"ถึงเวลาที่เราจะเป็นผู้ล่าบ้างแล้ว" ท่าทีแข็งกร้าวของฝ่ายความมั่นคงไทยต่อการจัดการปัญหาชายแดนใต้จะส่งผลอย่างไร

ที่มาของภาพ, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า/ FB
ความรุนแรงในพื้นที่ จ.นราธิวาส สองวันติดในสัปดาห์นี้ ทั้งเหตุคนร้ายวางระเบิดคาร์บอมบ์ ที่สถานีตำรวจภูธรตันหยงหลังเก่า ใกล้ทางเข้าพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์เมื่อวันที่ 21 ก.ค. และเหตุกราดยิงใส่จุดตรวจบูเก๊ะซามีเมื่อวันที่ 22 ก.ค. ทำให้วันนี้ (24 ก.ค.) หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ยกระดับการใช้อำนาจกฎอัยการศึก ให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธได้ทันทีเมื่อพบผู้ก่อเหตุความรุนแรงหรือมีพฤติการณ์จะก่อภยันตรายต่อกำลังพลฝ่ายทหาร
ย้อนไปเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 21 ก.ค. เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์ ที่ สภ.ตันหยง หลังเก่า ซึ่งตั้งอยู่ปากทางเข้าพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส ทำให้อาคาร สภ.ตันหยง หลังเก่า เสียหายหลายจุด แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
วันต่อมา (22 ก.ค.) เวลาประมาณ 18.45 น. ได้เกิดเหตุคนร้ายก่อเหตุยิงและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์ใส่จุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย ประชาชนบาดเจ็บอีก 6 ราย โดยเป็นเด็กหญิงวัย 3 ขวบหนึ่งคน และเด็กชายวัย 10 ขวบอีกหนึ่งคน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ประฌามผู้ก่อเหตุรุนแรงใน จ.นราธิวาส ระบุว่าเป็นเหตุที่ "อุกอาจมาก" พร้อมย้ำว่าได้กำชับทั้งหน่วยงานความมั่นคงว่าต้องให้ความมั่นใจกับประชาชนในพื้นที่ แต่ยอมรับว่า "ไม่สามารถคาดเดาได้" ถึงสาเหตุความรุนแรงครั้งนี้
ขณะที่ พล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (เลขาฯ กอ.รมน.) กล่าวขณะลงพื้นที่จุดเกิดเหตุวานนี้ว่า ต้องมีการปรับแนวทางในพื้นที่
"เราคงต้องตามล่า ถึงเวลาแล้ว[ไม่ว่า]คนที่ทำใครจะช่วยเหลือไว้ ใครก็แล้วแต่ ประเทศไหนจะช่วยเหลือก็แล้วแต่ เราจะตามล่าด้วย ถึงเวลาที่เราจะเป็นผู้ล่าบ้างแล้ว" พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าว
ขณะที่ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กลับระบุในทางตรงกันข้ามว่าไม่ต้องการให้ใช้คำว่าไล่ล่าต่อสถานการณ์เช่นนี้ เช่นเดียวกับ ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่เรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายควบคู่ไปกับการเจรจา ไม่ใช้เพียงความรุนแรง
ขณะที่วันนี้ พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ได้ยกระดับการใช้อำนาจกฎอัยการศึก อนุญาตเจ้าหน้าที่ปิดล้อม ตรวจค้น และใช้อาวุธได้ทันทีเมื่อพบผู้ก่อเหตุความรุนแรงที่มีพฤติการณ์จะก่ออันตรายต่อกำลังพล
ท่าทีแข็งกร้าวเช่นนี้ของ เสธ.ทบ. และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกหลักในการรักษาความสงบของพื้นที่จะส่งผลอย่างไรต่อสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ รวมถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ และประชาชน
เหตุลอบวางระเบิดใกล้พระตำหนักฯ มีนัยสำคัญหรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า/ FB
ย้อนไปเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 21 ก.ค. เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์ ที่ สภ.ตันหยง หลังเก่า ซึ่งตั้งอยู่ปากทางเข้าพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ม.4 ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส โดยเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุก็พบเพลิงไหม้รถยนต์เก๋งหนึ่งคัน ก่อนจะเรียกดับเพลิงและควบคุมเพลิงไว้ได้
