เหตุใดโลโก้กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวัน จึงอาจเป็นเรื่องอ่อนไหวสำหรับจีน ?

    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 12 นาที

"โลโก้นี้มันเป็นการพูดว่ามีประเทศไต้หวัน ซึ่งเขายอมรับไม่ได้" ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ผู้ก่อตั้ง 'ด็อคคลับ' (Documentary Club) เปิดเผยถึงเหตุผลที่ชายซึ่งอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย บอกกับเธอเมื่อขอให้เธอในฐานะคณะผู้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์สารคดีไต้หวัน ประจำปี 2569 ถอดโลโก้กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวันออกจากสื่อประชาสัมพันธ์ของงาน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการกดดันในลักษณะนี้ โดยเธอบอกว่าเมื่อราวสองสัปดาห์ที่ผ่านมา พันธมิตรที่ร่วมจัดงานเดียวกันใน จ.ขอนแก่น ได้รับสารมาว่า มีความกังวลจากกงสุลจีนเรื่องการใช้โลโก้นี้เช่นกัน

บีบีซีไทยติดต่อสถานเอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย เพื่อสอบถามความชัดเจนในประเด็นนี้แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับ

ขณะที่สํานักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจําประเทศไทย (TECO) บอกกับบีบีซีไทยว่าทราบเรื่องนี้แล้ว แต่ยังมีข้อมูลจำกัดในการจะยืนยันตัวตนของบุคคลที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูตจีนฯ ดังกล่าว

แม้ยังไม่ชัดเจนว่าชายที่เข้ามากดดันผู้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์ฯ ทำงานในตำแหน่งใดและเป็นเจ้าหน้าที่ของสถานทูตจีนฯ จริงหรือไม่ ทว่าสองนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบอกกับบีบีซีไทยว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จีนจะอ่อนไหวกับประเด็นใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการยอมรับสถานะการเป็นประเทศของไต้หวัน

ผู้จัดเทศกาลถูกกดดันอย่างไร

เหตุการณ์นี้ถูกเปิดเผยโดย ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ผู้ก่อตั้ง 'ด็อคคลับ' (Documentary Club) ผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์อิสระในไทย ในฐานะคณะผู้จัดงาน ซึ่งโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันอังคาร (21 ก.ค.) ระบุว่า มีคนของสถานทูตจีนฯ เข้ามาข่มขู่ที่เทศกาลภาพยนตร์สารคดีไต้หวัน ซึ่งมีกำหนดจัดฉายภาพยนตร์ระหว่างวันที่ 22 – 26 ก.ค.

เธอเปิดเผยรายละเอียดกับบีบีซีไทยว่า ตั้งแต่วันจันทร์ (20 ก.ค.) เธอได้รับแจ้งจากทางโรงภาพยนตร์เซ็นจูรี สุขุมวิท และโรงภาพยนตร์เฮาส์ สามย่าน ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานในกรุงเทพฯ ว่ามีคนที่อ้างว่าติดต่อมาจากสถานทูตจีนฯ โทรศัพท์มาบอกกับทางโรงภาพยนตร์ว่าไม่สบายใจที่มีเทศกาลนี้ เนื่องจากมีโลโก้กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวัน และมีภาพยนตร์ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับนโยบายจีนเดียว และได้ฝากเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้ทางผู้จัดงานติดต่อกลับ ซึ่งเธอได้แจ้งกับทางโรงภาพยนตร์ไปว่าในเทศกาลนี้ไม่ได้มีการฉายภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาตามที่ผู้อ้างตัวเป็นตัวแทนสถานทูตจีนฯ กังวล และยืนยันว่าเธอไม่คิดว่าจะต้องมีการดำเนินการใด ๆ ต่อโลโก้ดังกล่าว

เธอเล่าต่อว่า จากนั้นในวันอังคาร (21 ก.ค.) ก็มีเจ้าหน้าที่จากโรงภาพยนตร์เฮาส์ สามย่าน โทรศัพท์มาแจ้งเธอว่า "มีเจ้าหน้าที่จากสถานทูตจีนฯ เข้ามาที่โรงเฮาส์" ซึ่ง "คราวนี้เหลือเรื่องโลโก้อย่างเดียว"

