ว่ายข้ามโขง : จาก "หมอริท" ฝากถึง "โตโน่" บริจาค รพ. ช่วยหมอ-พยาบาล ได้จริงหรือ
ธันยพร บัวทอง
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครพนม
ข้อความที่ “หมอริท” แพทย์และนักร้องชื่อดัง ทวีตข้อความฝากถึงรุ่นพี่ “โตโน่” ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ที่เพิ่งจบภารกิจว่ายข้ามโขงระดมเงินบริจาคช่วยแพทย์พยาบาล สะท้อนบางส่วนของปัญหาในระบบสาธารณสุขไทย
ล่าสุด โครงการ "หนึ่งคนว่าย หลายคนให้" ของ “โตโน่” มียอดเงินบริจาคเกินกว่า 60 ล้านบาท
“หมอริท” นพ.เรืองฤทธิ์ ศิริพานิช ทวีตข้อความในทวิตเตอร์ Ritz Rueangritz S. ใจความว่า ต่อให้บริจาคเป็น 1,000 ล้านบาท แพทย์พยาบาลไทยก็ยังเหนื่อยเท่าเดิม ปัญหาการทำงานหนักของบุคลากรทางการแพทย์จนทำให้เกิดภาวะสมองไหล ปัญหาเรื่องค่าตอบแทน
นอกจากประเด็นการระดมเงินบริจาคเพื่อช่วยหมอพยาบาลแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจ คือ บางส่วนของข้อความหมอริทที่ชี้ว่า คนไทยได้รักษาพยาบาลฟรี จึงไม่ดูแลสุขภาพ ทำให้เป็นภาระของโรงพยาบาล เป็นทัศนะที่เคยได้ยินได้ฟังจากแพทย์ผู้ให้บริการอยู่บ่อยครั้ง รวมไปถึงผู้นำรัฐบาล ที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เคยกล่าวเมื่อปี 2561
"วันนี้คนมักจะเป็นโรค ความดันสูง เบาหวาน มะเร็ง สมองเสื่อม แต่ทุกคนบอกสบาย ช่างมัน ไม่ต้องออกกำลังกาย เดี๋ยวไปรักษาฟรี พอไม่ได้คุณภาพด่าคนรักษา" พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว
โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือที่มีชื่อในช่วงเริ่มต้นนโยบายว่า 30 บาทรักษาทุกโรค เกิดขึ้นในไทยเมื่อปี 2544-2545 สร้างหลักประกันให้คนไทยทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐานอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ครอบคลุมสิทธิทุกประเภททั้งสิทธิข้าราชการ สิทธิประกันสังคม สิทธิบัตรทอง คนต่างด้าว โดยปัจจุบันมีคนไทยได้ใช้สิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทองกว่า 47.6 ล้านคน
จากข้อความของ "หมอริท" นี้ สะท้อนถึงปัญหาสาธารณสุขไทยบางส่วนที่อาจไม่ถูกกล่าวถึงในการมีกิจกรรมระดมเงินบริจาค บีบีซีไทย สำรวจประเด็นต่าง ๆ ที่ปรากฏในข้อความจากนักร้องนักแสดงรายนี้
เพราะรักษาฟรี ทำให้คนไทยไม่ดูแลสุขภาพ ?
หมอริท กล่าวว่า ต่อให้โตโน่ว่ายน้ำข้ามโขงเป็น 10 รอบ ได้เงินบริจาคมากว่า 1,000 ล้าน "หมอ พยาบาล เค้าก็เหนื่อยเท่าเดิมครับ" หลังจากนั้นได้บรรยายถึงระบบสุขภาพของประเทศไทย คือ ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่ "คนไทยจะป่วยยังไง ก็มีการรักษารองรับ"
แม้ว่าหมอริทจะกล่าวว่า "คนจนมีสิทธิ์เข้าถึงการรักษา" แต่ก็มีทัศนะที่ชี้ว่า เพราะคนไทยได้รักษาพยาบาลฟรี จึงไม่ดูแลสุขภาพ ทำให้เป็นภาระของโรงพยาบาล ซึ่งเป็นข้อความที่เคยได้ยินได้ฟังจากแพทย์ผู้ให้บริการอยู่บ่อยครั้ง
"คนจนมีสิทธิ์เข้าถึงการรักษา แต่ข้อเสียก็คือ คนไทยไม่ใส่ใจสุขภาพ เกิดปัญหา เช่น ติดเหล้า ติดบุหรี่ และเกิดปัญหาสุขภาพตามมา ทำให้คนต้องมาโรงพยาบาลกันเยอะ ซึ่งทำให้หมอต้องทำงานหนัก แต่ยังได้ค่าตอบแทนเท่าเดิม"
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) จริง ๆ แล้ว ก็เพิ่มขึ้นทุกปี แต่เป็นการเพิ่มและขยายบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ให้ครอบคลุมโรคและปัญหาสุขภาพของคนไทยมากขึ้น รวมทั้งค่าบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัว
แล้วการรักษาฟรี ทำให้คนไทยไม่ดูแลสุขภาพจริงหรือ