จากการสอบสวนเจ้าหน้าที่ทราบว่าก่อนเกิดเหตุได้มีคนร้าย 1 คน ขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโซลูน่า ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ที่ภายในห้องโดยสารได้นำระเบิดแสวงเครื่องไม่ทราบน้ำหนักบรรทุกไว้ เมื่อถึงเป้าหมายคนร้ายได้จอดรถ และเข็นรถยนต์เก๋งให้แล่นเข้าไปใน สภ. จากนั้นคนร้ายได้วิ่งไปซ้อนท้ายเพื่อนอีกคน ที่ขี่รถจักยานยนต์มารอรับ แล้วจึงได้เกิดระเบิดขึ้น
ทั้งนี้ ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุดังกล่าว แต่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายหลายจุด
จากเหตุการณ์ดังกล่าว พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4) ได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต โดยยืนยันว่าจะเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ พร้อมย้ำว่าสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้วบางส่วน และอยู่ระหว่างการขยายผล

ที่มาของภาพ, Google Maps
แม้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุดังกล่าว แต่การก่อเหตุครั้งนี้ได้รับความสนใจ เนื่องจากเกิดในสถานที่ "จุดปลอดภัย" ที่คนในพื้นที่มักเชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุรุนแรง เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 400 เมตร
แต่ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี จากสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี บอกกับบีบีซีไทยว่า การเลือกสถานที่ดังกล่าวอาจไม่ได้มีนัยสำคัญ เนื่องจากพระตำหนักไม่ได้มีการเสด็จพระราชดำเนินมานานแล้ว
"นัยที่บอกว่า [จุดเกิดเหตุ]เป็นจุดที่ปลอดภัยอยู่ใกล้ ๆ วัง ยังไม่ชัดเจนว่าที่ก่อเหตุตอนนี้มันมีอะไรเกี่ยวข้องหรือไม่ อาจเป็นเพราะว่าในปัจจุบันระยะหลังเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้มีการเสด็จพระราชดำเนินมาหลายปีแล้ว เป็นไปได้ว่าคงจะมองข้ามไปในปัจจัยประเด็นนี้"
เขาเสริมด้วยว่า การเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่าเป็น "จุดปลอดภัย" ก็ไม่ได้มีลักษณะเป็นทางการ เพราะไม่ได้มีการตกลงกันจากทุกฝ่ายความขัดแย้งบนโต๊ะเจรจา แต่เป็นการเชื่อกันเองของคนในพื้นที่
"เป็นการเล่ากันเองที่ว่าจุดปลอดภัยนี้มาจากการพูดคุยสันติสุข จริง ๆ แล้วยังไม่ได้ตกลงอะไรกันเลยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ฉะนั้นคำว่าจุดปลอดภัยที่ว่าคงหมายถึง ทางเจ้าหน้าที่หรือชาวบ้านแถวนั้นคิดว่ามันน่าจะเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการก่อเหตุในช่วงที่ผ่านมา" ผศ.ดร.ศรีสมภพ อธิบายกับบีบีซีไทย
เหตุยิงจุดตรวจบูเก๊ะซามี
เพียงหนึ่งวันหลังเกิดเหตุวางระเบิดคาร์บอมบ์ ที่ สภ.ตันหยง หลังเก่า ได้เกิดเหตุคนร้ายก่อเหตุยิงและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์ใส่จุดตรวจบูเก๊ะซามี ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยจากภาพวงจรปิด พบผู้ก่อเหตุในชุดดำ 6 คนนั่งอยู่ที่ท้ายรถกระบะ กราดยิงใส่เจ้าหน้าที่บริเวณจุดตรวจ และมีการโยนระเบิดแสวงเครื่องแบบไปป์บอมบ์ 1 ลูก ตกใส่บ้านของประชาชนใกล้เคียงทำให้เกิดเพลิงไหม้
นอกจากนี้ ยังมีผู้ร่วมก่อเหตุอีก 2 คนบนรถจักรยานยนต์คอยดูต้นทาง และกราดยิงอยู่บริเวณใกล้เคียง ก่อนจะขับรถออกไป และจากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุคืนวานนี้พบปลอกกระสุนปืน 3 ชนิดของกลุ่มคนร้ายตกกระจายอยู่บนถนนรวมกว่า 100 ปลอก
เหตุครั้งนี้ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย ประชาชนบาดเจ็บอีก 6 ราย เป็นเด็กหญิงวัย 3 ขวบหนึ่งคน และเด็กชายวัย 10 ขวบอีกหนึ่งคน

ที่มาของภาพ, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า/ FB
