3 ประเด็นไฮไลท์ ถกงบฯ 68 วันแรก: ดิจิทัลวอลเล็ต-เครื่องบิน VIP-ถาดหลุม ทบ.

ที่มาของภาพ, thai news pix
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 วงเงินรวม 3.75 ล้านล้านบาท ในวาระ 2-3 มีขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 ก.ย.
การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลรักษาการของพรรคเพื่อไทย (พท.) เนื่องจากคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ยังอยู่ในขั้นตอนก่อนนำรายชื่อ ครม. ขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งยังมีขั้นตอนการเข้าเฝ้าเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ และการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในช่วงเดือน ก.ย.
การจัดทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง และการจัดงบประมาณสำหรับโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ที่ ครม.ได้เปลี่ยนแปลงรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการชำระหนี้ของธนาคารรัฐจำนวน 35,000 ล้านบาท มาเป็นงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจในงบประมาณกลางรวมเป็นวงเงิน 187,700 ล้านบาท คือประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย วิจารณ์และตั้งคำถาม
บีบีซีไทยรวบรวมการอภิปรายงบประมาณ 2568 ในวาระ 2-3 ที่น่าสนใจ ดังนี้
ทำงบฯ ขาดดุลต่อเนื่อง อาจทำประเทศติดกับดัก
นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 อภิปรายในมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.งบฯ 68 ขอลดงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ตั้งไว้ 3.75 ล้านล้านบาท เหลือ 3.56 ล้านล้านบาท โดยระบุว่า งบฯ 2568 มีที่มาจาก 2 ทางด้วยกัน ได้แก่ รายได้ที่คาดว่าจะจัดเก็บได้ 2.887 ล้านล้านบาท และจากการกู้เงินเพื่อชดเชยรายได้ที่ไม่เพียงพอ 865,000 ล้านบาท ซึ่งทราบกันดีว่าเป็นการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล
“พูดแบบชาวบ้านก็คือ เงินกูไม่พอ เลยต้องใช้เงินกู้มาเติม ตรงนี้ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทุกรัฐบาลจัดงบประมาณขาดดุล แล้วก็กู้เงินชดเชยการขาดดุลงบประมาณมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนทำให้ภาระหนี้สินในรูปของหนี้สาธารณะพอกพูนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว”
นายวีระ กล่าวต่อไปว่า การขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง ทำให้หนี้สาธารณะที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ณ สิ้นเดือน มิ.ย. ปี 2567 รัฐบาลมียอดหนี้สาธารณะคงค้างรวมกันทั้งสิ้นมากถึง 11.54 ล้านล้านบาท และเพิ่มเติมด้วยการกู้ขาดดุลงบประมาณ 2568 อีก 865,000 ล้านบาท ทำให้ยอดคงค้างหนี้สาธารณะจะทะลุ 12 ล้านล้านบาท และอาจสูงถึง 13 ล้านล้านบาทภายในสิ้นปี ในอนาคตหากการจัดทำงบประมาณขาดดุลเรื้อรังยังดำเนินไปพร้อมกับการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลทุกปีไปเรื่อย ๆ แบบนี้ เราจะต้องมีปัญหาทางด้านการเงินการคลังภาครัฐอย่างหนักหนาสาหัสแน่นอน
นายวีระกล่าวช่วงหนึ่งด้วยว่า เท่าที่ได้ติดตามการทำงบประมาณอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 10 ปี อยากบอกว่าบัดนี้ ประเทศไทยได้ติดกับดักการจัดทำงบประมาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“นี่คือการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถานะการเงินการคลังของรัฐ ในปัจจุบันและอนาคตอย่างแท้จริง ถ้าหากไม่ยับยั้งหรือบริหารจัดการแก้ปัญหาเสียตั้งแต่ต้นมือ สิ่งที่เป็นภาระทางการคลังก็จะกลายเป็นความเสี่ยงทางการคลัง และสุดท้ายนำไปสู่วิกฤตการคลังได้ในที่สุด” นายวีระ กล่าว

