้ปกครอง หรือสภาพที่อยู่ที่ห่างไกล” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

รมว.ศธ. ระบุถึงนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ที่มุ่งเป้าหมายช่วยลดภาระและแก้หนี้สินให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา นอกจากนั้น ยังจะช่วยลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ผ่านนโยบายการนำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ให้นักเรียนสามารถเรียนได้ “ทุกที่ ทุกเวลา” (Anywhere Anytime) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอีกทางหนึ่ง

ในเวลาต่อมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ในฐานะผู้รับผิดชอบการดูแลสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลุกขึ้นชี้แจงว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับเรื่องปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กเช่นเดียวกับฝ่ายค้าน ซึ่งเขายอมรับว่า ข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำเสนอมานั้น "ชัดเจน" แต่การจัดการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน โดยกระทรวงกำลังพิจารณาแก้ปัญหาเช่น การเพิ่มเงินอุดหนุนค่าเดินทางแก่นักเรียนที่ต้องเดินทางข้ามโรงเรียน ในกรณีที่โรงเรียนเดิมถูกควบรวมกับอีกโรงเรียน

ทั้งนี้ รมช.ศธ. ระบุว่า การสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เกี่ยวกับการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการกำลังพัฒนานั้น จะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาการศึกษาภายในโรงเรียนขนาดเล็ก รวมถึงเพิ่มความเสมอภาคระหว่างนักเรียนในเมืองและต่างจังหวัด เพราะนักเรียนจะสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมกันมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ ปัญหาเรื่องภาระงานของครูที่มากเกินไปนั้น กระทรวงศึกษาได้วางแผนเพื่อแก้ไขด้วยการทำเรื่องเพื่อของบกลาง เพื่อนำนักการภารโรงเพิ่มเข้าสู่โรงเรียนประมาณ 12,000 กว่าตำแหน่ง เพื่อทำให้ครูมีเวลาสอนในห้องเรียนมากขึ้น

ส่วนเรื่องภาระที่ครูต้องทำงานด้านธุรการที่มากเกินไป จะถูกแก้ไขด้วยนโยบายการใช้ครูธุรการร่วมกันในโรงเรียนเล็กๆ ซึ่ง รมช.ศธ.เชื่อว่า ครูธุรการหนึ่งคนสามารถทำงานธุรการได้มากกว่าหนึ่งโรงเรียนด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งถือเป็นวิธีการแก้ปัญหาภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด และเป็นสิ่งที่กระทรวงศึกษาเชื่อว่าจะสามารถ "คืนครูสู่นักเรียน" ได้

ก้าวไกลชี้รัฐ ‘เหนียวหนี้’ ประกันสังคม กระทบโอกาสยกระดับสิทธิผู้ประกันตน

ประเด็นงบประมาณด้านสวัสดิการแรงงาน เป็นหัวข้อที่ถูกฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาอภิปราย โดย น.ส.วรรณวิภา ไม้สน สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกตถึงการจัดงบประมาณ ที่นอกจากไม่ต่างกับรัฐบาลชุดที่แล้ว ยังไม่แก้ปัญหาใหญ่อย่างเรื่องสถานะของกองทุนประกันสังคม

สส.ก้าวไกลผู้นี้ อภิปรายว่า ถึงแม้กองทุนประกันสังคมจะมีสินทรัยพ์กว่า 2.3 ล้านล้านบาทที่เกือบเท่ากับงบประมาณแผ่นดิน แต่ภายในกองทุนนี้กลับมีความเปราะบางซ่อนอยู่ ซึ่งถ้าไม่มีการแก้ปัญหาก็จะเข้าสู่สถานะล้มละลายได้ในอีก 30 ปีข้างหน้า

“ท่านรู้หรือไม่ว่า อีกไม่เกิน 20 ปี กองทุนนี้จะเริ่มขาดทุน และถ้ายังเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อีกไม่นาน 30 ปีกองทุนนี้จะล้มละลายโดยสมบูรณ์ แบบนี้เด็กที่เรียนจบและเพิ่งเข้าสู่ระบบประกันสังคมเสี่ยงที่จะจ่ายเงินฟรี เพราะอีกสามสิบปีข้างหน้าจะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย ที่เป็นแบบนี้เพราะเราจ่ายเงินสมทบได้ไม่เพียงพอ”