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจพบรถยนต์ที่เชื่อว่าถูกนำไปใช้ในการก่อเหตุ ซึ่งถูกคนร้ายนำไปเผาทำลายใน ต.ซากอ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส โดยตำรวจได้เข้าตรวจสอบและพิสูจน์หลักฐานในจุดพบรถอย่างละเอียดเพื่อติดตามผู้ก่อเหตุต่อไป
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเหตุลอบยิงทหารพรานครั้งนี้ว่า ได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งการทุกหน่วยงานทั้งทหาร ตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย ให้ดูแลสถานการณ์ในพื้นที่
ขณะที่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ เสธ.ทบ. ดูมีท่าทีแข็งกร้าวกว่าต่อเหตุครั้งนี้ โดยบอกว่าหลังจากการปรึกษากับแม่ทัพภาคที่ 4 ยอมรับว่าต้องมีการปรับแนวทางการปฏิบัติงานเน้นไปที่ "การไล่ล่า"
"เราคงต้องตามล่า ถึงเวลาแล้ว[ไม่ว่า]คนที่ทำใครจะช่วยเหลือไว้ ใครก็แล้วแต่ ประเทศไหนจะช่วยเหลือก็แล้วแต่ เราจะตามล่าด้วย ถึงเวลาที่เราจะเป็นผู้ล่าบ้างแล้ว"
แต่ในทางกลับกัน พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กลับระบุว่าไม่อยากให้ใช้คำว่าไล่ล่าแต่ต้องการให้เน้นการเจรจาหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันระหว่างผู้เห็นต่าง
"อย่าเรียกว่าไล่ล่า โดยเป็นคนไทยที่มีความเห็นแตกต่างจะต้องมาพูดคุยกัน เพราะเรามีคณะพูดคุยสันติสุขอยู่แล้ว มี กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ ศอ.บต. ที่จะเป็นเครื่องมือ ให้เราใช้ในการทำงานว่ามีข้อบกพร่องอย่างไร เดี๋ยวเราก็จะมาหารือกัน" พล.ท.อดุลย์ ระบุ หลังการประชุมสภากลาโหม วานนี้
ด้าน พล.ท.นรธิป แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุวันนี้ว่าจะมีการประสานงานกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส และทางตำรวจ เพื่อตามตัวผู้กระทำความผิด พร้อมย้ำว่าไม่ใช่ปฏิบัติการไล่ล่า
"จะบอกว่าไล่ล่าก็คงไม่ใช่ แต่ว่าเราก็ต้องตามเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด" แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว
แนวทางแข็งกร้าวจะยิ่งกระพือความรุนแรงในพื้นที่หรือไม่

ที่มาของภาพ, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า/ FB
ด้าน ผศ.ดร.ศรีสมภพ อธิบายว่าสิ่งที่ เสธ.ทบ. กล่าวเรื่องปฏิบัติการไล่ล่าไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปฏิบัติการที่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ได้ทำมาตลอดอยู่แล้ว เช่น การปิดล้อม ตรวจค้น และวิสามัญฆาตกรรม ซึ่งล้วนเป็นการบังคับใช้กฎหมายอาญา ทว่าการกล่าวพาดพิงถึงประเทศอื่นว่าอาจคอยให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้กระทำความผิดอาจส่งผลเสียในทางการทูต
"แต่เดิมก็ไล่ล่าอยู่แล้วแต่ไม่พูด... แต่การพูดพาดพิงไปถึงประเทศอื่นด้วย อันนี้อาจจะเป็นผลกระทบในแง่ของการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากกว่า อย่าลืมว่าชายแดนประเทศไทย 30-50 ปีที่ผ่านมา ชายแดนภาคใต้เท่านั้นที่ไม่มีการปะทะระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน"
เขาตั้งข้อสังเกตด้วยว่า คำกล่าวที่มีลักษณะ "สายบู๊" อาจแสดงออกถึงแรงกดดันภายในจากกรณีที่มีแนวคิดยุบ กอ.รมน. ซึ่งถูกเสนอไว้โดย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 โดยวิจารณ์ว่า กอ.รมน. ใช้งบประมาณสูง และภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นมาก
ถึงแม้นายอนุทิน จะออกมายืนยันว่าไม่มีแนวคิดดังกล่าวเพราะ กอ.รมน. เป็นกลไกของรัฐบาล แต่นั่นก็อาจเป็นแรงกดดันให้ เสธ.ทบ. ซึ่งเป็น เลขาฯ กอ.รมน. ด้วยอีกตำแหน่งมีท่าทีขึงขังเป็นพิเศษ
"น่าจะเกี่ยวพันธ์เพราะว่าดูกดดัน กอ.รมน. ดูถูกกดดันจากฝ่ายการเมือง ท่านวันนอร์เองก็เป็นที่ปรึกษารัฐบาลด้วยซ้ำไป และท่านพูดค่อนข้างจะหนักและแรงอยู่ และกระทบกับ กอ.รมน. มาก... ฉะนั้น กอ.รมน. พยายามที่จะแสดงออกในเชิงว่ามีท่าทีที่แข็งขันในสถานการณ์อย่างนี้" ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร กล่าว

