ความก้าวหน้าในแวดวงการรักษาผมร่วง มีความหมายอย่างไรต่อผู้หญิง ?

- Author, วิกตอเรีย เดอร์บีเชอร์
- Role, พิธีกรรายการนิวส์ไนท์ (Newsnight)
- Published
- เวลาอ่าน: 10 นาที
ฉันจำได้ดีขึ้นใจถึงช่วงเวลาที่ผมของตัวเองค่อย ๆ ร่วง
มันเป็นช่วงกลางคืนของคืนวันเสาร์ ฉันกำลังคุกเข่าอยู่ข้างอ่างอาบน้ำ เพื่อทำความสะอาดอ่าง ในห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่ง ตอนนั้นฉันกำลังเตรียมตัวสำหรับงานฉลองวันเกิดครบ 40 ปีของเพื่อน
17 วันก่อนหน้านั้น ฉันเพิ่งเริ่มเคมีบำบัดครั้งแรกจากแผนรักษาทั้งหมดหกครั้งเพื่อรักษามะเร็งเต้านม ทว่าผ่านมาหลายวันแล้ว ก็ยังไม่มีสัญญาณของการร่วงของเส้นผมเลย
ฉันคิดเอาเองว่าฉันอาจเป็นหนึ่งในคนโชคดีที่ไม่ต้องเผชิญกับสิ่งนี้
แต่แล้ว ขณะที่ฉันชูฝักบัวขึ้นเหนือศีรษะ สายน้ำที่ไหลออกมากลับเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้นเรื่อย ๆ เส้นผมสีน้ำตาลยาวเริ่มพันกันวนอยู่รอบช่องระบายน้ำ สิ่งนี้เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาฉัน และฉันไม่สามารถทำอะไรเพื่อหยุดมันได้เลย
"โอ้โห" ฉันพูดกับตัวเอง เพราะตอนนั้นฉันแทบไม่คิดเลยว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น
ในช่วงการทำเคมีบำบัด ฉันสวมหมวกเย็นลดผมร่วงจากการทำคีโม แต่ก็มีคนบอกฉันว่าสิ่งนี้ไม่ได้ผลกับทุกคน
มันอาจจะฟังดูเวอร์ แต่สำหรับฉัน การสูญเสียผมของตัวเองไปมันเลวร้ายยิ่งกว่าต้องเสียเต้านมข้างหนึ่งจากการผ่าตัดเต้านมออกเสียอีก
ทำไมนะหรือ เพราะเมื่อไม่มีผม ฉันก็ไม่ใช่ตัวเองอีกต่อไป ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยจนกระทั่งเริ่มสูญเสียมันไป ว่าเส้นผมคือส่วนหนึ่งของตัวตนของฉัน

ที่มาของภาพ, Victoria Derbyshire
ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ในญี่ปุ่นเชื่อว่าพวกเขาอาจเข้าใกล้การแก้ปัญหาผมร่วงสำหรับผู้คนนับล้านมากขึ้นอีกก้าวหนึ่ง
นักวิจัยจำนวนหนึ่งเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า "ความก้าวหน้าครั้งสำคัญ" และทีมนักวิจัยที่นำโดย ศ.ทาคาชิ ทสึจิ ระบุว่าพวกเขาสามารถจำลองวัฏจักรการเจริญเติบโตของเส้นผมได้อย่างครบถ้วนในหนูทดลอง ซึ่งหมายความว่าผมสามารถงอก ร่วง และงอกขึ้นมาใหม่ได้ตามธรรมชาติ
แม้ว่าการปลูกถ่ายผมจะสามารถทำให้ผมงอกใหม่ได้อยู่แล้ว แต่การสร้างรูขุมขนที่ทำงานได้เหมือนกับเส้นผมตามธรรมชาติในร่างกาย ซึ่งงอก ร่วง และงอกใหม่ซ้ำ ๆ ตามกาลเวลานั้น พิสูจน์แล้วว่าทำได้ยากกว่ามาก
สำหรับผู้หญิงที่ต้องเผชิญกับปัญหาผมร่วง ไม่ว่าจะจากการรักษามะเร็ง โรคผมร่วงเป็นหย่อม หรือความชรา ความก้าวหน้าเช่นนี้เป็นสัญญาณของสิ่งที่หลายคนเคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ นั่นคือภาวะผมร่วงสามารถรักษาให้กลับคืนมาได้
ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก โดยการศึกษาชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงราวหนึ่งในสามจะประสบกับภาวะผมร่วงในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต
