อะไรอยู่เบื้องหลังช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่เอไอเพิ่งจับได้ จนทำให้เว็บไซต์ทั่วโลกต้องปิดให้บริการชั่วคราว

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ทอม เกอร์เคน และ ลอรา เครสส์
- Role, ผู้สื่อข่าวเทคโนโลยี
- Author, โจ ไทดี
- Role, ผู้สื่อข่าวด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ของบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- Published
- เวลาอ่าน: 6 นาที
รัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วโลกได้เรียกร้องให้เว็บไซต์ต่าง ๆ เร่งดำเนินการแก้ไขช่องโหว่ความปลอดภัยทางไซเบอร์ร้ายแรง 2 จุด ซึ่งอยู่ในภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรมอันเป็นรากฐานของเว็บไซต์จำนวนมากบนอินเทอร์เน็ต
ช่องโหว่ดังกล่าวถูกพบในภาษาเขียนโปรแกรมพีเอชพี (PHP) ที่ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เผยแพร่การอัปเดตข้อบกพร่อง (หรือ การออกแพตช์แก้ไข) เมื่อช่วงบ่ายวันพุธที่ผ่านมา
หน่วยงานด้านความมั่นคงไซเบอร์หลายแห่งแนะนำว่า องค์กรที่ไม่สามารถติดตั้งแพตช์ได้ทันเวลาให้พิจารณาปิดเว็บไซต์ชั่วคราว ส่งผลให้หน่วยงานหลายแห่ง เช่น รัฐบาลฟินแลนด์ สภาเมืองเอดินบะระ และบีบีซีต้องปิดหน้าเว็บบางส่วนลง
ช่องโหว่ทั้งสองจุดถูกค้นพบด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยบริษัทด้านความมั่นคงไซเบอร์วิซ (Wiz) ที่ระบุว่า นี่คือ "ช่องโหว่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่เอไอเคยค้นพบมา" สะท้อนให้เห็นว่าเอไอ กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านความมั่นคงไซเบอร์อย่างมีนัยสำคัญ
ฟินแลนด์ปิดหน้าเว็บไซต์สาธารณะของรัฐบาลลง ขณะที่หน่วยงานด้านความมั่งคงไซเบอร์ของเนเธอร์แลนด์ระบุว่าพวกเขาปิดเว็บไซต์ของตัวเองเนื่องจากความสุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้น
สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (National Security Agency - NSA) ออกคำแนะนำในลักษณะเดียวกันผ่านแพลตฟอร์ม เอ็กซ์ ให้องค์กรต่าง ๆ ปิดระบบของตนหากไม่สามารถอัปเดตแพตช์แก้ไขได้
"ช่องโหว่เหล่านี้มักเปิดทางให้เข้าถึงระบบไฟล์หรือฐานข้อมูลของเซิร์ฟเวอร์ได้โดยตรง" NSA ระบุ
ขณะเดียวกัน ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า หน่วยงานรัฐบาลกลางกำลังทำงานร่วมกับห้องปฏิบัติการด้านเอไอชั้นนำเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ด้านนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น โพสต์ข้อความบนเอ็กซ์เรียกร้องให้ประชาชนตรวจสอบว่าเว็บไซต์ที่เปิดให้สาธารณะเข้าถึงของตนเองทำงานบนภาษา PHP หรือไม่
มูลนิธิ วิกิมีเดีย (Wikimedia Foundation) ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลสารานุกรมออนไลน์ วิกิพีเดีย (Wikipedia) ระบุว่า พวกเขากำลังดำเนินการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยดังกล่าว
มูลนิธิระบุว่า "เราได้ปิดระบบอื่น ๆ จำนวนหนึ่งลงเป็นมาตรการป้องกันล่วงหน้า จนกว่าจะสามารถติดตั้งแพตช์แก้ไขได้อย่างปลอดภัย"
นี่ส่งผลให้ผู้ใช้บางส่วนไม่สามารถเข้าถึงบางส่วนของเว็บไซต์วิกิพีเดียได้ในวันพุธที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ผู้คนก็ไม่สามารถเข้าใช้งานเว็บไซต์ของ สภาเมืองเอดินบะระ (Edinburgh Council) ได้เช่นกัน รวมถึงเว็บไซต์ของรายการต่าง ๆ ของบีบีซีหลายรายการ อาทิ Doctor Who และ The Traitors
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานและเว็บไซต์เหล่านี้ยังไม่ได้ยืนยันว่าเหตุขัดข้องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับช่องโหว่ในภาษา PHP หรือไม่ โดย บีบีซีนิวส์ได้ติดต่อเพื่อขอความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว
'มีสัดส่วนเกือบ 70%' ของอินเทอร์เน็ตทั้งหมด
เว็บไซต์อื่น ๆ บางแห่ง รวมถึงแพลตฟอร์มศิลปะออนไลน์ DeviantArt ออกมาประกาศว่าเว็บไซต์อยู่ในสถานะ "ปิดให้บริการชั่วคราวเพื่อบำรุงรักษาระบบ" โดยไม่ได้ระบุสาเหตุเป็นการเฉพาะ
ช่องโหว่ดังกล่าวถูกค้นพบโดยนักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จากบริษัทคาลิฟ (Calif) และวิซ (Wiz)
ทั้งคาลิฟและมูลนิธิพีเอชพี (PHP Foundation) เป็นส่วนหนึ่งของโครงการแพทช์ เดอะ แพลนเน็ต (Patch the Planet) ซึ่งริเริ่มโดย โอเพนเอไอ (OpenAI)
ภายใต้โครงการนี้ องค์กรที่เข้าร่วมได้รับสิทธิ์เข้าถึงเครื่องมือเอไอขั้นสูงของ OpenAI เพื่อใช้ค้นหาและแก้ไขช่องโหว่ในภาษาและระบบที่ใช้สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์
OpenAI ระบุข้อความในบล็อกว่า "นี่เป็นหนึ่งในปัญหาด้านความปลอดภัยที่ส่งผลกระทบมากที่สุดครั้งหนึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา" นอกจากนี้ OpenAI ยังเปิดเผยด้วยว่า นักวิจัยภายในบริษัทคนหนึ่งได้ค้นพบช่องโหว่นี้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่บริษัทอื่น ๆ ตรวจพบเช่นกัน
ช่องโหว่ดังกล่าวไม่ถูกตรวจพบมานานกว่าหนึ่งทศวรรษ อย่างไรก็ดี ในเดือน ส.ค. ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากเริ่มใช้เครื่องมือเอไอขั้นสูง นักวิจัยก็สามารถค้นพบปัญหานี้ได้
บริษัทวิซระบุในข้อความบนบล็อกว่า "โมเดลเอไอระดับแนวหน้า (frontier models) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้กระบวนการนี้เกิดขึ้นได้จริง มันช่วยให้เราพัฒนาและปรับแต่งวิธีการโจมตีจำลองที่ใช้งานได้กับหลายแอปพลิเคชันภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง"
บริษัทฯ ยังประเมินว่าเว็บไซต์หรือระบบที่ได้รับผลกระทบอาจมีสัดส่วนสูงถึง ประมาณ 70% ของอินเทอร์เน็ตทั้งหมด อย่างไรก็ตามบีบีซีไม่สามารถยืนยันตัวเลขดังกล่าวได้อย่างอิสระ
เดิมทีมูลนิธิพีเอชพีวางแผนจะเปิดเผยการค้นพบนี้ในช่วงปลายเดือน พร้อมเผยแพร่การแก้ไขปัญหาอย่างสมบูรณ์ หรือที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์เรียกว่า "แพตช์" (patch) แต่ข้อมูลเกี่ยวกับช่องโหว่ดังกล่าวรั่วไหลออกมาบนสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
เหตุการณ์นี้บีบให้มูลนิธิพีเอชพี ต้องเร่งประกาศการค้นพบช่องโหว่ดังกล่าวก่อนกำหนด รวมทั้งเปิดเผยขนาดและความรุนแรงของปัญหา
ในเนเธอร์แลนด์ สถาบันแห่งชาติเพื่อสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาล ได้ปิดเว็บไซต์ของตนลงชั่วคราว
เว็บไซต์ของสภาผู้แทนราษฎรเนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นสภาล่างของรัฐสภา ก็ไม่สามารถเข้าถึงได้เช่นกัน
ขณะเดียวกัน ศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติของสหราชอาณาจักร (National Cyber Security Centre - NCSC) รวมถึงหน่วยงานด้านไซเบอร์ในสหภาพยุโรปและออสเตรเลีย ก็ได้ออกคำเตือนให้ผู้ใช้งาน PHP เร่งติดตั้งแพตช์แก้ไขโดยเร็ว
เอ็นซีเอสซีระบุว่า "ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ทันที องค์กรต่าง ๆ ควรพิจารณานำระบบออกจากการให้บริการชั่วคราว จนกว่าจะสามารถลดความเสี่ยงและแก้ไขปัญหาได้อย่างสมบูรณ์"
ฝั่งสำนักงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติของญี่ปุ่น และเจ้าหน้าที่ด้านไซเบอร์ของสหภาพยุโรป ก็ได้ออกคำเตือนในลักษณะเดียวกัน
เริ่มมีสัญญาณการโจมตีแล้ว