"เขาก็บอกเรื่องหนังโอเค เขาไม่ติด แต่ว่าเรื่องโลโก้กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวันนี่ไม่พอใจมาก เพราะว่าการที่มีสัญลักษณ์โลโก้มาปรากฏ มันเป็นการแสดงถึงการมีอยู่ของประเทศไต้หวัน เขาต้องการให้เรานำออก" ธิดาเปิดเผย โดยเธอบอกว่าเธอได้ให้เจ้าหน้าที่โรงภาพยนตร์ช่วยต่อสายให้เธอได้สนทนากับชายคนดังกล่าวโดยตรง ซึ่งเธอได้ยืนยันกับเขาไปว่า "คงทำให้ไม่ได้" เนื่องจากเป็นโลโก้ของผู้สนับสนุนงาน

"เขาก็ให้เหตุผลว่าเราต้องทำ เพราะว่าการที่มีโลโก้นี้มันเป็นการพูดว่ามีประเทศไต้หวันซึ่งเขายอมรับไม่ได้ รัฐบาลไทยยอมรับการมีอยู่ของจีนเดียวแล้วนะ คุณจะทำอย่างนี้ไม่ได้" เธออ้างอิงคำพูดของชายที่เธอได้สนทนาด้วย ซึ่งเธอได้ตอบกลับไปว่า "เราเป็นแค่ผู้จัดงาน เราไม่ทำอะไรแบบนี้ เราไม่มีอำนาจทำเรื่องแบบนี้" และได้บอกกับชายคนดังกล่าวว่า หากจะให้นำโลโก้ออก ขอให้ไปเจรจากับทางไต้หวัน หรือทางกระทรวงการต่างประเทศ ตามกระบวนการที่ควรจะเป็น

"พอเขาเห็นว่าเราไม่ยอมนำ [โลโก้] ออก เขาก็ทำน้ำเสียงไม่พอใจขึ้นมา แล้วก็พยายามที่จะบอกว่า เนี่ย เขาได้พยายามยื่นข้อเสนอที่ง่าย ๆ ให้แล้วนะ คุณก็แค่เอาสติกเกอร์มาปิดโลโก้ก็จบ แต่ถ้าคุณจะทำแบบนี้ไม่ยอมฟังก็ 'ผมจะทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ ผมจะไปรายงานผู้หลักผู้ใหญ่' ใด ๆ ต่อไป 'ให้มันกลายเป็นเรื่องระดับชาติไปเลย'"

ผู้ก่อตั้ง 'ด็อคคลับ' ในฐานะคณะทำงานเทศกาลภาพยนตร์นี้ บอกว่าหลังจากนั้น ชายคนดังกล่าวยังได้ส่งไลน์หาน้องในทีมเพื่อขอชื่อบริษัทของเธอ ซึ่งเธอได้ให้น้องในทีมขอให้เขาส่งนามบัตรเพื่อยืนยันชื่อและตำแหน่งในสถานทูตจีนฯ มาก่อน แต่จนถึงเวลา 17.00 น. ของวันพฤหัสบดี (23 ก.ค.) ที่บีบีซีไทยสัมภาษณ์ธิดา ชายคนดังกล่าวก็ยังไม่ได้ส่งนามบัตรมาให้ ทำให้ไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจนว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่ของสถานทูตจีนฯ ตามที่ได้กล่าวอ้างกับทีมผู้จัดงานจริงหรือไม่

โดยขณะที่สนทนากัน ธิดาเล่าว่าเขาแนะนำตัวกับเธอเพียงแค่ 'ชื่อจริง' เท่านั้น ไม่ได้บอกนามสกุลและตำแหน่งใด ๆ และขณะนั้นเธอก็ไม่ได้ถามไป โดยชื่อของเขาเป็นภาษาไทย แต่เขาพูดภาษาไทยด้วยสำเนียงคล้ายคนเชื้อสายจีน