เช่นนั้นแล้วทำไมผลกระทบทางอารมณ์จากการสูญเสียเส้นผมยังคงถูกมองข้ามอยู่บ่อยครั้ง และปฏิกิริยาของเราต่อการสูญเสียกำลังเผยให้เห็นอะไรเกี่ยวกับตัวตน การควบคุมชีวิตตนเอง และมุมมองที่เรามีต่อตัวเองได้บ้าง
มองเส้นผมผ่านประวัติศาสตร์
ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผมแทบไม่เคยถูกมองว่าเป็นแค่เส้นผมธรรมดา ๆ เลย
ในอียิปต์โบราณ ฟาโรห์และสตรีชนชั้นสูงสวมวิกผมถักประดับประดาด้วยสิ่งของตกแต่งเพื่อแสดงถึงอำนาจ และในยุคกลาง ผมยาวของผู้หญิงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหญิงและความมีคุณธรรม
ขณะที่ผู้ชายในศตวรรษที่ 17 สวม "พีริวิก" (periwig) ซึ่งเป็นผมปลอมยาวหยิกฟูเพื่อแสดงถึงความมั่งคั่งและสถานะทางสังคมสูง และในช่วงทศวรรษ 1920 ผู้หญิงที่ตัดผมสั้นทรงบ็อบกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอิสระและการต่อต้านขนบธรรมเนียมของเพศหญิง
"เส้นผมหล่อหลอมอัตลักษณ์ของเรา" จิตแพทย์ ซิลเวีย คาราซู กล่าว "มันเป็นทั้งเครื่องหมายทางชีววิทยา สรีรวิทยา และสังคมที่บ่งบอกช่วงต่าง ๆ ในชีวิตของเรา"
ผมยังอาจเป็นสิ่งแรกที่เราสังเกตเห็นเกี่ยวกับผู้อื่น "มันเป็นสิ่งที่มักช่วยให้เราบอกได้ถึงเพศ เชื้อชาติ และศาสนา มันผูกพันกับอัตลักษณ์อย่างแน่นแฟ้นจนกลายเป็นเรื่องสำคัญมากในแง่ของการที่เราจัดหมวดหมู่ผู้คน" เธอกล่าว
เส้นผมยังเชื่อมโยงกับศักดิ์ศรีของเราด้วย การบังคับโกนผมถูกใช้เพื่อลิดรอนอัตลักษณ์และความเป็นมนุษย์มาโดยตลอด
ในค่ายกักกันของเยอรมนี ชาวยิวถูกโกนศีรษะและเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยชุดนักโทษ หลังจากการปลดปล่อยฝรั่งเศสในปี 1944 ผู้หญิงหลายพันคนที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมมือกับกองทัพยึดครองเยอรมนีถูกโกนศีรษะต่อหน้าสาธารณชนเพื่อเป็นการลงโทษและประจาน ภาพถ่ายที่โด่งดังที่สุดภาพหนึ่ง คือ "The Shaved Woman of Chartres" ของโรเบิร์ต กาปา ซึ่งแสดงให้เห็นผู้เป็นแม่ที่ยังสาวอยู่คนหนึ่งเดินผ่านฝูงชนที่ส่งเสียงเยาะเย้ย พร้อมกับสัญลักษณ์สวัสดิกะที่ถูกวาดบนหน้าผากของเธอ

ที่มาของภาพ, Getty Images
หากเส้นผมมีความหมายทางสังคมและส่งผลต่ออารมณ์ได้มากขนาดนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่นักวิทยาศาสตร์ทุ่มเทเวลาหลายปีเพื่อทำความเข้าใจว่า เหตุใดการสูญเสียมันจึงรู้สึกเจ็บปวดได้ขนาดนี้ และวันหนึ่งเราอาจรักษาให้เส้นกลับคืนมาได้หรือไม่
"มันไม่ใช่เรื่องของความสวยงาม"
ฉันสัมภาษณ์ผู้หญิงจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพวกเขากับเส้นผมของตัวเองสำหรับพอดแคสต์ (podcast) ร่วมกับมูลนิธิฟิวเจอร์ดรีมส์ (Future Dreams) ที่มีชื่อว่า "And Then Came Breast Cancer" [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า "และแล้วมะเร็งเต้านมก็มาเยือน"]
ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ฉันสัมภาษณ์พวกเธอ ผู้หญิงเหล่านั้นต่างพูดสิ่งเดียวกันมันไม่ได้เกี่ยวกับความอยากสวยอยากงามแต่อย่างใด