น.ส.วรรณวิภา ชี้ว่า ความประเบางของสถานะของกองทุนประกันสังคมมีสาเหตุมาจากการเก็บเงินสมทบได้ไม่เพียงพอ และที่ผ่านมารัฐได้นำเงินจากกองทุนประกันสังคมไปใช้โดยไม่มีแผนจะใช้คืน และ “ลูกหนี้ที่ใหญ่ที่สุด” อย่างรัฐบาล ที่ติดค้างหนี้กองทุนกว่าเจ็ดหมื่นล้านบาท ซึ่งไม่มีวี่แววว่ารัฐจะชดใช้เงินคืน

เธอระบุว่า ถึงแม้ว่าสำนักงานกองทุนประกันสังคมจะทำเรื่องขอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณโดยรวมเงินสมทบที่รัฐฐาลค้างจ่ายกว่าเจ็ดหมื่นล้านบาท แต่ในงบประมาณปี 2567 กลับไม่ปรากฎเงินส่วนนี้แต่อย่างใด

“เป็นหนี้เจ็ดหมื่น คืนสี่พัน ถ้าเป็นเจ้าหนี้หมวกกันน็อกข้างโรงงานดิฉัน ท่านได้เหลือแต่ชื่อแน่ ๆ โดยรวบไปแล้ว” สส.ก้าวไกล กล่าว พร้อมระบุต่อว่า การไม่ยอมจ่ายหนี้ค้างจ่ายของรัฐบาลในปริมาณสูงขนาดนี้ ส่งผลให้กองทุนประกันสังคมขาดโอกาสที่จะพัฒนาสิทธิและสวัสดิการต่างๆ ที่ผู้ประกันตนควรได้รับ

สส.จากฝ่ายค้าน ฉายภาพความแตกต่างของประกันสังคมที่แตกต่างจากสิทธิบัตรทอง เช่น การรักษาโรคมะเร็งด้วยยารักษาโรคมะเร็ง, เคมีบัดบัด และรังสีรักษาที่ประกันสังคมให้ได้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อปี ขณะที่ บัตรทองให้สิทธิรักษาโรคมะเร็งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและรักษาได้ทุกที่

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิถอนฟันและขูดหินปูนไม่เกิน 900 บาทต่อปี แต่บัตรทองให้สิทธิโดยไม่มีวงเงินและไม่จำกัดจำนวนครั้ง สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างสิทธิประกันสังคมที่ สส.พรรคก้าวไกล เสนอว่าควรถูกปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นได้หากกองทุนประกันสังคมได้รับงบประมาณที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจากเงินที่รัฐติดหนี้กองทุนอยู่กว่าเจ็ดหมื่นล้านบาท

น.ส.วรรณวิภา ยังตั้งคำถามถึงงบประมาณสำหรับโครงการบางชนิดภายใต้กระทรวงแรงงาน เช่น “โครงการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน” ซึ่งได้รับงบประมาณกว่า 11 ล้านบาท โดยงบจำนวนหนึ่งถูกนำไปใช้เพื่ออบรมสัมนา รวมถึงจัดงานวันแรงงาน และเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศ

“ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงแรงงานต้องเปลี่ยน ไม่ว่าจะด้านการบริหาร การบริการ และการจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจของตัวเอง รวมถึงวิกฤตสถานการณ์แรงงานในปัจจุบัน ให้ประชาชนไม่โดยเอารัดเอาเปรียบและได้รับประโยชน์สูงสุด ไหนว่าจะยกระดับคุณภาพชีวิต ทำไมงบประมาณแรงงานยังเหมือนเดิมอยู่” น.ส.วรรณวิภา ทิ้งท้าย