ผู้จัดเทศกาลภาพยนตร์สารคดีไต้หวันยังบอกอีกว่า เมื่อราวสองสัปดาห์ก่อน เธอยังได้รับสารจากพันธมิตรที่ร่วมจัดงานเดียวกันที่โรงภาพยนตร์อีกแห่งใน จ.ขอนแก่น ว่า "มีความกังวลจากกงสุลจีน" กรณีที่มีการใช้โลโก้กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวันในงาน ซึ่งเธอรับทราบเรื่องราวนี้มาก่อนหน้าที่จะได้คุยกับชายซึ่งอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูตจีนฯ แต่เธอไม่ได้ทราบรายละเอียดมากนักเนื่องจากไม่ได้เกิดขึ้นกับเธอโดยตรง

บีบีซีไทยนำชื่อจริงของชายที่ได้พูดคุยกับธิดา ติดต่อสอบถามไปทางสถานเอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย เพื่อขอคำยืนยันว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่ของสถานทูตจีนฯ จริงหรือไม่ หรือเข้ามาติดต่อผู้จัดเทศกาลภาพยนตร์ในนามสถานทูตจีนฯ หรือไม่ และด้วยสาเหตุใด แต่ยังไม่รับการตอบกลับจนกระทั่งบทความนี้เผยแพร่

ขณะที่สํานักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจําประเทศไทย (TECO) ในฐานะผู้ร่วมจัดงาน เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวจากทางผู้ก่อตั้งด็อคคลับแล้ว แต่ทาง TECO ยังมีข้อมูลจำกัดในการจะยืนยันตัวตนของบุคคลที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูตจีนฯ ดังกล่าว

TECO ระบุด้วยว่าพิธีเปิดเทศกาลภาพยนตร์นี้มีขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันพุธ (22 ก.ค.) โดยที่ไม่ได้มีการรบกวนใด ๆ เพิ่มเติม และทาง TECO ไม่ได้ถอดโลโก้กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวันออกจากโปสเตอร์หรือสื่อประชาสัมพันธ์ใด ๆ ของงาน

ไต้หวันเป็นเรื่อง "ละเอียดอ่อน" สำหรับจีน

"อะไรที่เกี่ยวกับไต้หวันมันเป็นเรื่องที่จีนเขาสนใจเป็นพิเศษอยู่แล้วนะครับ" ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ จากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทย

"เราก็รู้กันอยู่แล้วว่าจีนต้องการที่จะกระชับพื้นที่ แล้วก็บีบให้ไต้หวันไม่มีที่ยืนไปเรื่อย ๆ" เขากล่าวก่อนบอกว่ามีหลายเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่จีนไปกดดันประเทศต่าง ๆ ไม่ใช่เฉพาะกับไทย ไม่ให้ยอมรับรัฐบาลไต้หวัน ทำให้ตอนนี้ "เหลืออยู่ไม่กี่ประเทศแล้วแหละครับที่ยังยอมรับไต้หวันอยู่ นับได้เลยสองมือไม่เกินสิบนิ้ว"

"มันก็เป็นเรื่องธรรมดา เวลาเขาเห็นอะไรที่เกี่ยวกับไต้หวัน เขาก็ต้องพยายามกำจัด พยายามขจัดออกไป เพราะฉะนั้นเรื่องโลโก้ก็เป็นหนึ่งในเหตุการณ์เหล่านี้"

ความเห็นของเขาสอดคล้องกับ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ที่มองว่าจีน "มีความละเอียดอ่อนในเรื่องไต้หวัน" และมักจะท้วงติงกับหลาย ๆ ประเทศอยู่เป็นประจำ หากมีเจ้าหน้าที่ของรัฐไปให้ความสำคัญหรือทำการใด ๆ ที่ทำให้รัฐบาลจีนมองว่าขัดแย้งกับนโยบายจีนเดียว