นิกกี เอลคิงตัน ซึ่งประกอบอาชีพช่างทำผม เล่าว่าเธอตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมให้ผมร่วงระหว่างการทำเคมีบำบัด "มันไม่ใช่เรื่องของความสวยงาม… ฉันคิดว่าคนอื่นมักมองแบบนั้น แต่ผมคือตัวตนของเรา และฉันไม่อยากดูเหมือนเป็นคนป่วยเป็นมะเร็ง" เธอกล่าว
สำหรับเธอ ประโยคที่เลวร้ายที่สุดที่ใครสักคนจะพูดกับเธอได้ คือการบอกว่า "มันก็แค่เส้นผม ไม่ต้องกังวลนักหรอก"
นาตาชา แอนเดอร์สัน พยาบาลประจำโรงเรียนและแม่ลูกสอง เล่าว่าเธอสนุกกับการทดลองทรงผมตั้งแต่วัยเด็ก "บางสัปดาห์ปล่อยผมแอฟโฟรใหญ่ ๆ บางทีก็ต่อผม" เธอนึกย้อนถึงความทรงจำ
"มันไม่ใช่แค่ผม แต่มันคือวัฒนธรรมของฉัน"
เมื่อเผชิญกับความเป็นไปได้ที่จะสูญเสียผมจากการทำเคมีบำบัด เธอขอให้พี่ชายโกนผมให้เธอ "ฉันรู้สึกเป็นอิสระตอนที่โกนมัน" เธอกล่าว "ฉันได้ควบคุมสถานการณ์ด้วยตัวเอง… มันเจ็บปวดและเสียใจกว่ามากที่จะนั่งดูผมมันค่อย ๆ ร่วงออกไปทีละเส้น"
หนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดของการป่วยเป็นมะเร็งคือการที่คุณแทบไม่มีอำนาจควบคุมอะไรได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการวินิจฉัยโรค การรักษา หรือผลข้างเคียงต่าง ๆ สำหรับผู้หญิงบางคน การเลือกโกนผมก่อนที่มันจะร่วงเองกลายเป็นหนทางหนึ่งในการที่พวกเธอจะได้ยึดเอาการควบคุมชีวิตบางส่วนกลับคืนมา

ที่มาของภาพ, Getty Images
สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกประหลาดใจระหว่างการเข้ารับการรักษาของตัวเอง คือบ่อยครั้งมากที่ความกังวลของฉันเกี่ยวกับภาวะผมร่วงถูกมองเป็นเรื่องผิวเผิน
"เธอจะมากังวลกับผมตัวเองทำไม เธอยังมีชีวิต" มันเป็นคำถามที่สมเหตุสมผล และ ใช่ ฉันโชคดีที่ยังมีชีวิตรอด แต่การรอดชีวิตจากอาการป่วยและการโศกเศร้าจากการสูญเสียบางอย่างที่เป็นอัตลักษณ์ของคุณไป ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นพร้อมกันไม่ได้
อย่างที่ซิลเวีย คาราซู บอกกับฉัน การสูญเสียผมไปสำหรับพวกเราหลายคนเป็น "เครื่องหมายบ่งบอกว่าเราเป็นคนป่วย"
วิกผม
ผมของฉันราว 50% ถึง 75% ร่วงระหว่างการเข้ารับเคมีบำบัด
มันน่าหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูกเลย ฉันจำได้ว่านั่งอยู่ในร้านวิกผมแห่งหนึ่งในริชมอนด์ ตอนที่เจ้าของร้าน เอมี่ โฮลต์ ค่อย ๆ หวีผมที่พันกันยุ่งเหยิงของฉันขณะที่มันร่วงเป็นกระจุกใหญ่ๆ ฉันร้องไห้ออกมา
ไดแอน ทรัสสัน นักวิจัยด้านการแพทย์จากมหาวิทยาลัยนอตติงแฮม บอกกับฉันว่า การที่ต้องมาสูญเสียผม หลังจากที่ถูกวินิจฉัยโรคแล้วคือ "เป็นเหมือนการซ้ำเติมความเจ็บปวด"
"คุณเพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง แล้วก็เริ่มการรักษา แล้วยังต้องมาเจอกับเรื่องโหดร้ายนี้อีก มันเปลี่ยนวิธีที่คนอื่นมองคุณ มันเป็นภาระอีกเรื่องที่ต้องแบกรับ บนเรื่องที่หนักอยู่แล้วอย่างการผ่าตัดและการรักษาที่แสนทรมาน"

ที่มาของภาพ, Victoria Derbyshire
สำหรับฉัน วิกเป็นเรื่องจำเป็น ฉันสามารถรายงานข่าวโทรทัศน์รายวันต่อไปได้ ฉันไม่อยากให้ผู้ชมเสียสมาธิจากข่าวที่นำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นเพราะหัวโล้นของฉัน หรือผ้าโพกหัว วิกผมจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