"ภาษา PHP มีอยู่ทุกที่ มันเป็นเทคโนโลยีเบื้องหลังที่ขับเคลื่อนเว็บไซต์ที่ใช้ WordPress, Drupal, Joomla และ Magento อย่างเงียบ ๆ รวมถึงแพลตฟอร์มเว็บโฮสติง ระบบควบคุมเซิร์ฟเวอร์ และซอฟต์แวร์อีกเป็นจำนวนมหาศาลที่ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนด้วยซ้ำว่าใช้ PHP อยู่เบื้องหลัง" บริษัทด้านความมั่นคงไซเบอร์ฮันเทรสส์ (Huntress) ระบุว่า
ดอน สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์ จากหน่วยงานโซฟอส เคานเตอร์ เธรท ยูนิต (Sophos Counter Threat Unit) ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า ช่องโหว่นี้มีแนวโน้มจะกลายเป็น "เป้าหมายสำคัญลำดับต้น ๆ ของแฮกเกอร์"
เขากล่าวว่า ความท้าทายในระยะสั้นไม่ได้มีแค่การติดตั้งแพตช์เพื่ออุดช่องโหว่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการค้นหาและจัดการระบบทุกจุดที่มีการใช้งาน PHP อยู่ด้วย
"PHP ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายมาก มันอาจซ่อนอยู่ภายใต้เว็บไซต์สาธารณะ ระบบจัดการเนื้อหา แพลตฟอร์มโฮสติง หรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทภายนอก โดยบางครั้งองค์กรที่ใช้งานอยู่ก็อาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ"
เขายังเตือนว่า องค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องเฝ้าระวังสัญญาณบ่งชี้ว่าแฮกเกอร์ "อาจเข้ามายึดพื้นที่ในระบบไปแล้ว"
ทีมรับมือเหตุฉุกเฉินทางคอมพิวเตอร์ของสหภาพยุโรป (European Union Computer Emergency Response Team หรือ CERT-EU) ระบุว่า คะแนนประเมินความรุนแรงของช่องโหว่ทั้งสองรายการ "บ่งชี้ว่าช่องโหว่เหล่านี้มีศักยภาพที่จะนำไปสู่การรันโค้ดจากระยะไกลโดยไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน"
การโจมตีในลักษณะดังกล่าวอาจเปิดทางให้แฮกเกอร์ติดตั้งมัลแวร์บนระบบ หรือแม้กระทั่งทำให้เว็บไซต์ไม่สามารถให้บริการได้
เดน เคเนชต์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของบริษัทโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต ในชื่อ คลาวด์แฟลร์ (Cloudflare) กล่าวว่า "เราเริ่มเห็นการโจมตีในระยะแรกเกิดขึ้นแล้ว และกำลังปรับปรุงมาตรการป้องกันอย่างต่อเนื่อง เมื่อพบวิธีโจมตีรูปแบบใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น"
ขณะที่ NCSC ของสหราชอาณาจักรแนะนำว่า หลังจากติดตั้งแพตช์เรียบร้อยแล้ว องค์กรต่าง ๆ ควร "ติดตามและเฝ้าระวังการอัปเดตด้านความปลอดภัยจากผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ภายนอกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงอุปกรณ์และบริการต่าง ๆ ที่อาจมี PHP รวมอยู่ในระบบ"
ยังไม่ชัดเจนว่าช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบต่อ PHP เวอร์ชันใดบ้าง แต่ CERT-EU ระบุว่า มันอาจครอบคลุม PHP ทุกเวอร์ชันตั้งแต่ PHP 5 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2004
อย่างไรก็ตามมูลนิธิพีเอชพีได้ออกแพตช์แก้ไขเฉพาะสำหรับเวอร์ชันล่าสุดเท่านั้น โดยผู้ที่ยังใช้งาน PHP 8.1 หรือต่ำกว่า ถูกแนะนำให้เร่งอัปเกรดระบบโดยเร็ว
PHP เป็นภาษาโปรแกรมที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้สำหรับการสร้างและพัฒนาเว็บไซต์ โดยทำงานอยู่บนเซิร์ฟเวอร์และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หน้าเว็บต่าง ๆ แสดงผลหรือทำงานได้เมื่อผู้ใช้งานเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์
แม้ว่าเว็บไซต์ทุกแห่งจะไม่ได้ใช้ PHP แต่ภาษานี้ยังคงเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่ขับเคลื่อนเว็บไซต์จำนวนมหาศาลบนอินเทอร์เน็ต
