"เรื่องไต้หวันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่สุดเรื่องหนึ่งของจีนนะครับ ไทยก็ต้องแสดงความเข้าใจ แต่ก็อาจจะต้องยืนยันว่าเป็นเทศกาลเอกชน เป็นเรื่องของกระทรวงที่ทำงานร่วมกับภาคเอกชน" ดร.ปณิธานกล่าว เขาเสริมว่าที่ผ่านมาในการจัดงานใด ๆ ก็ตามระหว่างไต้หวันร่วมกับกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ของไทย ฝ่ายรัฐไทยมักเลี่ยงไปใช้สัญลักษณ์อื่น ๆ แทนที่สัญลักษณ์ซึ่งสื่อถึงสถานะความเป็นประเทศของไต้หวัน เนื่องจากจีนถือว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งของจีนเท่านั้น

"คือความละเอียดอ่อนในเรื่องไต้หวันในการทำงานกับหลาย ๆ ประเทศของจีน เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วตลอดเวลาในวงการทางการทูตนะครับ รัฐบาลจีนมีหน่วยงาน มีบุคลากร มีคนที่ติดตามแต่ละประเทศที่จะดูว่าแต่ละประเทศได้ยืนยันและปฏิบัติตามหลักการจีนเดียวหรือไม่" ดร.ปณิธานกล่าว แต่เขาก็มองว่าส่วนใหญ่การทักท้วงใด ๆ ของทางการจีนเกี่ยวกับเรื่องนี้ มักจะออกมาในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ มากกว่าแบบเป็นทางการ "เพราะรัฐบาลจีนก็ระมัดระวังความละเอียดอ่อนของหลาย ๆ ประเทศที่ยังค้าขายกับไต้หวันอยู่"

"จีนมีนโยบายที่จะลดบทบาทของไต้หวันลงอย่างต่อเนื่อง" นักวิชาการอิสระรายนี้วิเคราะห์ "จีนต้องการทำให้ [นโยบายจีนเดียว] มีน้ำหนักและต้องการให้หลายประเทศปฏิบัติตาม แต่อีกประเด็นหนึ่งก็คือการปิดล้อมไต้หวันในเวทีทางการทูต จีนก็ถือว่าประสบความสำเร็จเรื่อย ๆ หลายประเทศยกเลิกความสัมพันธ์ที่เป็นทางการกับไต้หวัน แล้วก็ลดระดับความเชื่อมโยงลง"

ไทยหนุน 'จีนเดียว' ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การตอกย้ำอาจ "เกินความจำเป็น"

ช่วงต้นสัปดาห์คาบเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่โรงภาพยนตร์เฮาส์ สามย่าน กระทรวงการต่างประเทศของไทยและจีน เผยแพร่แถลงการณ์ร่วมระหว่างสองรัฐบาลที่ช่วงหนึ่งระบุว่า "ไทยยืนยันคำมั่นอันแน่วแน่ต่อนโยบายจีนเดียว โดยยอมรับว่ารัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลตามกฎหมายเพียงรัฐบาลเดียวที่เป็นตัวแทนของจีนทั้งปวง และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้"

แถลงการณ์ที่ออกมาภายหลังการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นั้น ส่งผลให้กระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันออกมาประณามแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว โดยระบุว่า "ผิดหวังและเสียใจต่อรัฐบาลไทยที่เพิกเฉยต่อข้อเท็จจริง และยอมคล้อยตามความพยายามของจีนในการบ่อนทำลายสถานะอธิปไตยของไต้หวัน" พร้อมขอให้ไทยหลีกเลี่ยงการคล้อยตามความพยายามดังกล่าวของจีน มิเช่นนั้นอาจต้อง "เผชิญผลกระทบเชิงลบจากความพยายามของจีนที่บ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคได้"

และเมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้เมื่อวันพฤหัสบดี (23 ก.ค.) นายกฯ อนุทิน ก็ย้ำซ้ำกับผู้สื่อข่าวว่า "ไทยยืนนโยบายจีนเดียวมาโดยตลอด ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องใหม่อะไร" พร้อมบอกว่า "เรื่องความร่วมมือต่าง ๆ ถ้ามันไม่ขัดนโยบาย เราก็ไม่ได้ไปปิดกั้นอะไรทั้งสิ้น เพราะว่าสำหรับไทยก็คือนโยบายจีนเดียว"