ที่มาของภาพ, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า/ FB
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ศรีสมภพ ตั้งข้อสังเกตด้วยว่าท่าทีที่แข็งกร้าวดูจะเป็นแนวทางที่รัฐบาลกำลังมุ่งหน้าไปในการจัดการปัญหาความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เพราะนอกจาก พล.อ.ชัยพฤกษ์ เสธ.ทบ. แล้ว แม่ทัพภาคที่ 4 อย่าง พล.ท.นรธิป ก็ถูกโยกตัวมาจากภาคอีสาน และเขาก็เป็นผู้ที่เน้นแนวทางแข็งกร้าวเช่นกัน ซึ่งการทำงานลักษณะดังกล่าวอาจทำให้เกิดช่องว่างและเกิดแรงกดดันจากคนในพื้นที่
"ประสบการณ์ของนายทหารกองทัพภาคที่ 4 มีพื้นฐานที่แน่น แต่การถูกตัดหน้าจากการย้ายเข้ามาของแม่ทัพภาค 4 ท่านนี้ (พล.ท.นรธิป) ซึ่งอาจเป็นประเด็นการเมืองในกองทัพ พอลงมาตรงนี้เหมือนมันออกนอกแนวทางเดิม... งานมวลชน ติดต่อกับภาคประชาสังคม และผู้นำท้องถิ่นที่แข็งมากของเดิม ถูกเปลี่ยนตัวหมด เพราะฉะนั้นมันมีความห่างเหินกันมาก"
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญรายนี้บอกด้วยว่า แม่ทัพภาคที่ 4 คนปัจจุบันไม่ได้เปลี่ยนตัวแทนของกองทัพในการเจรจาสันติสุข ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ ดังนั้นการเจรจาสันติสุขก็อาจยังคงดำเนินต่อไปได้ ไม่มีปัญหาในแง่ของตัวบุคคล แต่ว่าตัวของแม่ทัพเอง ซึ่งรับทราบมาว่ามีท่าทีที่แข็งก็อาจเป็นอุปสรรคในการประสานงานภายในได้
นอกจากนี้ ผศ.ดร.ศรีสมภพ เสริมว่าท่าทีที่แข็งกร้าวของฝ่ายทางการยังอาจทำให้เกิดการท้าทายอำนาจจากฝ่ายที่ก่อความรุนแรง เช่น ท่าทีการทำงานที่ "แข็งกร้าว" ของ พล.ต.ยอดอาวุธ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ซึ่งมีหน้าที่คุมกองกำลังเฉพาะกิจในพื้นที่ ซึ่งโดยปกติแล้วตำแหน่งผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจมักจะเป็นคนในพื้นที่นั้น ๆ แต่ พล.ต.ยอดอาวุธ เป็นคนนอกพื้นที่
"ปกติแล้วจะเป็นคนในกองทัพภาค 4 ระดับพลตรี แต่ของนราธิวาสตอนนี้เป็นคนนอกอีกเช่นเดียวกัน แล้วก็ค่อนข้างจะแข็งกร้าวมาก คือประกาศจะชน และประกาศท้าทายกับบีอาร์เอ็นด้วย ซึ่งปกตินายทหารในพื้นที่จะไม่ทำเช่นนี้"

ที่มาของภาพ, Srisompob Jitpiromsri / The Center for Conflict Studies and Cultural Diversity (CSCD)
แม้จะเกิดกรณีเหตุความรุนแรงถึงสองครั้งในสัปดาห์นี้ แต่หากมองภาพรวมเปรียบเทียบในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ของปี 2568 เทียบกับปี 2569 จะพบว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยหกเดือนแรกของปี 2568 พบเหตุความรุนแรง 55 ครั้ง และในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีความรุนแรง 56 ครั้ง
ดังนั้น ผศ.ดร.ศรีสมภพ จึงอธิบายว่า แม้การแต่งตั้งแม้ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นคนนอกพื้นที่ในสมัยรัฐบาลนายอนุทิน อาจสร้างความกดดันในพื้นที่บ้าง และท่าทีที่แข็งกร้าวของทางการในช่วงที่ผ่านมาก็อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดกรณีความรุนแรง แต่ในเชิงตัวเลขสถานการณ์ก็ไม่ได้เกิดถี่ขึ้น เพียงแต่อาจมีกรณีที่เป็นที่สนใจของสาธารณชนอย่างมากเกิดขึ้นมากกว่า
อย่างไรก็ตาม เขาเตือนด้วยว่าการใช้ท่าทีมุ่งหน้าชนและการเน้นความรุนแรงจะไม่เกิดผลดีต่อการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน โดยเขาแนะว่ารัฐบาลควรยืนหยัดในปฏิบัติการเจรจาและการบังคับใช้กฎหมายควบคู่กันไป
"ถ้าหากว่าใช้ท่าทีที่แข็งกร้าว มันจะทำให้เหมือนกับว่าหลงทาง ทำให้เกิดการปฏิบัติการที่รุนแรงตอบโต้กัน และจะย้อนกลับไปสู่วงจรการใช้ความรุนแรง... ยังต้องปฏิบัติการในแง่ของการบังคับใช้กฎหมาย แล้วก็ใช้การพูดคุยสันติสุขคู่กันไป"