จากงานวิจัยเรื่องผลกระทบจากระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าในเรื่องระบบสุขภาพและพฤติกรรมเสี่ยงจากกรณีประเทศไทย (The impact of Universal Health Coverage on health care consumption and risky behaviours: evidence from Thailand) เมื่อปี 2013 ได้นำข้อมูลสุขภาพและพฤติกรรมของคนไทย จากฐานข้อมูลการสำรวจอนามัยและสวัสดิการ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ มาวิเคราะห์ว่า กลุ่มคนไทยที่ได้ใช้สิทธิรักษาพยาบาลใน โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค มีพฤติกรรมด้านสุขภาพเปลี่ยนไปอย่างไรหลังจากมีโครงการฯ เทียบกับในช่วงก่อนมีโครงการที่ไม่มีสวัสดิการรักษาพยาบาลโดย งานวิจัยดังกล่าวชี้ว่า ไม่มีหลักฐานว่าคนมีพฤติกรรมด้านสุขภาพที่เสี่ยงขึ้น หรือพยายามดูแลสุขภาพน้อยลง โดยผลสรุปจากวิจัย มีดังนี้
- ไม่มีหลักฐานว่าคนมีพฤติกรรมด้านสุขภาพที่เสี่ยงขึ้น หรือพยายามดูแลสุขภาพลดลง หลังจากเกิดระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า จากข้อมูลงานวิจัยพบว่า อัตราการสูบบุหรี่ลดลง ส่วนการดื่มสุราคงที่ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะการเข้ามาถ่วงดุลจากการมีแคมเปญรณรงค์ลดการสูบบุหรี่และการดื่มสุราจากหน่วยงานด้านสุขภาพ ที่เริ่มรณรงค์ในช่วงปี 2545
- มีการไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพประจำปีมากขึ้นหลังจากมีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค งานวิจัยชี้ว่ามีความแตกต่างระหว่างปี 2544 ซึ่งเป็นช่วงก่อนมีโครงการ กับปี 2546 ช่วงหลังเกิดโครงการ ในกลุ่มผู้หญิงที่เข้ารับการตรวจสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงนี้ มีผลอย่างมากต่อระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ในแง่ค่าใช้จ่ายรักษาด้านการรักษาพยาบาลที่ลดลงได้ในอนาคต เพราะการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันช่วยทำให้มีการวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
- ค่าใช้จ่ายในการไปหาหมอหรือรักษาพยาบาลของคนทุกกลุ่มลดลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชาย ลดลง 7,800 บาท รองลงมาคือ กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้อาศัยในเขตเทศบาล
- เข้ารักษาในโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยในมากขึ้น 2% แต่การแอดมิทที่ รพ. ที่มีระยะเวลาเฉลี่ยยาวนานขึ้นในกลุ่มแรงงานนอกระบบไม่ได้เป็นเพราะปัจจัยจากคนไข้ แต่เกิดจากระบบค่าใช้จ่ายรายหัวที่เป็นแรงจูงใจให้หน่วยบริการดูแลผู้ป่วยใน รพ. นานขึ้น
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์
หมอ พยาบาล ทำงานเกิน 120 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
"ทุกวันนี้หมอไทยยังต้องทำงานเกินเวลาตามระเบียบกำหนด ทำให้เกิดภาวะสมองไหล หมอ ๆ ก็ออกนอกระบบโรงพยาบาลรัฐกันหมด หมอก็น้อยลง งานก็ยังหนัก ผลิตหมอเท่าไหร่ก็ไม่พอ ก็วนลูปแบบนี้ไปเรื่อยๆครับ ถึงบอกว่าเงินบริจาคเยอะแค่ไหน ก็ไม่ได้ช่วยให้หมอหายเหนื่อยครับ" คือ หนึ่งในประเด็นที่หมอริท กล่าว
"การผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนใช้เวลาเกือบ 13 ปี เพื่อฝึกฝนให้เป็นแพทย์เฉพาะทางด้านนั้น ๆ นอกจากงานที่หนัก ทำงานหนักสุดเกิน 120 ชั่วโมง/สัปดาห์ ค่าตอบแทนเหล่านี้ เป็นธรรมจริงหรือ" ข้อมูลสมาพันธ์แพทย์ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งกำลังเคลื่อนไหวผลักดันการแก้ปัญหาชั่วโมงการทำงานของที่ยาวนานของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ และค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ตั้งคำถาม