นายอนุทินบอกว่าเขา "รับทราบ" ท่าทีของทางการไต้หวันต่อเรื่องนี้แล้ว แต่เชื่อว่าท่าทีดังกล่าวของไทยจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับไต้หวัน เพราะมีความ "เข้าใจกันอยู่แล้ว" และ "นโยบายเรามีความชัดเจน"

ในมุมมองของนักวิชาการสองคนที่บีบีซีไทยได้พูดคุย แม้ว่าการที่ไทยสนับสนุนนโยบายจีนเดียวจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ท่าทีที่ออกมาของฝ่ายไทยในช่วงต้นสัปดาห์นี้ก็อาจ "เกินความจำเป็น"

"คือนโยบายจีนเดียว หรือ One China Policy ก็คือว่าเป็นประเทศจีนประเทศเดียวอยู่ในโลกนี้ มีเมืองหลวงอยู่ที่ปักกิ่ง นานาชาติเขายอมรับนโยบายนี้กัน" ศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าว "แต่โจทย์ก็คือแล้วไต้หวันล่ะ นานาชาติโดยรวมก็ยังมีสัมพันธไมตรีกับไต้หวันนะ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้แสดงจุดยืนหรือให้การรับรองอธิปไตยของไต้หวันโดยตรง แต่ก็ยังมีความสัมพันธ์กับไต้หวันโดยพฤตินัย"

"การที่นายกฯ อนุทินไปจีน แล้วมีแถลงการณ์ร่วมกับ สี จิ้นผิง ถึงเรื่องไต้หวัน ผมคิดว่ามันเกินความจำเป็น คือไปบอกว่าเรื่อง One China (จีนเดียว) เข้าใจได้อยู่แล้ว แต่การไปบอกว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน อันนี้เป็นอะไรที่ผมคิดว่ามันเกินกว่าที่เราเคยมีกระทำ เป็นจุดยืนที่เกินกว่าที่เราเคยวางไว้ แล้วก็แปลกใจด้วยว่าเจ้าหน้าที่การทูตของไทย หรือเจ้าหน้าที่อาวุโสของไทย ปล่อยถ้อยคำแบบนี้ออกมาได้อย่างไร" อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากจุฬาฯ กล่าว

ขณะที่ ดร.ปณิธาน มองว่า แม้ประเด็นนี้ฝ่ายไทยจะยืนยันตามนโยบายเดิม แต่ในบรรยากาศของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น อาจไม่มีความจำเป็นที่ต้องตอกย้ำเรื่องนี้ซ้ำ

"จีนทราบอยู่แล้วว่าเราสนับสนุนนโยบายจีนเดียว เพราะฉะนั้นจริง ๆ ไม่มีความจำเป็นต้องตอกย้ำหรือขยายผลอะไรมากนัก แต่ในขณะเดียวกันไต้หวันเองก็อาจจะรู้สึกละเอียดอ่อน เพราะถูกกดดันจากจีนมากขึ้น ก็ต้องระวังเหมือนกัน" นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศและความมั่นคงกล่าว

"การเยือนจีนของเราไม่ได้ถูกจับตาแค่จากจีน แต่ถูกจับตามองจากสหรัฐฯ และพันธมิตรของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดด้วย และเขาก็อาจจะสรุปได้ว่าเราเลือกข้างไปอยู่กับจีน ซึ่งเป็นข้อสรุปที่ทั้งสหรัฐฯ และพันธมิตรมีแนวโน้มจะเชื่ออยู่แล้ว"

"ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นปฏิกิริยาของไต้หวัน หรือวิธีการหลายอย่างที่เราดำเนินการกับจีน ก็อาจจะทำให้ข้อสรุปนั้นชัดเจนขึ้นในมุมมองของสหรัฐฯ และพันธมิตร ซึ่งก็มีผลเหมือนกัน" เขาสรุป