ที่มาของภาพ, thai news pix
ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายขอปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ลงอีกราว 2 แสนล้านบาท ให้เหลือ 3.5 ล้านล้านบาท
ศิริกัญญา เริ่มต้นด้วยการยกข้อมูล 5 อันดับกระทรวง/หน่วยงานที่ปรับลดงบฯ สูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ รัฐวิสาหกิจ, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงการคลัง, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สำนักนายกรัฐมนตรี และ กระทรวงกลาโหม รวมแล้วตัดได้ราว 40,000 ล้านบาท แต่ปัญหาคือการปรับลดงบฯ ครั้งนี้ มีส่วนที่ไม่ควรตัดก็ไปตัด ขณะเดียวกันก็ยังมีส่วนที่เป็นไขมันส่วนเกินที่ยังรีดได้อีกเยอะมากแต่ไม่ถูกตัดไป ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่ซ้ำซ้อน ไม่สมเหตุสมผล ยังไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ยังมีไขมันแทรกซึม มีโครงสร้างที่ปรับเปลี่ยนได้
ศิริกัญญา อภิปรายต่อไปว่า ยังมีความจำเป็นต้องปรับลดงบประมาณลง เนื่องจากประเทศไม่ได้มีความสามารถหรือกำลังมากพอในการใช้จ่ายเงินถึง 3.7 ล้านล้านบาท งบประมาณ 2568 ได้ประมาณการรายได้มาตั้งแต่ ธ.ค. 2566 ที่ 2.887 ล้านล้านบาท และเชื่อว่าเศรษฐกิจในปี 2567 จะโตขึ้น 3.2% แต่เหตุการณ์ได้เปลี่ยนไปมาก เศรษฐกิจมีแนวโน้มจะชะลอตัวลง แต่งบฯ ปี 2568 กลับไม่ได้ถูกปรับเปลี่ยนเลย โดยเฉพาะประมาณการรายได้ และยังมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถจัดเก็บรายได้ได้ตามเป้าหมาย
“ปี 2567 การเติบโตของเศรษฐกิจเหลือ 2.5% แล้ว ย่อมส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลโดยตรง ปี 2568 ก็เช่นเดียวกัน ถูกปรับลดการเติบโตทางเศรษฐกิจเหลือ 3.0% เท่านั้น แล้วเราจะจัดเก็บรายได้เท่าเดิมที่ประมาณการไว้คือเกือบ 2.9 ล้านล้านบาท ได้อย่างไร”
ดิจิทัลวอลเล็ต: เงินยังหาไม่ครบ โยกงบจาก 5 ธนาคารรัฐ
อ.วีระ ชี้แจกเงินหมื่นเป็นเงินสด ถือเป็นการยกเลิกดิจิทัลวอลเล็ต “โดยพฤตินัย”
นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 เสนอตัดงบกลางในส่วนรายการที่ 5 ค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ วงเงิน 187,700 ล้านบาท ทั้งหมด โดยชี้ว่า การโอนงบประมาณรายการอื่น มาเป็นงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว ไม่สมเหตุสมผล และไม่มีความจำเป็น
วีระ กล่าวว่า รัฐบาลได้ยอมรับความเป็นจริงว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 450,000 ล้านบาท ก้อนหนึ่งใช้งบประมาณ 2567 ทั้งงบปกติและงบรายจ่ายเพิ่มเติม โดยใช้วิธีจ่ายเป็นเงินสด ไม่มีกระเป๋าดิจิทัล หรือดิจิทัลวอลเล็ต พูดง่าย ๆ คือว่า ขณะนี้เกิดความสับสนในเรื่องเป้าหมายและวิธีการของดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งการแจกเงินสดจะเกิดขึ้นภายในเดือน ก.ย. ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของผู้มีรายได้น้อย และผู้ถือบัตรผู้พิการ