เอมี่ทำวิกให้ฉันจากผมจริงที่ได้มาจากผู้หญิงที่บริจาคหรือขายไว้ ตอนแรกที่ได้เห็นวิกนั้นมันบอกไม่ถูกเลยจริง ๆ
มันดูเหมือนผมของฉันมากจนน่าตกใจ ทั้งสี ทรงผม และความยาว ในหัวของฉันตอนแรกแทบไม่อยากจะเชื่อ และอารมณ์ก็แปรปรวนไปมา บางทีก็ร้องไห้ บางทีก็รู้สึกใจฟู เพราะมันจะทำให้ฉันได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้
ทำไมวิทยาศาสตร์ยังหาทางออกไม่ง่าย
ถึงอย่างนั้น นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่เข้าใจกลไกทางชีววิทยาของการสูญเสียเส้นผมอย่างถ่องแท้
แคลร์ ฮิกกินส์ ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมเนื้อเยื่อจากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน บอกว่างานวิจัยเกี่ยวกับการสูญเสียเส้นผมยังคงต้องดิ้นรนเพื่อขอทุนและความสนใจมาหลายปี โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับผู้หญิง
"การศึกษาวิจัยในส่วนของผู้หญิงยังมีน้อยมากอย่างแน่นอน" เธอกล่าว
เธอบอกว่างานส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ภาวะผมร่วงในผู้ชาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ชายมีแนวโน้มเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายเส้นผมมากกว่า ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าถึงตัวอย่างหนังศีรษะได้ง่ายขึ้น
"ผู้ชายและผู้หญิงมักถูกมองว่าเหมือนกัน เพราะคนทั่วไปสันนิษฐานว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ฉันไม่คิดว่าควรจะเป็นแบบนั้น" เธอกล่าว
เธอชี้ให้เห็นถึงการศึกษาทางพันธุกรรมขนาดใหญ่เกี่ยวกับเกี่ยวกับการผมร่วงแบบผู้ชาย ซึ่งมักมีลักษณะเฉพาะคือไรผมที่ถอยร่นและผมบางบริเวณกระหม่อม ที่รู้จักกันในชื่อ "genome-wide association studies" หรือ GWAS [อาจแปลว่า การศึกษาความสัมพันธ์ระดับจีโนมอย่างกว้าง] ซึ่งระบุยีนหลายตัวที่เชื่อมโยงกับภาวะดังกล่าว แต่การศึกษาทั้งหมดนั้นทำบนกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ชายทั้งสิ้น

เมื่อไม่นานมานี้ นักวิจัยในเยอรมนีได้ศึกษาพันธุกรรมของภาวะผมร่วงแบบผู้หญิง ซึ่งโดยทั่วไปมักเกิดขึ้นบริเวณด้านบนของศีรษะ นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะพบยีนที่ทับซ้อนกันอย่างน้อยบางส่วนระหว่างผู้ชายและผู้หญิง
"แต่ไม่มีเลย" ศ.ฮิกกินส์กล่าว ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าภาวะผมร่วงในผู้ชายและผู้หญิงอาจเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกัน แม้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่แน่ใจอย่างสมบูรณ์ว่าสาเหตุเหล่านั้นคืออะไร
"เรารู้ว่าเซลล์หายไปในรูขุมขน แต่ไม่รู้ว่ามันตายหรือแค่เคลื่อนตัวออกไป เรารู้น้อยมากเกี่ยวกับกลไกที่ทำให้ผมร่วง"
ความหวังใหม่ของภาวะผมร่วง
นั่นคือเหตุผลที่งานวิจัยของ ศ.ทสึจิ ในญี่ปุ่นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เขาและทีมวิจัยเชื่อว่าพวกเขาค้นพบชิ้นส่วนที่หายไปของปริศนานี้แล้ว