ภายในอ่อนแอ ทำให้ไหลไปตามกระแสกดดัน

ศ.ดร.ฐิตินันท์ มองว่า ท่าทีของไทยที่ออกมาเช่นนี้ เป็นผลมาจากความอ่อนแอภายในรัฐบาลอนุทินเอง ที่แม้จะมีเสถียรภาพทางการเมือง แต่ก็เผชิญสารพัดข้อครหาและปัญหาเศรษฐกิจที่การเติบโตต่ำ ซึ่ง "ทำให้เขามีความอ่อนแอในการที่จะไปดีลกับต่างประเทศ"

"มันทำให้ผมนึกถึงสมัยประยุทธ์... เมื่อพลเอกประยุทธ์ยึดอำนาจ เขาก็ไม่ได้รับการยอมรับจากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะประเทศประชาธิปไตยต่าง ๆ แม้กระทั่งญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ก็ไม่มีใครชอบรัฐประหาร รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ก็เลยต้องเข้าหาจีนมากขึ้น ทำให้จีนได้เปรียบ แล้วทำให้ไทยเสียเปรียบ"

"ถ้าจะดีลกับจีน ปัจจัยภายในมันต้องมีความแข็งแกร่ง ไม่ใช่แค่เสถียรภาพอย่างเดียว ต้องมีศักดิ์ศรี มีจุดยืน มีการคำนวณที่ชัดเจนว่าผลประโยชน์ของไทยอยู่ตรงไหน" ศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าว

เขามองว่าแม้ความห่างเหินกับสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์สมัยที่สองจะทำให้สหรัฐฯ "เป็นตัวถ่วงดุลกับจีนน้อยลง" แต่ความอ่อนแอภายในของไทยเองคือประเด็นที่สำคัญกว่าที่ทำให้รัฐบาลไทย "ต้องง้อเข้าหาจีน" ซึ่งอาจส่งผลให้จีนใช้ความได้เปรียบนี้มากดดันแสวงหาผลประโยชน์ทางการทูต เช่น การระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า "ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน" ทั้ง ๆ ที่แค่ยืนยันตามนโยบายจีนเดียวก็อาจจะเพียงพอแล้ว

ขณะที่ ดร.ปณิธาน ก็มองว่าท่าทีของไทย ณ ตอนนี้ สะท้อนว่าอาจติดกับดักยุทธศาสตร์แบบ "ไผ่ลู่ลม" ซึ่ง "พอถูกกดดันแล้วก็จะแกว่งไปแกว่งมา"

เขามองว่าไทยควรจะหา "จุดสมดุลทางยุทธศาสตร์" ใหม่ โดยในการเจรจาต่อรองกับประเทศต่าง ๆ ควรพิจารณาองค์ประกอบหลายมิติในภาพรวมที่สามารถนำมาประกอบกันให้มีน้ำหนักในการต่อรองให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับไทย มากกว่าจะ "ลู่ไปตามแรงกดดัน" ภายนอกโดยที่ไม่ได้ชั่งน้ำหนักอย่างจริงจัง

"ยกตัวอย่างเช่น การเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ จะไม่สามารถเจรจากับ USTR (สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ) อย่างเดียว หรือเจรจากับกระทรวงพาณิชย์อย่างเดียวได้ จะต้องมีทีมงานด้านความมั่นคง ทีมงานการต่างประเทศ และทีมงานด้านสังคมเข้ามาร่วมชั่งน้ำหนักด้วย แล้วจึงจะเห็นว่า หากต้องการให้อัตราภาษีอยู่ในกลุ่มแรก เช่น 10% เราจำเป็นต้องเพิ่มน้ำหนักในความร่วมมือกับสหรัฐฯ ด้านใดบ้าง" เขายกตัวอย่าง

