คนที่จิตใจใฝ่หา “กลียุค” มักหมกมุ่นกับทฤษฎีสมคบคิด

Published

ความปรารถนาของคนผู้หนึ่งที่จะลงมือขัดขวาง หรือทำลายล้างระบอบการเมืองการปกครองที่เขามองว่า “กดขี่” ตนเองอยู่ สามารถจะเป็นสิ่งจูงใจที่มีพลังรุนแรง จนผลักดันให้คนผู้นั้นเข้าร่วมวงกระพือข่าวเล่าลือที่เป็นทฤษฎีสมคบคิด (conspiracy theories) ให้เผยแพร่เป็นวงกว้างออกไป แม้ตนเองจะไม่เชื่อว่าข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องจริงก็ตาม

ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร “การวิจัยและการเมือง” (Research and Politics) ระบุว่าคนบางกลุ่มมีความปรารถนาให้สังคมเกิดความโกลาหลวุ่นวาย หรือเกิดความปั่นป่วนไร้ระเบียบแบบกลียุค (need for chaos) โดยเห็นว่ามันคือสิ่งจำเป็น เพื่อล้มล้างระบอบที่เลวร้ายในปัจจุบันและปูทางไปสู่การเริ่มต้นใหม่

แม้ว่าเราทุกคนจะเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดบางเรื่องกันคนละเล็กละน้อย โดยไม่ทำให้เกิดความเสียหายใด ๆ ขึ้น แต่ความเชื่อฝังหัวบางอย่างอาจเป็นอันตรายร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์สามารถเผยแพร่ข่าวปลอม ซึ่งมีกลุ่มผลประโยชน์คอยสนับสนุนการแพร่ข่าวนั้นอยู่เบื้องหลัง

ด้วยเหตุนี้การศึกษากลไกทางจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อในทฤษฎีสมคบคิด จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทำให้ทีมนักรัฐศาสตร์และนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยคาร์ลตัน (Carleton University) ของแคนาดา ลงมือรวบรวมข้อมูลดังกล่าวด้วยแบบสำรวจความคิดเห็น เพื่อนำมาวิเคราะห์หาแรงจูงใจสำคัญ ที่ผลักดันให้คนเราเข้าร่วมวงเผยแพร่เรื่องราวสมคบคิดกันอย่างกว้างขวาง โดยต้องการจะทราบว่า แรงจูงใจนั้นมาจากความเชื่อว่าตนเองกำลังเผยแพร่เรื่องจริง, ความต้องการเตือนภัยเพื่อนร่วมอุดมการณ์, หรือมาจากความปรารถนาให้สังคมเข้าสู่สภาพโกลาหลแบบกลียุคกันแน่

การสำรวจข้างต้นทำกับกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกัน 3,336 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีสัดส่วนของผู้ยึดถือแนวคิดทางการเมืองในแบบต่าง ๆ อยู่อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งดร.คริสตินา ฟาร์ฮาร์ต ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า ผลการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนี้ออกมาน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง เพราะแตกต่างจากการสำรวจวิจัยครั้งก่อนของเธออย่างสิ้นเชิง

ผลวิจัยในอดีตชี้ว่า คนส่วนใหญ่ที่แชร์หรือแบ่งปันข่าวสาร โดยเลือกส่งต่อเรื่องราวสมคบคิดทางสื่อสังคมออนไลน์นั้น มักทำไปเพราะเชื่อมั่นว่าข่าวเล่าลือดังกล่าวจะต้องเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน โดยความเชื่อฝังหัวนี้เกิดขึ้น จากความทุกข์ยากคับข้องใจด้วยปัญหาเชิงโครงสร้างที่เผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือหรือการแก้ไขเยียวยาสักที จึงต้องการส่งต่อเรื่องราวไปยังคนที่มีสถานะทางสังคม-เศรษฐกิจ แบบเดียวกัน หรืออยู่ในกลุ่มวัฒนธรรมเดียวกัน เพื่อเตือนภัยและระดมกำลังในการต่อต้านระบอบที่เป็นปฏิปักษ์

อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยล่าสุดกลับให้คำตอบไปในทางตรงกันข้าม โดยชี้ว่าผู้ที่ส่งต่อเรื่องราวสมคบคิดทางสื่อสังคมออนไลน์ อาจเชื่อหรือไม่เชื่อว่าเรื่องนั้นเป็นข่าวจริงก็ได้ แต่ทว่าแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยแชร์ข่าวดังกล่าว มาจากความต้องการท้าทายระบอบการเมืองการปกครองที่กุมอำนาจอยู่ทั้งหมด