นักวิทยาศาสตร์เชื่อมาอย่างยาวนานว่ามีเซลล์สำคัญสองประเภทที่รับผิดชอบต่อการงอกของเส้นผม ได้แก่ เซลล์ต้นกำเนิดชนิดเยื่อบุผิว ซึ่งสร้างรูขุมขนขึ้นมาตั้งแต่แรก และเซลล์ดาร์มัล พาพิลลา ซึ่งทำหน้าที่สั่งให้เส้นผมงอก
เซลล์เหล่านั้นไม่สามารถงอกเส้นผมได้ในห้องปฏิบัติการ จะทำได้ก็ต่อเมื่อนำไปปลูกถ่ายลงในผิวหนังและเชื่อมต่อกับเนื้อเยื่อชั้นใต้ผิวหนังเท่านั้น
แต่ ศ.ทสึจิบอกว่างานศึกษาของเขาค้นพบ "เซลล์ชนิดที่สามที่ยังไม่เคยรู้จักมาก่อน" เรียกว่า เซลล์สนับสนุนการฟื้นฟูรูขุมขน
สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ เซลล์ใหม่นี้อาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใกล้ความเป็นไปได้ในการปลูกผมในห้องทดลองมากขึ้นอีกขั้น
"พูดให้เข้าใจง่าย ๆ" ศ.ทสึจิกล่าว "งานศึกษาของเราค้นพบ [เซลล์] ที่ช่วยสนับสนุนการพัฒนา การเติบโต และการฟื้นฟูรูขุมขน"
ศ.ทสึจิบอกว่าผลการค้นพบนี้ถือเป็น "ความก้าวหน้าครั้งสำคัญ" และอาจเป็นจุดเปลี่ยนในการรักษาโรคผมร่วง

ที่มาของภาพ, Takashi Tsuji
ศ.แคลร์ ฮิกกินส์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษานี้ เห็นด้วยว่างานศึกษานี้มีความสำคัญอย่างมาก เธอบอกว่างานวิจัยก่อนหน้านี้ทำได้เพียงสร้างรูขุมขนบางส่วนในห้องปฏิบัติการเท่านั้น
"ไม่มีใครเคยสร้างเซลล์รากผมที่มีวงจรการเจริญเติบโตสมบูรณ์แบบเช่นนี้มาก่อน" เธอกล่าว "นี่คือก้าวที่ยิ่งใหญ่มาก" หรือหมายความว่า เซลล์รากผมเหล่านั้นสามารถงอก ร่วง และงอกใหม่ซ้ำได้เรื่อย ๆ เหมือนกับเส้นผมตามธรรมชาติ
การศึกษานี้ทำกับหนูเท่านั้น โดยส่วนใหญ่ใช้เซลล์ที่เก็บมาจากหนวดของพวกมัน การนำผลการค้นพบไปปรับใช้กับมนุษย์ยังคงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากการเจริญเติบโตของเส้นผมมนุษย์มีความซับซ้อนกว่ามาก
อย่างไรก็ดี ศ.ทสึจิก็ยังมีความหวัง
"เราเชื่อว่าตอนนี้เราใกล้ถึงเป้าหมายมากกว่าเดิมมากแล้ว"
สัญญาณของความหวัง
เมื่อปีที่แล้ว ฉันเห็นโพสต์ในโซเชียลมีเดียที่มีภาพถ่ายระยะใกล้ของ แคทเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ในงานสักงานหนึ่ง พร้อมข้อความสั้น ๆ ว่า "วิกมันดูแย่มาก" ฉันรู้สึกว่ามันโหดร้ายและเจ็บปวดอย่างมาก
ไม่มีใครรู้ว่าพระองค์ทรงเข้ารับการรักษามะเร็งแบบใด ไม่มีใครรู้ว่าพระองค์ทรงสูญเสียเส้นผมหรือเปล่า หรือแม้แต่ว่าพระองค์ทรงสวมวิกจริงหรือเปล่า ถ้ามีใครพูดแบบนั้นกับฉันตอนที่กำลังทำเคมีบำบัด ฉันคงอยากแอบอยู่แต่ในบ้าน
การสูญเสียเส้นผมจากความเจ็บป่วยไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเลือกได้ มันเกิดขึ้นกับเรา และนั่นคือเหตุผลที่มันยากที่จะยอมรับ อย่างน้อยก็สำหรับฉัน
เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะเส้นผมไม่เคยเป็นแค่เส้นผม
สำหรับพวกเราหลายคน มันคือตัวตน ความเป็นส่วนตัว วิธีที่เรารู้สึกว่าตัวเองยังควบคุมชีวิตได้และยังมีความมั่นใจ ดังนั้นโปรดเข้าใจฉันด้วยเมื่อฉันบอกว่านั่นคือเหตุผลที่เส้นผมสำคัญมากขนาดนี้
ภาพ: Getty Images
รายงานเพิ่มเติมโดย ฟลอเรนซ์ ฟรีแมน






