"เราไม่ได้ทำแบบนั้น ทีมงานของเราเคยให้ข่าวว่า จะแยกเรื่องการค้าออกจากเรื่องความมั่นคง ซึ่งแสดงว่าไม่ได้ใช้หลักสมดุลทางยุทธศาสตร์ แต่ใช้หลักการแยกส่วน และทำให้น้ำหนักอาจจะไม่พอในสถานการณ์ที่เข้มข้นแบบนี้"

ไทยควรวางตัวอย่างไรในความขัดแย้งจีน - ไต้หวัน

ดร.ปณิธาน ยังมองด้วยว่าความขัดแย้งระหว่างจีนและไต้หวันจะ "เป็นจุดผกผันที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ" ซึ่ง "หลายประเทศเตรียมพร้อมที่จะแสดงจุดยืน เตรียมพร้อมที่จะเข้าร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปแล้ว" และไทยเองก็ควรเตรียมตัวในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน แม้เขาคาดหวังว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะไม่ยกระดับเป็นสมรภูมิ

"กรณีถ้าจีนบุกไต้หวัน หลายประเทศอย่างเช่นออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศ เตรียมตัวที่จะเข้าไปช่วยเหลือสหรัฐฯ แล้ว และส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกมาก หากจีนดำเนินการในลักษณะนั้น ซึ่งจีนก็ทราบดี แต่การซ้อมรบของจีนในแต่ละปี ทุกคนก็ทราบว่าจีนมีขีดความสามารถที่จะยึดไต้หวันได้แล้วในปัจจุบัน เพียงแต่ยังรอความชอบธรรมและจังหวะเวลาที่เหมาะสม"

"สำหรับไทย เรายังไม่มีการเตรียมการในเรื่องนี้มากนัก เพราะเราคิดว่าเราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ในความเป็นจริง หากเกิดปัญหากับไต้หวันขึ้น เราอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของสมรภูมิด้วย เพราะฉะนั้นหลายฝ่ายจึงมองว่าเราควรจะเตรียมตัวให้ดีกว่านี้"

"ในช่วงหลังเราจะเห็นชัดว่าบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศลดลงมาก และเราไม่ได้อยู่ในสภาวะที่พร้อมปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองในพื้นที่ต่าง ๆ เหล่านี้" ดร.ปณิธานกล่าว

ขณะที่ ศ.ดร.ฐิตินันท์ มองต่างว่า "ตราบใดที่ไต้หวันยังไม่ทำอะไรที่วู่วาม เช่น ประกาศเอกราช หรือทำอะไรที่เปลี่ยนสถานะปัจจุบันไป" สถานการณ์ระหว่างจีนกับไต้หวันก็น่าจะยังคงอยู่ในลักษณะเดิมคือ "ไต้หวันก็ต้องแสดงจุดยืน แสดงความเป็นเอกภาพของตัวเอง ส่วนจีนก็พยายามบีบมากขึ้น"

เขามองว่าในสถานภาพแบบนี้ เขา "ไม่เห็นว่าจะมีเหตุผลอะไรที่ไทยต้องไปเปลี่ยนจุดยืนเรื่องไต้หวัน"

"นโยบายจีนเดียวมันก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้ว นานาชาติก็มีจุดยืนแบบนี้ เหลือไม่กี่ประเทศอย่างที่ผมบอก ที่ยังรับรองไต้หวัน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นก็คือ แล้วเราจะเอายังไงกับไต้หวัน ผมคิดว่าการไปแถลงการณ์ร่วม ระบุว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ต้องกลับไปดูดี ๆ ว่าเราเคยทำแบบนี้มาก่อนหรือเปล่า"

"คือมันก็จะมีผลหลายทางนะครับ นอกจากไต้หวันโดยตรงแล้ว... ไต้หวันก็มีเครือข่าย เช่น สหรัฐอเมริกาที่หนุนหลังไต้หวัน หรือประเทศประชาธิปไตยในยุโรป ญี่ปุ่น อะไรพวกนี้ เพราะฉะนั้น การที่ไทยไปโอนอ่อนต่อจีนถึงขนาดนี้ มันมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศอื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่เฉพาะไทยกับไต้หวัน" เขาสรุป