ส่วนการพิจารณางบกลางรายการกระตุ้นเศรษฐกิจในงบฯ 2568 ที่จะใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต หากยังเป็นการจ่ายเงินสด นั่นหมายถึงโครงการดิจิทัลวอลเล็ตได้ยกเลิกไปแล้วโดยพฤตินัย ด้วยความสับสนเช่นนี้ เห็นว่าควรทบทวนการอนุมัติงบกลางก้อนนี้เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินการต่อไปของรัฐบาล ซึ่งไม่ได้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด
“งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจ 187,700 ล้านบาท ถ้าหากว่าจะต้องดำเนินการแบบเดียวกับการจ่ายเงินสด นั่นหมายความว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ต ถือว่ายกเลิกไปโดยพฤตินัยแล้ว แม้ว่าไม่มีการระบุว่าค่าใช้จ่ายงบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจจะออกมาในรูปแบบไหน” นายวีระ กล่าว
นายวีระ กล่าวต่อด้วยว่า จากรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ ไม่เคยปรากฏในงบกลางมาก่อน เพิ่งเกิดขึ้นในปีงบฯ 2567 นั่นทำให้เกิดปัญหา การกำหนดสัดส่วนในการจัดทำงบประมาณและค่าใช้จ่าย ซึ่งจากรายการค่าใช้จ่ายในงบกลาง มีอย่างน้อย 4 รายการ จาก 11 รายการที่ชนเพดานตามที่กฎหมายกำหนด
“การตั้งงบกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นจุดเริ่มต้นของการซวนเซ หย่อนยาน ในการดำเนินการรักษาวินัยการเงินการคลัง” วีระกล่าว
ศิริกัญญาชี้ รัฐบาลหน้ามืด ชักดาบเงินธนาคารรัฐ 35,000 ล้าน ทำดิจิทัลวอลเล็ต
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย เสนอปรับลดงบประมาณรายจ่ายงบกลางลงอีก 152,600 ล้านบาท จากที่ตั้งวงเงินไว้ทั้งสิ้นกว่า 842,001 ล้านบาท
ศิริกัญญากล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า งบกลางจะถูกนำไปใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต จนถึงวันนี้ วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น โดยเฟสแรก เปลี่ยนเป็นการแจกเงินสดผ่านบัตรคนจน 14.5 ล้านคน 145,000 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณรายจ่ายปี 2567 จากสองส่วน ได้แก่ พ.ร.บ.งบฯ 2567 เพิ่มเติม 122,000 ล้านบาท และงบกลาง 23,000 ล้านบาท แต่นั่นทำให้ยังคงมีงบอีกหนึ่งก้อนที่รัฐบาลต้องหามาอีก 305,000 ล้านบาท จนถึงวันนี้ยังไม่ได้มีความชัดเจน ซึ่งเข้าใจว่าเพราะรัฐบาลยังไม่ได้ถวายสัตย์ ยังไม่ได้แถลงนโยบายว่าเงินที่เหลือจะแจกผ่านดิจิทัลวอลเล็ตหรือไม่ หรือจะแจกผ่านอะไรเท่าไหร่ ทุกอย่างต้องรอให้เกิดความชัดเจน หลังมี ครม. ใหม่
“ตรงนี้เราต้องเลิกเรียกว่าดิจิทัลวอลเล็ตได้แล้ว เพราะมันไม่ใช่ดิจิทัลและไม่ได้มีวอลเล็ตแล้ว ในการแจกเป็นเงินสด แต่นั่นทำให้ยังคงมีงบอีกหนึ่งก้อน ที่แจกให้ครบ 45 ล้านคน ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องหามาอีก 305,000 ล้านบาท จนถึงวันนี้ยังไม่ได้มีความชัดเจนแต่อย่างใด”

ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รัฐสภา
หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชน กล่าวต่อไปว่า งบโครงการดิจิทัลวอลเล็ตล่าสุดมาจาก 3 ส่วน ได้แก่ พ.ร.บ.งบฯ 68 ที่ผ่านวาระ 1 วงเงิน 152,700 ล้านบาท และเป็นส่วนที่ชักดาบมาจากธนาคารรัฐ 5 แห่งอีก 35,000 ล้านบาท แต่ยังขาดงบประมาณอีกกว่าแสนล้านที่ยังไม่ทราบว่าจะมาจากไหน และหากงบประมาณยังหามาได้ไม่ครบ เหตุใดจึงไปตัดงบประมาณของธนาคารรัฐ 5 แห่งมา อย่างเช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ตัดเกลี้ยงเป็นศูนย์ ในส่วนของงบฯ ตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561 ที่รัฐบาลต้องใช้คืนกว่า 31,000 ล้านบาท ซึ่งหลายโครงการเป็นโครงการตั้งแต่ปี 2552