กลุ่มผู้ใฝ่หาความโกลาหลปั่นป่วน มักระบุในแบบสำรวจว่าเห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อความที่แสดงถึงการ “ล้างไพ่” รื้อถอนโครงสร้างอำนาจเดิมเพื่อการเริ่มต้นใหม่ อย่างเช่น “เราไม่สามารถแก้ปัญหาสารพัดในสถาบันทางสังคมต่าง ๆ ของเราได้ เราจำเป็นต้องพังมันลงมา แล้วสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด”

ข่าวสารที่เป็นทฤษฎีสมคบคิดซึ่งคนกลุ่มดังกล่าวแชร์ต่อนั้น ไม่จำเป็นจะต้องสอดคล้องกับความเชื่อที่มีอยู่เดิมของพวกเขา ซึ่งหมายความว่ากลุ่มผู้ปรารถนากลียุค อาจเลือกส่งต่อเรื่องราวที่เชื่อว่าเป็นเท็จก็ได้ ขอเพียงแค่ข่าวนั้นมีนัยยะ สื่อถึงความจำเป็นที่สังคมจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินก็พอ

สาเหตุที่กลุ่มผู้ใฝ่หาความโกลาหลวุ่นวายในสังคม ช่วยปั่นกระแสเรื่องสมคบคิดที่เป็นข่าวเท็จนั้น ก็เพราะรู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่ควรกระทำ เพื่อโจมตีระบอบชั่วร้ายที่กุมอำนาจอยู่ หรือทำไปเพียงเพื่อบรรเทาความเบื่อหน่ายต่อชีวิตภายใต้ระบอบเดิม ๆ ที่ดูจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ดังเช่นที่มีผู้ตอบแบบสำรวจเห็นด้วยกับข้อความต่อไปนี้เป็นจำนวนมาก “ฉันต้องการความโกลาหลปั่นป่วนรอบด้าน...มันน่าเบื่อเกินไป หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย”

ผลวิจัยนี้ถือว่าสอดคล้องกับผลการศึกษาหลายชิ้นในอดีต ซึ่งชี้ว่าคนที่รู้สึกขาดความมั่นคงทางสังคมหรือการเงิน มีแนวโน้มจะหลงเชื่อทฤษฎีสมคบคิดได้ง่ายกว่า ทำให้สถิติของผู้คนที่เชื่อถือในข่าวเล่าลือดังกล่าว มักพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในภาวะวิกฤต อย่างเช่นช่วงระหว่างการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ผลวิจัยล่าสุดยังสอดคล้องกับผลการศึกษาในอดีตที่ระบุว่า การได้หลอกปั่นหัวใครบางคน สามารถให้ความรู้สึกเหมือนเป็นผู้มีอำนาจควบคุม แก่คนที่หลอกปั่นหัวผู้อื่นได้ชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งเท่ากับว่าพฤติกรรมหลอกลวงเป็นเครื่องทดแทนสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถหาได้ในชีวิตจริง

เมื่อพิจารณาถึงสภาพการณ์ของสังคมในหลายประเทศทั่วโลก เราจะพบว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่มีผู้สนใจและส่งต่อข่าวเล่าลือที่เป็นทฤษฎีสมคบคิดกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผู้คนต้องเผชิญกับความเครียดรอบด้าน ทั้งจากค่าครองชีพที่พุ่งสูง, การขาดความมั่นคงปลอดภัยทางการเงิน, ภัยธรรมชาติ, รวมทั้งบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากภาครัฐที่ย่ำแย่ ทำให้พวกเขาหมดหวังกับระบอบการเมืองการปกครองที่เป็นอยู่ แต่ใฝ่ฝันถึงความเปลี่ยนแปลงกันมากขึ้น

ทีมผู้วิจัยกล่าวสรุปว่า “ผลการศึกษาของเราค้นพบหลักฐานที่ยืนยันแน่ชัดว่า การที่คนผู้หนึ่งเลือกส่งต่อเรื่องราวสมคบคิดทางสื่อสังคมออนไลน์อย่างเต็มใจ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเขาเชื่อมั่นว่าเป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ยังทำไปด้วยจิตใจที่ปรารถนาความเปลี่ยนแปลง โดยมุ่งปลุกระดมให้ผู้คนร่วมกันต่อต้านระบอบการเมืองการปกครองที่กุมอำนาจอยู่ทั้งหมด”