เพจของสมาพันธ์แพทย์ผู้ปฏิบัติงาน เล่าถึงสถานการณ์ของแพทย์ที่ต้องทำงานต่อเนื่องในเวรดึกว่า ได้รับค่าตอบแทนแบบเหมาจ่าย สำหรับตัวเลขของศัลยแพทย์ที่ปฏิบัติงานตอนกลางคืนในโรงพยาบาลรัฐ พวกเขาได้รับค่าตอบแทนเงินเวรเหมาจ่าย 68 บาท/ชั่วโมง โดยตัวเลขอาจแตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด แต่จากประกาศเดิมปี 2552 อยู่ที่ 34 บาท/ชั่วโมง
"คืนนั้น จะกี่คน ก็ราคาเหมาๆ ทำงานเริ่ม 08.00 เช้า (หรือเช้ากว่านั้นถ้าต้องดูผู้ป่วยใน) ถึง 16.00 เย็น อยู่เวรที่เลือกไม่ได้ว่าจะอยู่หรือไม่เพราะไม่มีบุคลากรอื่นมาทดแทน จาก 16.00 เย็น ต่อจนถึง 08.00 เช้าวันต่อไป และทำงานในวันนั้นต่อจนกว่าจะเลิกงาน"
ในปี 2562 รศ.นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ ผลสำรวจภาระงานและภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขและผลกระทบต่อผู้ป่วย ที่มีผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นแพทย์ทั้งสิ้น 1,105 คน โดย รศ.นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ วิจัยไว้เมื่อปี 2562 ชี้ว่า มีแพทย์ทำงานเกิน 80 ชั่วโมง/สัปดาห์ จำนวน 90% และมีแพทย์ทำงานเกิน 120 ชั่วโมง/สัปดาห์ คิดเป็น 60% ส่วนแพทย์ที่ตอบแบบสำรวจว่าทำงานติดต่อกันมากกว่า 24 ชั่วโมง มีทั้งสิ้น 90%
นอกจากนี้ 90% ของแพทย์ผู้ตอบแบบสำรวจ ยังระบุว่า สถานการณ์ภาระงานที่หนักยังมีผลทำให้เกิดการรักษาผิดพลาดเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ
นี่เป็นตัวเลขจริง ที่สวนทางกับประกาศของแพทยสภา เมื่อปี 2560 ที่กำหนดชั่วโมงการทํางานของแพทย์นอกเวลาราชการ ไม่ควรเกิน 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ และระยะเวลาการทํางานเวรอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ไม่ควรเกิน 16 ชั่วโมงติดต่อกัน
“พี่บอกว่าหมอพยาบาลเสี่ยง คำถามคือ แล้วใครปล่อยให้หมอพยาบาลทำงานภายใต้ความเสี่ยง? ถ้ารู้ว่าเค้าทำงานแบบเสี่ยงอยู่ ทำไมผู้มีอำนาจโดยตรงถึงมองไม่เห็นและไม่สามารถจัดการปัญหานั้นโดยเร่งด่วนได้ หรืองบประมาณไม่เพียงพอ แล้วถ้างบไม่พอจริงๆ ทำไมไม่รายงานขึ้นไป ทำไมต้องรอเงินบริจาค?” นี่คือ คำถามจากหมอริท ที่เขียนข้อความบนทวิตถึง “โตโน่”

ที่มาของภาพ, สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครพนม
แพทย์ของ รพ. รัฐ สมองไหล
ข้อมูลจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ชี้ให้เห็นสถานการณ์กำลังคนในกระทรวงดังนี้
- มีแพทย์ออกจากกระทรวงสาธารณสุข 40% ต่อปี
- เวลาขอตำแหน่งแพทย์ไปที่ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) มักจะได้แค่ 80% ของที่ขอไป เนื่องจากปัญหาเรื่องงบประมาณ
- สัดส่วนแพทย์ต่อประชากรที่ไม่รวมแพทย์กำลังศึกษาอยู่ที่ 1 ต่อ 3,626 คน
- สัดส่วนแพทย์ในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 1 ต่อ 548 คน แต่บางจังหวัด เช่น อีสาน อาจไปถึง 1 ต่อ 3,500 คน
สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้บุคลากรในวงการสาธารณสุข ยังผลักดันการแก้ปัญหาต่อเนื่อง โดยวันที่ 25 ต.ค. นี้ สมาพันธ์แพทย์ผู้ปฏิบัติงาน และเครือข่ายพยาบาล จะร่วมทวงถามความคืบหน้า การแก้ปัญหากำหนดชั่วโมงการทำงานแพทย์ ต่อคณะกรรมาธิการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร






