“เรียกได้ว่าหน้ามืดแล้ว มีเงินตรงไหนซ่อนตรงไหน เก๊ะไหนเหลืออยู่ก็ขอไปล้วง ไปควักออกมาให้หมด แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ครบ 305,000 ล้านบาทอยู่ดี ยังขาดอยู่อีก 117,300 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับคน 12 ล้านคน ยังหน้าสิ่วหน้าขวาน ยังไม่ทราบว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาจ่ายให้ประชาชนจนครบ”
น.ส.ศิริกัญญาเสนอว่า เมื่อเงินงบประมาณที่ต้องใช้ยังมีไม่พอ รัฐบาลควรรอให้แถลงนโยบายจบ หลังจากนั้นจึงออกเป็น พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ไปตัดลดงบจากกระทรวงต่าง ๆ ของทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาล มาจัดเป็นโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะดีกว่า
จุลพันธ์ชี้แจงโยกงบธนาคารรัฐ ชอบด้วยกฎหมาย
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะรองประธาน กมธ. พิจารณางบฯ 2568 กล่าวว่า ในส่วนงบประมาณค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งคืองบประมาณโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดตั้ง ครม. และต้องผ่านขั้นตอนเข้าเฝ้าถวายสัตย์และแถลงนโยบาย จนถึงวันนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ยืนยันว่าโครงการนี้จะเดินหน้าต่อ โดยขอไม่ใช้เวทีนี้ชี้แจงว่าโครงการจะปรับเปลี่ยนไปอย่างไร
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับเม็ดเงินของโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ที่อนุมัติไปแล้วในส่วนของงบฯ 2567 ทั้งงบฯ เพิ่มเติมและงบกลาง สุดท้ายจะได้ใช้ประโยชน์และผ่านถึงมือประชาชนทั้งจำนวนต่อไป
เขายังกล่าวถึงประเด็นที่ น.ส. ศิริกัญญา อภิปรายก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงวงเงินงบประมาณ จากงบประมาณของธนาคารรัฐมาเป็นรายการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยยืนยันว่า ทั้งหมดชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของภาครัฐ พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้ภาระทางการเงินเพื่อชดเชยต้นทุนทางการเงินและการบริหารจัดการ รวมทั้งความเสียหายจากการดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 ต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายให้ในโอกาสแรกที่จะทำได้ รัฐบาลได้กระทำแล้วในการพิจารณางบฯ ในวาระ 1
นายจุลพันธ์ ยืนยันว่า ส่วนที่คณะรัฐมนตรีขอเปลี่ยนแปลงนำงบประมาณรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจ มาเป็นงบกลาง ในรายการค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ ธนาคารทั้ง 5 แห่งได้พิจารณาแล้ว และการปรับลดส่วนดังกล่าว ไม่ได้เป็นการปรับลดการชำระหนี้ภาครัฐในมาตรา 40 ที่ตั้งไว้ทั้งสิ้น 410,000 ล้านบาทเศษ
“ธนาคาร (รัฐ) ทั้งห้า ได้พิจารณาทบทวนแล้ว และขอปรับลดงบประมาณในส่วนที่ชะลอได้ เพื่อให้รัฐบาลนำไปดำเนินการในโครงการเร่งด่วน... เราไม่ได้ปรับลด จนกระทั่งเราไม่ได้ชำระคืนในสัดส่วนที่จำเป็นต้องชำระคืนแก่หน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด”
งบจัดซื้อเครื่องบิน VIP แอร์บัส ลำใหม่ 12,000 ล้าน
นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน อภิปรายถึงงบประมาณของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ที่เสนอของบประมาณโครงการจัดหาเครื่องบินรับ-ส่งบุคคลสำคัญทดแทนเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 19 (บ.ล.19) จำนวน 1 เครื่อง วงเงิน 12,170 ล้านบาท และโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางรับ-ส่งบุคคลสำคัญ จำนวน 2 เครื่อง วงเงินกว่า 3,100 ล้านบาท โดยนายจิรัฏฐ์ คาดว่างบประมาณส่วนของเครื่องบิน VIP จะเป็นการจัดซื้อเครื่องบิน แอร์บัส A350 ซึ่งมีลำตัวกว้างและเดินทางได้ระยะไกล
สส.ฉะเชิงเทรา ได้ตั้งคำถามถึงภารกิจของ สลน. ว่า เหตุใดจึงเกี่ยวข้องกับการซื้อเครื่องบิน เพราะเมื่อย้อนไปดูงบประมาณของ สลน. ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 พบว่ามีงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบินเฉลี่ยปีละ 80-90% นอกจากนี้ ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยซื้อเครื่องบิน VVIP ไปแล้ว 70 ลำ แบ่งเป็นเฮลิคอปเตอร์ 41 ลำ และเครื่องบิน 29 ลำ เครื่องบิน VIP ลำล่าสุด ซื้อไปเมื่อ 3 ปีที่แล้วและเพิ่งผ่อนจ่ายหมด การจัดซื้อเครื่องบินตามที่เสนอมานี้ จะทำให้ สลน. มีเครื่องบินเยอะกว่ากองทัพอากาศทั้งหมด และอาจจะมีมากกว่าสองเท่า
“นี่ไม่ใช่ภารกิจของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นงบที่มาฝากไว้ของกองทัพอากาศ เช่นเดียวกันกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ที่เป็นหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของกองทัพ แต่มาขอแย่งงบประมาณจากหน่วยงานอื่น นี่เป็นหน่วยงานที่สร้างภาระให้กับงบประมาณแผ่นดิน”

ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รัฐสภา
ทางด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รักษาการ รมช.คลัง ในฐานะ กมธ.งบฯ 2568 ลุกขึ้นชี้แจงว่า งบประมาณส่วนนี้ได้มีการสอบถามในชั้นกรรมาธิการถึงเหตุผลและความจำเป็นทราบว่า สลน. มีภารกิจในการดูแลถวายความปลอดภัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ และภารกิจในการประสานงานและดำเนินการในการถวายความสะดวกการเสด็จเยือนต่างประเทศของพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี นายกรัฐมนตรี ราชอาคันตุกะ หรือแขกของรัฐบาล รวมถึงการประสานงานให้ความช่วยเหลือประชาชน เช่น ผู้ประสบภัย
เขากล่าวต่อไปว่า ในการจัดงบประมาณ สลน. ตั้งงบประมาณในส่วนนี้เข้ามา และมอบให้กองทัพอากาศ (ทอ.) ดำเนินการจัดหาเครื่องบิน และเฮลิคอปเตอร์ โดยสาเหตุที่ต้องมอบหมายให้ ทอ. เนื่องจากการดำเนินการนี้เป็นการดำเนินการของพลเรือน ไม่ใช่ภารกิจของทางทหาร จึงจำเป็นต้องตั้งงบประมาณที่ สลน.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นายจุลพันธ์ ระบุว่า เครื่องบินที่ใช้ในปัจจุบันเป็นเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 19 หรือแอร์บัส A340-500 ซึ่งเป็นเครืองบินลำเลียง 4 เครื่องยนต์ แบบที่สองของ ทอ. ซึ่ง ทอ. จัดซื้อจากบริษัทการบินไทยเมื่อเดือน พ.ค. 2559 จำนวน 1 เครื่อง ปัจจุบันประจำการอยู่ที่ฝูงบิน 602 กองบิน 6 มีอายุการใช้งานยาวนานตั้งแต่ปี 2548-2555 โดยการบินไทย และเข้ามาประจำการที่กองทัพอากาศตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบันถือว่าใกล้จะครบกำหนดวงรอบของการใช้งานของอากาศยานสำหรับภารกิจรับส่งบุคคลสำคัญ ซึ่งมีวงรอบที่ 10 ปีในปี 2569 ประกอบกับตั้งแต่ 2555 เป็นต้นมา แอร์บัสได้ยกเลิกสายการผลิตเครื่องรุ่นนี้ ทำให้ค่าบำรุงรักษาสูงมาก จึงจำเป็นต้องจัดหาเครื่องบินรับส่งบุคคลสำคัญมาทดแทนส่วนที่มีอยู่แล้ว ส่วนเฮลิคอปเตอร์ ก็อยู่ในหลักเกณฑ์ลักษณะเดียวกัน