กระทรวงแรงงานไม่ตอบปมหนี้ประกันสังคม ตั้งเป้าหารายได้เข้ากองทุนให้มากขึ้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ตอบถึงเรื่องสถานะของกองทุนประกันสังคม โดยยอมรับว่า กองทุนประกันสังคมมีโอกาสที่จะล้มละลายในอีกสามสิบปีจริงตามที่ สส.ก้าวไกล ได้อภิปราย

ทว่า นายพิพัฒน์ยืนยันว่า นับตั้งแต่เริ่มทำงานในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานเป็นวันแรก ก็ได้มอบนโยบายไปแล้วว่าต้องทำให้กองทุนประกันสังคมสามารถมีดอกผลจากการนำเงินไปลงทุนได้ 5% หรือเป็นรายได้ราว ๆ 120,000 ล้านบาทต่อปี ต่างจากเดิมที่มีรายได้ปีละ 50,000-60,000 ล้านบาท

รมว.แรงงาน ระบุว่า ถ้าหากกองทุนประกันสังคมมีรายได้ถึง 120,000 ล้านบาทต่อปี จะเป็นปริมาณรายได้ที่ใกล้เคียงกับปริมาณรายจ่ายของกองทุน ซึ่งจะช่วยให้กองทุนประกันสังคมสามารถคงอยู่ต่อไปได้ในระยะยาว

สำหรับคำถามจากฝ่ายค้านเรื่องสิทธิประโยชน์ของประกันสังคม นายพิพัฒน์ กล่าวว่าที่ผ่านมาได้พยายามสื่อสาร เพื่อเชื้อชวนให้ประชาชนเข้าสู่ระบบประกันสังคมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ยังได้ขอให้ประชาชนใช้สิทธิตามบัตรทองเป็นลำดับแรก และใช้สิทธิจากประกันสังคมหลังจากนั้น

นอกจากนี้ รมว.แรงงาน ยังได้ตอบข้อสังเกตเกี่ยวกับการตั้งงบประมาณเพื่อการดูงานว่า เป็นเงินสำรองสำหรับการนำบุคลากรไปประชุมร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ก็ได้ให้นโยบายไปกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นกันว่า ต่อจากนี้ การจัดกิจกรรมสัมนาใด ๆ ควรทำกับหลากหลายกลุ่มเป้าหมาย และมีการติดตามผลสำเร็จในแต่ละพื้นที่ว่ามีการนำความรู้ไปขับเคลื่อนต่อหรือไม่

ก้าวไกลอภิปรายสรุปงบไม่ตรงปก ขณะที่นายกฯ ลั่นวาจาจะใช้เงินทุกบาทให้คุ้มกับภาษีประชาชน

ในช่วงท้ายของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สส.จากก้าวไกล นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ รับหน้าที่อภิปรายสรุปวาระพิจารณาร่างงบประมาณ 2657 โดยเปรียบเทียบว่า ความสำเร็จในการการปรับปรุงงบประมาณในยุคอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เป็นเหมือน “บุญเก่า” ที่กำลังจะส่งมาไม่ถึงรัฐบาลยุคนี้เพราะติดเงื่อนไข พ.ร.บ.วิจัยทางการเงินการคลังของมาตรา 28 และการไม่สามารถใช้วิธีการ “กึ่งการคลัง” แบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป

สส.ก้าวไกล อภิปรายว่าการจัดทำงบประมาณครั้งนี้เป็น “วิกฤตงบไม่ตรงปก ไม่ว่าจิ้มไปตรงไหนก็เจอแต่งบไม่ตรงปกทุกเรื่อง” พร้อมนำเสนอทางออก “5 ก้าว” สำหรับรัฐบาล เป็นข้อแนะนำที่เขาเชื่อว่านายกฯ จะสามารถนำไปปรับใช้ได้ตั้งแต่ระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

ก้าวที่ 1 : ก้าวทันที ปฏิรูปจัดทำงบประมาณให้โปร่งใสให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ก้าวที่ 2 : ก้าวทันที ปฏิรูปกระบวนการอนุมัติงบประมาณในสภา ให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ มากกว่าจัดตามผู้รับเหมาที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการต่าง ๆ