งบจัดซื้อ 'ถาดหลุม' ทหารบก ใบละ 515 บาท
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดอภิปรายงบประมาณของกระทรวงกลาโหม โดยบอกว่าได้รับเบาะแสและได้กลิ่นแปลก ๆ จากการจัดซื้อจัดจ้างของกรมพลาธิการทหารบก ในปี 2567 และเชื่อว่าจะมีกลิ่นแปลก ๆ ในงบปี 68 แต่เมื่อประสานขอเอกสารไปยังกองทัพบก กลับไม่ได้รับความร่วมมือ จึงตรวจสอบเอกสารจัดซื้อจัดจ้างปี 2566 มาเทียบเคียงจนพบโครงการจ้างทำถาดหลุม 10,000 ใบ ด้วยราคากลาง 5,160,000 บาท ซึ่งพบว่ามีความปกติในหลายประเด็น
“ผู้ชนะการประมูลชนะไปในราคา 5,150,000 บาท ต่ำกว่าราคากลางแค่ 10,000 บาทเท่านั้น เฉลี่ยแล้วถาดหลุมหนึ่งใบ ไม่รู้ว่าหลุมใคร แทนที่จะไปซื้อเขาได้ก็ไม่ซื้อ ดันไปจ้างเขาทำ ตกใบหนึ่งแพง 515 บาท”
นายวิโรจน์ได้เปรียบเทียบราคาในท้องตลาด กับราคาที่ปรากฏในเอกสารของกรมพลาธิการทหารบก โดยนำราคาของถาดหลุมที่อยู่บนแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ช้อปปี้ พบว่ายี่ห้อนกนางนวล ขายที่ราคาใบละ 360 บาท ส่วนตราหัวม้าลายอยู่ที่ใบละ 380 บาท ก่อนชี้ว่า เหตุที่กองทัพบกต้องดิ้นรนจ้างผลิตถาดหลุม ไม่ยอมซื้อของดี ๆ ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด นั่นเป็นเพราะว่าถาดหลุมยี่ห้อดี ๆ ที่ขายในท้องตลาด มีความยาว 39.5 ซม. แต่ถาดหลุมของกองทัพบก สั่งทำต้องมีความยาว 42.5 ซม. ยาวกว่า 3 ซม.
“ผมก็ไม่รู้ว่าจะยาวกว่าเขาไปทำไม เป็นถาดหลุมที่ล็อกสเปกที่ให้ยาวกว่าท้องตลาดหรือไม่ สงสัยจะได้กินกันได้เยอะ ๆ กินกันได้แบบจุก ๆ ไม่อายใคร ใช่หรือไม่”

ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รัฐสภา
สส.พรรคประชาชนรายนี้ กล่าวต่อไปว่า เมื่อมาดูสัญญาจ้างที่ 46/2567 ก็พบว่าอาจไม่ใช่การจ้างถาดหลุมธรรมดา แต่อาจเป็น “อาวุธรูปแบบใหม่ของกองทัพบก” เพราะกำหนดสเปกว่าต้องทำด้วยสเตนเลส SUS 304 หรือวัสดุที่ดีกว่า โดยเป็นวัสดุที่ผลิตภายในประเทศ 40% และเมื่อดูใบอนุญาตของผู้ที่ชนะการประมูลพบว่า ใบประกอบ ร.ง. 4 ของบริษัท ไม่ได้รับอนุญาตให้ผลิตภาชนะเครื่องใช้ในครัวด้วยสเตนเลส
“ที่ถาดหลุมแพงขนาดนี้ เดาว่าอีก 40% ต้องเป็นแร่ไวเบรเนียมที่มาทำโล่กัปตันอเมริกา และสัญญายังเปิดให้มีการจ้างช่วงต่อได้” นายวิโรจน์กล่าว และสรุปว่า ด้วยเหตุนี้เขาจึงขอปรับลดงบประมาณลง 1,550,000 บาท ซึ่งเป็นส่วนต่างราคาที่หน่วยงานตั้งขอมากับราคาของถาดหลุมที่อยู่ในท้องตลาด

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ในการประชุมพิจารณางบประมาณวันนี้ ยังปรากฏความเคลื่อนไหวสำคัญของ สส. อย่างน้อย 2 พรรค
ในการลงมติรายมาตราของ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 วาระ 2 การลงมติในมาตรา 4 ถือเป็นการเช็กเสียงครั้งแรกของ สส. ในสภา ในช่วงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งพบว่า พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ลงมติเห็นชอบ 13 คน ซึ่งมีผู้แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย แต่ลงมติเห็นชอบ เช่น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส่วนผู้ที่ไม่ลงมติ มี 12 คน เช่น นายชวน หลีกภัย
ส่วน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้เดินทางมาเข้าร่วมประชุมด้วย โดยเขาได้นำ สส.ในกลุ่มไปนั่งที่ที่นั่งของพรรคเพื่อไทย






