ก้าวที่ 3 : ทำได้ในปีงบ 68 เน้นมาตรการเชิงนโยบาย เพื่อเป็นกลไกให้นายกฯ สามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ได้ตามปกติ

ก้าวที่ 4 : งบประมาณฐานศูนย์ สามารถทำได้เมื่อผ่านไปครึ่งเทอมของรัฐบาล รื้อระบบจัดทำงบประมาณใหม่ จัดงบประมาณด้วยการเทกระเป๋าใหม่ทุกปี เพื่อให้งบประมาณตรงตามวิกฤตและสถานการณ์ของประเทศมากที่สุด

ก้าวที่ 5 : จัดสรรงบประมาณเพื่อมุ่งการเอาภารกิจนำ สามารถทำได้ภายใน 4 ปี เพื่อตอบโจทย์วิกฤต และความท้าทายต่างๆ ของประเทศ แต่นายกฯ จะทำข้อสุดท้ายนี้ไม่ได้ถ้าไม่ทำตามทั้ง 4 ข้อก่อน

“เวทีครั้งนี้ไม่ใช่เวทีที่พวกผมจะทำลายล้างรัฐบาล แต่เป็นเวทีซ้อมมือเพื่อเอาชนะท่าน พวกเราจะเอาชนะท่านด้วยการทำงานที่เต็มเปี่ยม และข้อเสนอการบริหารประเทศที่ดีกว่า พวกเราจะชนะด้วยการเก็บเกี่ยวปัญหาและรู้วิธีแก้ปัญหาที่ไม่แพ้ท่าน มาแข่งกันเอาชนะใจประชาชนผ่านเวทีทางการเมือง ถึงแม้พวกผมจะชนะการเลือกตั้ง แต่แพ้การจัดตั้งรัฐบาลภายใต้กติกาปัจจุบัน วันนี้อำนาจอยู่ในมือท่าน บริหารให้ดี เพราะเชื่อว่าผู้แพ้จากการทำงาน 4 ปีข้างหน้านี้จะโดนบดขยี้ด้วยฉันทามติประชาชน” นายณัฐพงษ์ ทิ้งท้ายการอภิปราย

หลังจากนั้น นายกฯ นายเศรษฐา ทวีสิน กล่าวปิดเป็นบุคคลสุดท้ายในการประชุมว่า รัฐบาลขอบคุณ สส. ทุกคนที่ร่วมกันพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ โดยยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น ผ่านนโยบายทั้งระยะสั้นและยาวที่ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

นายกฯ ระบุว่า ร่างงบประมาณนี้มีไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ “4 เพิ่ม 1 ลด” โดย 4 เพิ่ม ได้แก่ จัดงบประมาณในจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน, เพิ่มงบสำหรับการลงทุนยกระดับชีวิตประชาชน, เงินคงคลังที่เพิ่มขึ้นจากการจ่ายเงินคืนเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง และรายได้เพิ่มขึ้น ส่วน 1 ลด คือ การขาดดุลที่ลดลง ซึ่งถือเป็นการลงทุนทางการเงินที่คุ้มค่า

“รัฐบาลจะใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้อย่างรู้คุณค่า ใช้อย่างมีเป้าหมาย ให้คุ้มกับเงินภาษีของประชาชนทุกบาท ทุกสตางค์ สำหรับความเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ ที่ทุกท่านอภิปรายไว้ ผมขอฝากให้กรรมาธิการวิสามัญที่สภาจะแต่งตั้งขึ้น นำไปใช้ประกอบการพิจารณาตรวจสอบรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ ให้เป็นไปโดยรอบคอบยิ่งขึ้น” นายกฯ กล่าว

หลังจากนั้น ที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เปิดให้ สส.ลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 ในวาระแรก โดยผลการลงคะแนนออกมาว่า มีผู้เห็นด้วย 311 คน ไม่เห็นด้วย 177 คน งดออกเสียง 4 คน ซึ่งหลังจากนี้จะมีการกรรมาธิการวิสามัญมาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ต่อไป